Curator
curator
Mollacake
482 followers
เลือกอ่านตามหัวข้อ
  • (♡゚▽゚♡) บทที่ 1 (♡゚▽゚♡)

[นิยาย] First Love In a Camp รักสดใสหัวใจแสนซน บทที่1

เรื่องราวของเรนี่ สาวน้อยสุดเพ้อฝันที่ต้องก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย และโชคชะตาก็ลิขิตให้เธอได้เจอรักแรกเป็นรุ่นพี่สุดหล่อโดนใจ แต่เย็นชาและเข้าถึงยากสุดๆ อย่าง " มิค " เธอต้องทำอย่างไรเพื่อชนะใจเขา มาร่วมเอาใจช่วยเรนี่ได้เลยค่ะ =w=

08 December 2015
curator_Mollacake Mollacake
08 December 2015
เลือกอ่านตามหัวข้อ

  

 

(♡゚▽゚♡) บทที่ 1 (♡゚▽゚♡)


" พ่อคะ  แม่คะ  มาดูนี่สิคะ มาดูนี่เร้ว มาดูนี่ค่าาา! " สาวน้อยใบหน้ารูปไข่ ผมยาวซอยไล่ระดับ คิ้วโก่งได้รูป ขนตายาวและหนาเป็นแพรับกับตากลมโต จมูกโด่ง เสริมด้วยรูปปากอิ่มสีชมพูระเรื่อ ร่างบางจนแทบจะปลิวไปตามลม ร้องโวยวายลั่นห้องนอนหน้าจอคอมพิวเตอร์เมื่อการรอคอยตลอดปิดเทอมใหญ่จบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ได้สิ้นสุดลง


" อะไรลูก ร้องเอะอะโวยวายดังไปสามบ้านแปดบ้านแล้ว " หญิงสาวสูงวัย  มีโครงหน้าเห็นได้ชัดว่าลูกสาวรับไปเต็มๆ ผมบ๊อบเคลียไหล่ในชุดนอนแบบเดรสตัวยาวเดินเข้ามาในห้องลูกสาวอย่างงัวเงีย สีหน้าบ่งบอกว่าเพิ่งจะหลับไปสักครู่เท่านั้น เธอหันไปมองผนังข้างห้องที่แขวนนาฬิการูปแมวน้อย 

เข็มสั้นชี้ไปที่เลขบนสุด บ่งบอกเวลาเที่ยงคืน


"ถ้าไม่ใช่เรื่องที่สำคัญพอล่ะก็ ลูกจะโดนยึดการ์ตูนทุกเล่ม ซีดีหนัง ซีดีเพลงทุกแผ่นที่ลูกมีเลยรู้ไหม! เรียกทำไมดึกๆ ดื่นๆ"


"โธ่ แม่คะ อย่าทำอย่างนั้นนะคะ! " เรนี่  โอดครวญ "เรเฝ้าหน้าจอคอมมาตั้งแต่ตอนเย็น ผลก็ไม่ออกสักที ดูหน้าจอคอมสิคะ แล้วแม่จะต้องกรี๊ดแน่ๆ "

แม่ของเรนี่ชะโงกหน้าดูตัวอักษรที่เรียงกันอยู่บนหน้าจอคอม ก่อนจะตาโตเบิกกว้างอย่างประหลาดใจสุดขีด ตามด้วยยิ้มกว้างที่สุดเท่าที่ลูกสาวเคยเห็น


" นางสาวเรนิตา กุลฉัตรติพงษ์  เลขที่นั่งสอบ xxx  ขอแสดงความยินดี คุณได้รับคัดเลือกเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย.... " หญิงสาวสูงวัยเอ่ยนามมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของประเทศ  


