1. SistaCafe
  2. ขี้หูเปียกคืออะไร? อันตรายไหม พร้อมไขข้อสงสัย ทำไมคนขี้หูเปียกถึงมีกลิ่นตัวแรงกว่าคนอื่น

อ่านจบใน 8 นาที

ขี้หูเปียก...เรื่องเล็กที่หลายคนเข้าใจผิด ซิสเคยสังเกตมั๊ย ว่าขี้หูของตัวเองมีลักษณะเหนียว สีเหลือง หรือเปียกติดอยู่บริเวณรูหู จนหลายครั้งก็เกิดความกังวลว่าเป็นสัญญาณของโรคอะไรหรือเปล่า? ซิสบางคนก็เคยได้ยินความเชื่อว่า "คนขี้หูเปียกมักมีกลิ่นตัวแรงกว่าคนขี้หูแห้ง" จึงสงสัยว่าจริงมั๊ย?

ความจริงแล้ว ขี้หูเปียกเป็นลักษณะทางพันธุกรรมที่พบได้ตามปกติ ไม่ใช่ความผิดปกติของร่างกาย และยังมีความเชื่อมโยงกับการเกิดกลิ่นตัวผ่านยีนชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า ABCC11 ซึ่งได้รับการยืนยันจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์แล้ว วันนี้ซิสจะพาไปทำความเข้าใจว่าขี้หูเปียกเกิดจากอะไร มีอันตรายหรือไม่ ดูแลอย่างไรให้ถูกต้อง รวมถึงไขข้อสงสัยเรื่องกลิ่นตัวที่หลายคนอยากรู้

เลือกอ่านตามหัวข้อ
Profile picture of Ceppurii

Ceppurii

ทีมบรรณาธิการ

Content Rookie

นักเขียนนิวบี้รุกกี้ของวงการ แต่ถึงจะเขียนได้ไม่นาน แต่จริงๆแอบอยู่หลังบ้านงานบิวตี้มานานเกือบ 5 ปี พร้อมแชร์ทริคและประสบการณ์สายบิวตี้กับชาวซิสทุกคน

ขี้หูเปียก คืออะไร?

ขี้หูเปียก (Wet Earwax) คือขี้หูที่มีลักษณะ เหนียว นุ่ม สีเหลืองจนถึงน้ำตาล ไม่จับตัวเป็นก้อนแห้ง และอาจเห็นขี้หูติดอยู่บริเวณริมรูหูได้ เนื่องจากร่างกายจะค่อย ๆ ขับขี้หูออกมาตามธรรมชาติผ่านการเคลื่อนไหวของขากรรไกร เช่น การพูด การเคี้ยวอาหาร หรือการหาว ซึ่งขี้หูเปียกลักษณะเช่นนี้ ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่โรค และไม่จำเป็นต้องรักษา แค่รักษาความสะอาดก็เพียงพอ

View post on Instagram
 

ประเภทของขี้หู

ขี้หูโดยทั่วไปสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่

  • ขี้หูเปียก (Wet Earwax) มีลักษณะเหนียว ชื้น สีเหลืองถึงน้ำตาล
  • ขี้หูแห้ง (Dry Earwax) มีลักษณะแห้ง เป็นขุย สีเทาหรือเหลืองอ่อน

ความแตกต่างของขี้หูทั้งสองแบบ ไม่ได้เกิดจากการดูแลสุขภาพหรือความสะอาด แต่เกิดจาก พันธุกรรม โดยเฉพาะยีน ABCC11 ซึ่งเป็นยีนที่กำหนดทั้งลักษณะของขี้หูและการทำงานของต่อมเหงื่อบางชนิด


ขี้หูเกิดขึ้นได้อย่างไร?

