ฝนหนักและน้ำท่วมขังในบางพื้นที่ของกรุงเทพฯ ทำให้หลายคนเลี่ยงการเดินลุยน้ำไม่ได้ แม้กลับถึงบ้านแล้วหรือน้ำเริ่มลด สิ่งที่ควรเช็กต่อคือ เท้าของเรา เพราะการแช่น้ำนานทำให้ผิวเปื่อยและอับชื้น ขณะที่น้ำท่วมอาจมีสิ่งสกปรก เชื้อโรค และของมีคมปะปนอยู่
ลุยน้ำจบ อย่าจบแค่ล้างรองเท้า ลองใช้เวลาสักนิดตรวจซอกนิ้วเท้าและแผลเล็ก ๆ แล้วดูแลตามขั้นตอนต่อไปนี้


Ceppurii
Content Rookie
นักเขียนนิวบี้รุกกี้ของวงการ แต่ถึงจะเขียนได้ไม่นาน แต่จริงๆแอบอยู่หลังบ้านงานบิวตี้มานานเกือบ 5 ปี พร้อมแชร์ทริคและประสบการณ์สายบิวตี้กับชาวซิสทุกคน
เดินลุยน้ำขัง เสี่ยงโรคอะไรบ้าง?

เดินลุยน้ำเสี่ยง โรคฉี่หนู
โรคฉี่หนู🐀เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อาจปนเปื้อนในน้ำหรือโคลนจากปัสสาวะสัตว์ เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านแผล รอยถลอก หรือเยื่อบุตา จมูก และปาก อาการที่ต้องระวังหลังมีประวัติลุยน้ำ หากภายใน 1–2 สัปดาห์มีอาการ ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะน่องหรือโคนขาหลังลุยน้ำ ควรรีบพบแพทย์และบอกประวัติการลุยน้ำหรือย่ำโคลน เนื่องจากโรคฉี่หนูต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์ อย่ารอดูอาการหรือซื้อยารับประทานเอง
โรคน้ำกัดเท้า หรื ฮ่องกงฟุต โรคที่อาจมาหลังลุยน้ำขัง
โรคน้ำกัดเท้าหรือเชื้อราที่เท้า เมื่อเท้าเปียกและอับชื้นเป็นเวลานาน อาจเกิดอาการผิวขาวยุ่ย ลอก คัน แตกเป็นร่อง หรือมีกลิ่น โดยมักเริ่มที่ซอกนิ้วเท้า กรมควบคุมโรคระบุว่าโรคน้ำกัดเท้าอาจลามไปที่ฝ่าเท้าหรือเล็บได้ และหากมีหนองร่วมด้วย อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
โรคตาแดงจากน้ำท่วม
น้ำท่วมขังเต็มไปด้วยเชื้อโรคและสิ่งสกปรก หากกระเด็นเข้าตาอาจทำให้เกิด โรคตาแดง (Conjunctivitis) หรือตาอักเสบติดเชื้อได้ รีบล้างตาด้วยน้ำสะอาด ห้ามใช้นิ้วมือที่สัมผัสน้ำท่วมมาขยี้หรือจับบริเวณดวงตาเด็ดขาด ควรรีบล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดก่อนทุกครั้ง ควรล้างมือให้สะอาด หลังสัมผัสน้ำท่วมน้ำขัง เมื่อเป็นตาแดงไม่ควรใช้อุปกรณ์ของใช้ร่วมกับผู้อื่น
โรคอุจจาระร่วง ช่วงน้ำท่วม
สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการท้องร่วงช่วงน้ำท่วมมี 3 สาเหตุหลัก ได้แก่
- น้ำท่วมขัง น้ำเสียและสิ่งปฏิกูลมักจะปนเปื้อนเข้าสู่แหล่งน้ำและอาหาร ส่งผลให้ โรคอุจจาระร่วงและโรคระบบทางเดินอาหารระบาดได้ง่าย
- อาหารบูดเสียได้ง่ายจากความอับชื้นและการกักเก็บที่ไม่ถูกสุขลักษณะ
- มือสัมผัสน้ำท่วมขังแล้วนำมาหยิบจับอาหารเข้าปากโดยไม่ได้ล้างมือ
แมลงสัตว์กัดต่อย
ช่วงน้ำท่วม สัตว์มีพิษและแมลงต่างๆ เช่น งู, ตะขาบ, แมงป่อง, และยุง มักจะหนีน้ำเข้ามาอาศัยอยู่ในบริเวณบ้านเรือน ซอกอับ หรือสิ่งของที่ลอยมาตามน้ำ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายจากการถูกกัดหรือต่อยได้ สอดส่องและจัดเก็บสิ่งของ ก่อนสวมใส่ร้องเท้า ให้เคาะรองเท้าก่อนทุกครั้งอาจมีสัตว์มีพิษหลบซ่อนในรองเท้า และรื้อสิ่งของที่กองสุมภายในบ้านหลังน้ำท่วม เพื่อป้องกันสัตว์มีพิษที่หลบอาศัย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก กรมอนามัย