" ในคณะมนุษยศาสตร์ " หล่อนเสียงสั่นอย่างระงับความยินดีไว้ไม่อยู่


" คุณคะคุณ คู้ณ!!!!! " แม่ของเรนี่ตะโกนเรียกสามีเสียงดังลั่น


ไม่นานชายที่อายุไล่เลี่ยกันกับหล่อนก็เดินเข้ามา หน้าตางัวเงียยิ่งกว่าคนที่ตะโกนเรียกซะอีก หน้าตาของเขาสังเกตได้ว่าตอนหนุ่มๆ น่าจะหน้าตาดีพอสมควร แต่เมื่ออายุมากขึ้น กาลเวลาผ่านไป ผิวหน้าก็เริ่มมีริ้วรอย เส้นผมบางลง หรือเรียกง่ายๆ ว่า " หัวล้าน " นั่นเอง


" อะไรของคุณ ผมเพิ่งทำงานเสร็จ ปวดหัว "


" ลูกสาวของเราเอ็นท์ติดแล้วค่ะ! "


" อะไรนะ ไม่จริงน่า  ยัยเรของเราน่ะเหรอ "  พ่อของเรนี่ทำหน้าเหมือนไม่เชื่อเต็มที่ แต่เมื่อเขาเห็นข้อความยืนยันก็ยิ้มกว้างก่อนจะขยี้หัวลูกสาวอย่างหมั่นเขี้ยว " ติดที่เลือกไว้อันดับสามรึ เก่งเหมือนกันนี่เรา พ่อเห็นวันๆ เอาแต่อ่านการ์ตูน ดูหนัง ไม่เห็นจะสนใจหนังสือสักเท่าไหร่เลย "


" ก็ลูกสาวของพ่อเก่งไงคะ ฮ่าๆ " เรนี่ยิ้มมีความสุขจนพ่อแม่ของเธอหัวเราะตามไปด้วย และทั้งคืนนั้นทั้งครอบครัวก็ฉลองกันจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน

....................................................................................................................



เรนิตา หรือ " เรนี่ " เป็นลูกสาวคนเดียวของครอบครัว เธอเป็นคนที่ใครๆ เห็นต้องบอกว่า " เด็กคนนี้น่ารักจัง " ส่วนหนึ่งเพราะหน้าตาที่สวยหวานและนิสัยที่ร่าเริง แจ่มใส สุภาพ เคารพผู้ใหญ่ มีสัมมาคารวะ แต่ข้อเสียของเธอคือความเพ้อฝันอย่างสุดๆ ขี้น้อยใจ เป็นเด็กไม่ยอมโต

งานอดิเรกคือ อ่านนิยาย การ์ตูน ดูหนังรักโรแมนติกทุกเรื่องที่จะหาได้ในโลกนี้ เก็บสะสมซีดีเพลงที่ตอนนี้แทบจะทะลักออกมาจากตู้ ( จริงๆ คือทะลักออกมาแล้วมากกว่า ) ของสะสมทุกอย่างเป็นสีชมพู ชอบคิตตี้เป็นชีวิตจิตใจ จะเรียกว่าเป็นสาว “ โลกสวย ” ก็ว่าได้


เรนี่ไม่ใช่คนเรียนเก่ง ไม่ใช่หัวกะทิของห้อง ผลการเรียนของเธอไม่ปานกลางก็รั้งท้าย พ่อและแม่ของเด็กสาวจึงไม่คาดหวังนักกับการแอดมิชชั่นเข้ามหาวิทยาลัยของเธอ  แม่ของเรนี่กะว่าจะเลือกมหาวิทยาลัยเอกชนดีๆ สักแห่งให้ลูกสาวอยู่แล้ว แต่เมื่อลูกสาวตัวดีเอ็นท์ติดมหาวิทยาลัยรัฐแล้ว คนเป็นพ่อแม่ก็เบาใจ


พ่อของเรนี่มีอาชีพเป็นผู้จัดการฝ่ายผลิตในบริษัททำอาหารกระป๋องแห่งหนึ่ง ส่วนภรรยามีอาชีพเป็นนักแปลอิสระ ครั้งหนึ่งแม่ของเรนี่เคยเล่าว่าหล่อนและสามีเจอกันได้อย่างไร และเรื่องนี้เองได้จุดประกายความเพ้อฝันของลูกสาว