หลายคนอาจคิดว่าขี้หูเป็นเพียงสิ่งสกปรก ความจริงแล้วขี้หูเป็นสารที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อปกป้องช่องหู

ภายในรูหูมีต่อมสำคัญ 2 ชนิด ได้แก่

  • ต่อมขี้หู (Ceruminous gland) ทำหน้าที่สร้างสารคัดหลั่งที่มีโปรตีนและสารต้านจุลชีพบางชนิด
  • ต่อมไขมัน (Sebaceous gland) ทำหน้าที่ผลิตไขมันเพื่อช่วยหล่อลื่นและป้องกันผิวหนังภายในรูหู

เมื่อสารคัดหลั่งจากต่อมทั้งสองรวมกับเซลล์ผิวหนังที่หลุดลอก ฝุ่นละออง และสิ่งแปลกปลอมขนาดเล็ก จึงเกิดเป็นขี้หู สำหรับผู้ที่มีขี้หูเปียก สารคัดหลั่งและไขมันจะมีองค์ประกอบที่ทำให้ขี้หูมีลักษณะนุ่ม เหนียว และไม่แข็งตัวที่อุณหภูมิร่างกาย จึงดูเปียกกว่าคนที่มีขี้หูแห้ง


ขี้หูมีหน้าที่อะไร?

แม้หลายคนจะมองว่าขี้หูเป็นสิ่งที่ควรกำจัดออก แต่จริง ๆ แล้วขี้หูมีบทบาทสำคัญในการปกป้องหู ได้แก่

  • ดักจับฝุ่นละอองและสิ่งแปลกปลอมไม่ให้เข้าไปลึกในช่องหู
  • ช่วยหล่อลื่นผิวหนังภายในรูหู ป้องกันผิวแห้งและระคายเคือง
  • มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ และมีสารบางชนิดที่ช่วยยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา
  • ช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อในช่องหู

จึงไม่จำเป็นต้องกำจัดขี้หูออกทั้งหมด เพราะร่างกายสามารถขับออกได้เองตามธรรมชาติ


คนขี้หูเปียก มักมีกลิ่นตัวมากกว่าคนขี้หูแห้ง จริงหรือไม่?

คำตอบคือ จริงในแง่ของความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะมีกลิ่นตัวแรง

สาเหตุเกิดจากยีน ABCC11 ซึ่งไม่ได้กำหนดแค่ลักษณะของขี้หู แต่ยังมีผลต่อการทำงานของ ต่อมเหงื่ออะโพไครน์ (Apocrine gland) ที่พบมากบริเวณรักแร้ รอบหัวนม และขาหนีบ

ผู้ที่มียีนชนิดเดียวกับคนขี้หูเปียกมักผลิตสารคัดหลั่งจากต่อมอะโพไครน์มากกว่า สารคัดหลั่งเหล่านี้ประกอบด้วยไขมันและโปรตีน ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของแบคทีเรียบนผิวหนัง

อย่างไรก็ตาม เหงื่อจากต่อมอะโพไครน์ไม่มีกลิ่นในตัวเอง แต่เมื่อแบคทีเรียบนผิวหนังย่อยสลายสารเหล่านี้ จะเกิดเป็นสารประกอบที่มีกลิ่น จึงทำให้คนกลุ่มนี้มีโอกาสเกิดกลิ่นตัวได้มากกว่า

View post on Instagram
 

แต่กลิ่นตัวไม่ได้ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว ยังมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น

  • สุขอนามัยส่วนบุคคล
  • ปริมาณเหงื่อที่ผลิต
  • ชนิดของแบคทีเรียบนผิวหนัง
  • ฮอร์โมน
  • อาหาร เช่น กระเทียม เครื่องเทศ หรือแอลกอฮอล์

ดังนั้น คนขี้หูเปียกหลายคนอาจไม่มีกลิ่นตัวเลย หากดูแลสุขอนามัยอย่างเหมาะสม



คำถามที่พบบ่อย

ขี้หูเปียกอันตรายไหม?