ขั้นตอนดูแลเท้า หลังเดินลุยน้ำท่วม ป้องกันโรคน้ำกัดเท้า
ล้างทำความสะอาดทันที
ล้างเท้าให้สะอาดด้วยน้ำประปา และถูสบู่ นาน 20 วินาทีเป็นอย่างต่ำ โดยถูบริเวณหลังเท้า ฝ่าเท้า ซอกนิ้วเท้า และซอกเล็บเพื่อกำจัดคราบน้ำเสียและแบคทีเรีย
เช็ดเท้าให้แห้งสนิท
ใช้ผ้าสะอาดเช็ดเท้าให้แห้งทันที เพื่อโดยเฉพาะบริเวณ ซอกนิ้วเท้า ซึ่งเป็นจุดอับชื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดเชื้อราและโรคน้ำกัดเท้ามากที่สุด หากแผลแดง บวม มีน้ำเหลืองหรือหนอง หรือปวดมากขึ้น ให้พบแพทย์
สังเกตบาดแผลและรอยแดง
สำรวจความผิดปกติบนผิวหนัง ตรวจดูผิวหนังรอบเท้าอย่างละเอียดว่ามีแผลถลอก รอยถลอก รอยแดง หรือบาดแผลจากสิ่งของมีคมบาดหรือไม่ หากแผลแดง บวม มีน้ำเหลืองหรือหนอง หรือปวดมากขึ้น ให้พบแพทย์
ใส่ยาฆ่าเชื้อและยาทาแผล
หากพบมีบาดแผล ให้ทำความสะอาดด้วยน้ำเกลือล้างแผล แล้วทายาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดน-ไอโอดีน หรือเบตาดีนที่เราคุ้นเคย เพื่อป้องกันการอักเสบและติดเชื้อ
งดใส่รองเท้าและถุงเท้าที่อับชื้น
ถอดรองเท้าและถุงเท้าที่เปียกออกทันที และนำไปตากแดดหรือผึ่งลมให้แห้งสนิทก่อนนำกลับมาใช้งานซ้ำ เพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อโรค
วิธีป้องกันและการรักษาโรคน้ำกัดเท้าหลังลุยน้ำท่วม
หากต้องลุยน้ำหรือเก็บกวาดบ้านหลังน้ำท่วม ควรปฏิบัติตามนี้
🛡️ วิธีป้องกันตนเองก่อนลงลุยน้ำขังหรือทำความสะอาด
- สวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน: หากจำเป็นต้องเข้าพื้นที่เปียกหรือมีโคลน ให้สวมรองเท้าบูทยางเมื่อต้องเดินลุยน้ำ/พื้นที่เปียกโคลน และใส่ถุงมือยางทุกครั้งเมื่อต้องเก็บกวาดขยะหรือสิ่งสกปรก
- หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่า: ห้ามเดินเท้าเปล่าย่ำน้ำขังโดยเด็ดขาด และหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำท่วม
- ผู้ที่มีแผลเปิด: หลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือย่ำน้ำท่วมขังอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือด
คำถามที่พบบ่อย
ควรล้างบริเวณที่สัมผัสน้ำด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันทีที่ทำได้ แล้วเช็ดให้แห้ง เพราะไม่สามารถรู้ได้แน่ชัดว่าน้ำขังมีสิ่งใดปนเปื้อนอยู่บ้าง
หากเท้ามีอาการปวด บวม แดง ร้อน มีหนอง หรือเริ่มมีไข้ โดยเฉพาะน่องหรือโคนขาหลังลุยน้ำ ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียรุนแรง ให้แจ้งแพทย์ด้วยว่าเคยสัมผัสน้ำท่วมหรือโคลนเพิ่มเติมด้วย
หากดูแลรักษาความสะอาดและทายาอย่างถูกต้อง อาการมักจะดีขึ้นภายใน 3 -4 สัปดาห์
หากมีอาการคันจากอาการน้ำกัดเท้า หรือ ฮ่องกงฟุต มีอาการผิวหนังลอก หรือตกแตกบริเวณซอกนิ้วเท้า ซึ่งเป็นสัญญาณของเชื้อรา ควรปฏิบัติดังนี้:
- รักษาความสะอาดและแห้ง: ล้างเท้าให้สะอาดและเช็ดให้แห้งสนิทอยู่เสมอ
- ใช้ยาทาฆ่าเชื้อรา: กรมควบคุมโรคแนะนำให้ทายารักษาเชื้อราอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3–4 สัปดาห์
สรุป หลังลุยน้ำ ล้างและเช็ดเท้าให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอ
น้ำลดแล้ว เรายังดูแลตัวเองต่อได้ด้วยขั้นตอนง่าย ๆ เช็กเท้า → ล้างด้วยสบู่และน้ำสะอาด → เช็ดให้แห้ง → ป้องกันเมื่อต้องลุยน้ำอีก หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำและดินโดยไม่จำเป็น สวมอุปกรณ์ป้องกันทุกครั้งเมื่อจำเป็นต้องลุยน้ำหรือย่ำโคลน และหมั่นดูแลสภาพแวดล้อมบริเวณบ้านให้สะอาด รวมไปถึงระวังสัตว์มีพิษและสัตว์เลื้อยคลานที่หนีน้ำมาด้วย หากมีอาการไข้สูง ปวดศีรษะ หรือปวดกล้ามเนื้อหลังมีประวัติลุยน้ำหรือสัมผัสดิน ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติเสี่ยงทันที หากมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลฮอตไลน์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข 1422
ที่มาข้อมูล กรมควบคุมโรค และ กรมอนามัย