เรื่องเกิดขึ้นเมื่อเรนี่ไม่ยอมนอนทั้งที่เกือบจะห้าทุ่มเข้าไปแล้ว


" แม่จ๋า หนูจะดูเขาร้องเพลง หนูยังไม่อยากนอน " เด็กน้อยในวัยสิบขวบร้องงอแง ก็จะไม่ให้ร้องได้อย่างไร เธอกำลังดูรายการโปรดที่กำลังจะฉายทางทีวี แม่ก็มาบอกให้นอนแล้วปิดสวิตช์ทีวีฉับ! ตอนนี้เรนี่จึงอารมณ์บูดสุดๆ

" ไม่ได้ เรนี่ นอนซะที มันจะห้าทุ่มแล้ว พรุ่งนี้ต้องไปเรียนแต่เช้า " แม่ของเด็กน้อยดุพลางเดินไปปิดม่านและเปิดโคมไฟดวงเล็กให้ลูกสาว ก่อนที่หล่อนจะเดินอ้อมมาที่เตียงเพื่อห่มผ้าให้ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นตาปริบๆ ของลูกสาว


" แม่ขา หนูยังไม่ง่วง อยู่เป็นเพื่อนหนูก่อนน้าาาา หนูกลัวความมืดอ่า "

" อย่ามาอ้อน เจ้าตัวดี แม่เปิดไฟดวงเล็กไว้ให้แล้วไง "


" แงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง "  

" เจ้าตัวดี " ปากเบะก่อนจะร้องไห้โฮเสียงดัง กำมือทุบเตียงปุๆ  ผู้เป็นแม่กุมขมับก่อนจะยกมือห้าม


" โอเคๆ แม่ยอมแพ้ ยัยตัวยุ่ง แม่จะเล่านิทานก่อนนอนให้ฟัง เล่าจบลูกต้องนอนทันที ห้ามต่อรอง เข้าใจไหม? "


" โอเคค่ะ " ลูกสาวพยักหน้าหงึกหงัก ผมยาวสลวยไหวไปตามแรงสั่นของศีรษะ


แม่ของเรนี่นิ่งไปสักพัก ก่อนจะเริ่มเล่า " กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีลูกหมูสามตัวเป็นพี่น้องกัน เขาตัดสินใจแยกไปสร้างบ้านของตัวเอง พี่คนโตสร้างบ้านด้วยฟาง พี่คนรองสร้างบ้านด้วยไม้ แล้วน้องคนสุดท้ายก็......... "


" สร้างบ้านด้วยอิฐ แล้วหมาป่าก็มากินลูกหมูเลยเป่าบ้านฟู่ๆ จนบ้านฟางกับไม้พังหมด แต่อิฐแข็งแรงเลยไม่พัง แล้วหมาป่าก็ปีนปล่องไฟแทน เลยตกลงไปในหม้อต้มน้ำเดือดเด๊ดซะมอเหร่ "


เรนี่เล่าต่อจนจบก่อนทำหน้ายู่ " เล่าครั้งที่ร้อยแล้วค่ะแม่ "


แม่ของเรนี่กุมขมับเป็นครั้งที่สอง ก็หล่อนไม่รู้จะเล่าอะไรนี่นา เอ้า เล่าอีกเรื่องก็ได้ " กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีครอบครัวหนึ่ง แม่เลี้ยงใจร้าย ลูกสาวขี้อิจฉาสองคน รังแกลูกเลี้ยงที่หน้าตาสะสวย บังคับให้เป็นคนใช้ ชื่อของเธอก็คือ... "


" ซินเดอเรลล่า " เรนี่ขัดก่อนจะทำหน้ามู่ทู่ " แม่เล่าอะไรที่ไม่ซ้ำสิคะ "


หล่อนเริ่มจะหมดความอดทนกับลูกสาวความจำแม่น " กาลครั้งหนึ่ง นานมาแล้ว นานมาก นานจนจำไม่ได้ จบ นอนได้แล้วยัยตัวดี "