ขี้หูเปียกไม่ใช่โรค และไม่ใช่สัญญาณของปัญหาสุขภาพ เป็น้เพียงอาการปกติของคนทั่วไป ที่มีขี้หูเหนียวเท่านั้น

หูมีอาการแบบไหนถึงควรไปหาหมอ

หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคในช่องหู

  • มีน้ำใส เลือด หรือหนองไหลออกจากหู
  • ปวดหู
  • หูอื้อหรือได้ยินลดลง
  • มีกลิ่นเหม็นผิดปกติจากหู
  • มีไข้ร่วมกับอาการปวดหู

อาการเหล่านี้อาจเกิดจากการติดเชื้อในหูชั้นกลาง แก้วหูทะลุ หรือโรคอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจด้วยเครื่องส่องหู (Otoscope) และรักษาโดยแพทย์เท่านั้น

จำเป็นต้องแคะขี้หูหรือมั๊ย?

คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องแคะหู แต่สามารถเช็ดรอบๆ บริเวณใบหูเพื่อความสะอาดได้

รูหูของคนเรามีกลไกทำความสะอาดตัวเองตามธรรมชาติ โดยขี้หูจะค่อย ๆ เคลื่อนออกมาด้านนอกเมื่อมีการพูด เคี้ยวอาหาร หรือขยับขากรรไกรในชีวิตประจำวัน

การใช้ไม้แคะหูหรือคอตตอนบัดสอดเข้าไปในรูหู อาจทำให้ขี้หูถูกดันเข้าไปลึกกว่าเดิม เกิดภาวะขี้หูอุดตัน (Impacted Cerumen) เกิดแผลในช่องหู และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของแก้วหู

หากมีอาการหูอื้อ ได้ยินลดลง หรือสงสัยว่าขี้หูอุดตัน ควรให้แพทย์เป็นผู้ตรวจและนำขี้หูออกอย่างปลอดภัย

แนะนำ วิธีดูแลขี้หูเปียกที่ถูกต้อง

การดูแลขี้หูเปียกไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก เพียงปฏิบัติตามคำแนะนำนี้

  • ไม่สอดไม้แคะหู คอตตอนบัด หรืออุปกรณ์อื่นเข้าไปในรูหู
  • หากมีขี้หูออกมาบริเวณปากรูหู ให้ใช้ผ้าสะอาดหรือสำลีเช็ดเฉพาะด้านนอก
  • หลีกเลี่ยงการแคะหูเป็นประจำ เพราะอาจทำให้ขี้หูอุดตันมากขึ้น
  • หากมีอาการปวดหู หูอื้อ ได้ยินลดลง หรือมีของเหลวผิดปกติไหลออกจากหู ควรพบแพทย์

สรุป ต้องแคะหูมั๊ย และ ขี้หูเปียก อันตรายหรือเปล่า ดูแลยังไง?

ขี้หูเปียกเป็น ลักษณะปกติของร่างกายที่เกิดจากพันธุกรรม ไม่ใช่โรค และไม่จำเป็นต้องรักษา ขี้หูยังมีบทบาทสำคัญในการปกป้องช่องหูจากฝุ่น สิ่งแปลกปลอม และเชื้อโรค จึงไม่ควรแคะหูบ่อยหรือพยายามกำจัดขี้หูออกจนหมด

ส่วนความเชื่อที่ว่า "คนขี้หูเปียกมักมีกลิ่นตัวมากกว่า" นั้นมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ เนื่องจากยีน ABCC11 ส่งผลต่อการทำงานของต่อมเหงื่ออะโพไครน์ ซึ่งทำให้เกิดสารคัดหลั่งที่แบคทีเรียสามารถย่อยสลายจนเกิดกลิ่นได้ อย่างไรก็ตาม กลิ่นตัวไม่ได้ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับการดูแลสุขอนามัย ฮอร์โมน และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมร่วมด้วยง

เราไม่จำเป็นต้องแคะหู แต่สามารถเช็ดรอบๆ บริเวณใบหูเพื่อความสะอาดได้ รูหูของคนเรามีกลไกทำความสะอาดตัวเองตามธรรมชาติหากขี้หูมีลักษณะผิดปกติ เช่น มีเลือด หนอง น้ำใสไหลออกจากหู หรือมีอาการปวดหูและหูอื้อร่วมด้วย ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม