ฝนหนักและน้ำท่วมขังในบางพื้นที่ของกรุงเทพฯ ทำให้หลายคนเลี่ยงการเดินลุยน้ำไม่ได้ แม้กลับถึงบ้านแล้วหรือน้ำเริ่มลด สิ่งที่ควรเช็กต่อคือ เท้าของเรา เพราะการแช่น้ำนานทำให้ผิวเปื่อยและอับชื้น ขณะที่น้ำท่วมอาจมีสิ่งสกปรก เชื้อโรค และของมีคมปะปนอยู่

ลุยน้ำจบ อย่าจบแค่ล้างรองเท้า ลองใช้เวลาสักนิดตรวจซอกนิ้วเท้าและแผลเล็ก ๆ แล้วดูแลตามขั้นตอนต่อไปนี้
เดินลุยน้ำขัง เสี่ยงโรคอะไรบ้าง?
1. โรคน้ำกัดเท้าหรือเชื้อราที่เท้า
เมื่อเท้าเปียกและอับชื้นเป็นเวลานาน อาจเกิดอาการผิวขาวยุ่ย ลอก คัน แตกเป็นร่อง หรือมีกลิ่น โดยมักเริ่มที่ซอกนิ้วเท้า กรมควบคุมโรคระบุว่าโรคน้ำกัดเท้าอาจลามไปที่ฝ่าเท้าหรือเล็บได้ และหากมีหนองร่วมด้วย อาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
2. แผลถลอกหรือแผลติดเชื้อ
น้ำท่วมอาจมีเศษแก้ว โลหะ หรือสิ่งของคมที่มองไม่เห็นอยู่ใต้น้ำ ทำให้เกิดแผลโดยไม่ทันรู้ตัว หากแผลสัมผัสน้ำที่ปนเปื้อน ควรเฝ้าดูอาการแดง บวม ปวดมากขึ้น หรือมีน้ำเหลืองและหนอง หากมีอาการเหล่านี้ให้พบแพทย์
3. โรคฉี่หนู
โรคฉี่หนูเกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อาจปนเปื้อนในน้ำหรือโคลนจากปัสสาวะสัตว์ เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ผ่านแผล รอยถลอก หรือเยื่อบุตา จมูก และปาก อาการที่ต้องระวังหลังมีประวัติลุยน้ำ ได้แก่ ไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะน่องหรือโคนขา หากมีอาการ ควรรีบพบแพทย์และบอกประวัติการลุยน้ำหรือย่ำโคลน

หลังลุยน้ำท่วม ควรดูแลเท้าอย่างไร?
1. ล้างผิวที่สัมผัสน้ำทันที ใช้สบู่และน้ำสะอาดล้างมือ เท้า และบริเวณที่สัมผัสน้ำท่วม หากมีแผล ให้ล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาดเช่นกัน

2. เช็ดเท้าให้แห้ง โดยเฉพาะซอกนิ้ว ความชื้นที่ค้างอยู่เป็นปัจจัยสำคัญของปัญหาผิวหนังบริเวณเท้า ใช้ผ้าสะอาดซับเบา ๆ และเปลี่ยนถุงเท้าหรือรองเท้าที่เปียก ก่อนสวมอีกครั้งควรปล่อยให้แห้ง
3. ตรวจเท้าทั้งสองข้าง ดูฝ่าเท้า ส้นเท้า และซอกนิ้วว่ามีผิวเปื่อย คัน รอยแตก แผลถลอก หรือสิ่งแปลกปลอมตำอยู่หรือไม่ หากแผลแดง บวม มีน้ำเหลืองหรือหนอง หรือปวดมากขึ้น ให้พบแพทย์
4. หากต้องลุยน้ำหรือเก็บกวาดอีก ให้ป้องกันก่อนลงมือ หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าในน้ำขัง หากจำเป็นต้องเข้าพื้นที่เปียกหรือมีโคลน ให้สวมรองเท้าบูท และสวมถุงมือยางเมื่อต้องเก็บกวาด หากมีแผลเปิด ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำท่วม เป็นน้ำกัดเท้าแล้ว รักษาอย่างไร?
หากมีอาการคัน ลอก และแตกบริเวณซอกนิ้วเท้าที่เข้ากับเชื้อราที่เท้า ควรรักษาบริเวณนั้นให้สะอาดและแห้ง กรมควบคุมโรคแนะนำให้ใช้ยาทารักษาเชื้อราต่อเนื่องตามคำแนะนำ โดยระบุช่วงการรักษาไว้ที่ 3–4 สัปดาห์ หากมีน้ำเหลืองเยิ้ม หนอง อาการลุกลาม หรือไม่แน่ใจว่าเป็นเชื้อราหรือแผลติดเชื้อ ควรให้บุคลากรทางการแพทย์ประเมินก่อนเลือกยา
ส่วน โรคฉี่หนูต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาจากแพทย์ การล้างเท้าหรือทายารักษาเชื้อราใช้รักษาโรคฉี่หนูไม่ได้ หากมีไข้ร่วมกับปวดน่องหรือปวดเมื่อยหลังลุยน้ำ อย่ารอดูอาการหรือซื้อยารับประทานเอง
คำถามที่พบบ่อย
ควรล้างบริเวณที่สัมผัสน้ำด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันทีที่ทำได้ แล้วเช็ดให้แห้ง เพราะไม่สามารถรู้ได้แน่ชัดว่าน้ำขังมีสิ่งใดปนเปื้อนอยู่
หากแผลแดง บวม ปวดมากขึ้น หรือมีหนอง ควรพบแพทย์ รวมถึงกรณีมีไข้ ปวดศีรษะ และปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะน่องหรือโคนขาหลังลุยน้ำ ให้แจ้งแพทย์ด้วยว่าเคยสัมผัสน้ำท่วมหรือโคลน
น้ำลดแล้ว เรายังดูแลตัวเองต่อได้ด้วยขั้นตอนง่าย ๆ เช็กเท้า → ล้างด้วยสบู่และน้ำสะอาด → เช็ดให้แห้ง → ป้องกันเมื่อต้องลุยน้ำอีก 💗
ที่มาข้อมูล กรมควบคุมโรค

Home | à¸à¸£à¸¡à¸à¸§à¸à¸à¸¸à¸¡à¹à¸£à¸ -
https://ddc.moph.go.th/odpc9/news.php?news=60487&utm_source=chatgpt.com

Home | à¸à¸£à¸¡à¸à¸§à¸à¸à¸¸à¸¡à¹à¸£à¸ -
https://ddc.moph.go.th/odpc7/news.php?deptcode=odpc7&news=46467&news_views=2619&utm_source=chatgpt.com