ผู้เป็นแม่ตัดบทก่อนเอื้อมมือไปห่มผ้าให้ลูกสาว หล่อนกำลังจะเดินออกจากห้องเมื่อเสียงของเรนี่ดังลอดมา " แม่คะ ถ้าแม่ไม่อยากให้พ่อรู้ว่าแม่แอบเอาเงินพ่อไปซื้อเสื้อตัวใหม่ล่ะก็ มาเล่านิทานให้หนูฟังต่อซะดีๆ "


ผู้เป็นแม่ตาเบิกกว้าง " เรนี่ ลูกรู้ด้วยเหรอ เอ๊ย! แม่หมายความว่า นี่ลูกกล้าพูดอย่างนี้กับแม่เลยเหรอ เดี๋ยวนี้ร้ายใหญ่แล้วนะเรา! "


เรนี่ยิ้มเจ้าเล่ห์ " ว่าไงคะ เงินตั้งสองพันแน่ะ ค่าอาหารตั้งสองอาทิตย์ "  


" เรนี่!!  โอเคๆ " แม่ของเรนี่ทำท่าจนปัญญา แล้วเธอก็เหลือบไปเห็นกรอบรูปที่ถ่ายกันพ่อแม่ลูก แล้วความคิดบางอย่างก็แวบขึ้นมา หล่อนลอบยิ้ม " เอางี้นะ  เรอยากรู้ไหมว่าพ่อกับแม่เจอกันได้อย่างไร "


" ค่ะ อยากรู้สิคะ เล่าเลยค่ะแม่! "


" เราเจอกันครั้งแรกที่มหาวิทยาลัย แม่อยู่คณะอักษรศาสตร์ ส่วนพ่อของลูกน่ะอยู่คณะบริหารธุรกิจ โอ๊ย ตอนนั้นน่ะพ่อเค้าหล่อมาก ไม่ได้หัวล้านเหมือนตอนนี้หรอกนะจ้ะ " ท้ายประโยค ลูกสาวแอบหัวเราะคิก

" รู้ไหมลูก ว่าเราเจอกันครั้งแรกที่ไหน "


" ตรงไหนคะแม่ "  


" ห้องน้ำหญิง " 

เรนี่ตาโตด้วยความตกใจ


" วันนั้นเป็นวันนัดพบครั้งแรกของนักศึกษา ทั้งพ่อกับแม่อยู่ปีหนึ่งทั้งคู่ ไม่มีใครรู้หรอกว่าห้องน้ำอยู่ตรงไหน ป้ายก็ไม่มี แต่แม่อาศัยตามเพื่อนไป ทำธุระเสร็จแล้วกำลังจะล้างมือ อยู่ดีๆ พ่อของลูกก็โผล่หน้าเข้ามา นักศึกษาหญิงกรี๊ดกันห้องน้ำจะแตก แม่ยังจำหน้าแดงๆ ของพ่อลูกได้อยู่เลย "


" ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ " เรนี่ขำจนแทบจะตกเตียง แม่ของเธอปรามจุ๊ๆ ก่อนจะเล่าต่อ


" สองวันผ่านไปเขาก็เริ่มมามองๆที่ตึกคณะแม่ ก็ได้แต่มองอะนะ แม่รู้แค่ว่าหันหน้าไปทีไรจะต้องเจอเขายืนเก้ๆ กังๆ อยู่มุมไหนสักมุมเสมอ พอเดินผ่านเขาก็ยิ้มแหยๆ ให้ บางวันก็จะมีโน้ตปริศนาพวก กินข้าวหรือยังครับ เป็นห่วงนะ ไม่ก็ดอกกุหลาบ ตุ๊กตาตัวเล็กๆ ขนมของจุกจิก โอ๊ย เยอะแยะเลยล่ะลูก "


" แล้วไงต่อคะแม่ "


ผู้เป็นลูกตาใสแจ๋วพลางเขย่าแขนแม่ให้เล่าต่อเร็วๆ ก็แหม นี่มันสนุกกว่านิทานตั้งเยอะ!


" แม่เองก็ยังไม่เคยมีแฟน อยู่ดีๆ มีผู้ชายมาส่งโน้ตส่งขนมให้ มายืนยิ้มให้ก็เขินจะแย่ แต่ในใจก็รู้สึกชอบพ่อของลูกแล้วล่ะ แล้วก็ถึงวันวาเลนไทน์ ใครๆ เขาก็ได้ของขวัญจากคนรัก  แต่แปลกมาก วันนั้นแม่ไม่ได้อะไรจากพ่อของลูกสักชิ้น ก็เคืองเหมือนกันนะ เอ๊ะ ตามจีบฉันอยู่ทำไมไม่มีอะไรมาให้เลย "


" อ้าว แล้วทำไมพ่อไม่ให้อะไรแม่เลยล่ะคะ?? " เรนี่เริ่มทำหน้าสงสัย


" ฟังให้จบก่อน วันนั้นพักเที่ยงแม่ก็ไปกินข้าวที่โรงอาหารกับเพื่อนตามปกติ พอถึงโรงอาหารเท่านั้นแหละ เจอพ่อของเรยืนยิ้มแป้นถือดอกกุหลาบช่อใหญ่เชียว แถมมีเพื่อนเขามาช่วยเชียร์ให้กำลังใจอีก แม่เห็นแทบจะมุดดินหนีแน่ะ อายมาก "


แม่ของเรนี่คิดย้อนถึงวันนั้น หล่อนยังจำบรรยากาศที่เด็กหนุ่มตัดผมรองทรงถือช่อดอกไม้ไว้ในมือ ข้างๆ มีเพื่อนของเขาถือลูกโป่งบ้าง กระดาษรูปหัวใจบ้าง ซ้ำทับด้วยร้องไชโยโห่ฮิ้วก็ยิ่งเขินจนหน้าแดง และยิ่งเขินหนักเมื่อสามีในปัจจุบันของเธอเดินเข้ามาใกล้และยื่นช่อดอกไม้ให้


" ผมชอบคุณนะ เป็นแฟนกันนะครับ "


" แล้วแม่ว่าไงคะ "


" ถ้าแม่ปฏิเสธ ยายเรตัวดีคงไม่ได้มานั่งพูดแจ้วๆ อยู่ตรงนี้หรอกนะจ๊ะ เราคบกันนับแต่นั้น พอเรียนจบก็แต่งงานกัน แม่รับงานอิสระจะได้มีเวลาดูแลลูก ส่วนพ่อก็ได้งานที่บริษัททำอาหารกระป๋อง หนึ่งปีต่อมาลูกก็เกิด "


" ว้าว โรแมนติกจังเลยค่ะ หนูอยากมีความรักแบบนี้บ้างจัง " เรนี่ทำหน้าเพ้อฝัน


" นี่ อย่าแก่แดดหน่อยเลยยัยตัวแสบ เอาล่ะ นอนได้แล้ว " ครั้งนี้ท่าทางของแม่ไม่ได้ขู่เข็ญแต่อย่างใด แต่เรนี่ก็ยอมล้มตัวลงนอนแต่โดยดี และคืนนั้นเธอก็หลับไปพร้อมกับรอยยิ้มและฝันหวานๆ แต่สิ่งที่เรนี่ไม่ได้ยินคือประโยคสุดท้ายที่แม่ของเธอพูดก่อนจะออกจากห้อง


" เด็กน้อย รู้แค่ตอนที่แม่มีความสุขก็พอนะลูก "


นับแต่นั้นมา เรนี่ก็เริ่มบ้าการ์ตูน นิยายเพ้อฝันโรแมนติก ดูหนังซีรี่ส์เกาหลี ฝรั่ง ดูไปก็ตาหยาดเยื้มไป และมีปณิธานที่ตั้งไว้ในใจว่า " ฉันจะต้องมีรักโรแมนติกแบบนี้บ้าง "


ย้อนกลับมาที่ปัจจุบัน...........................


หลังจากวันสัมภาษณ์และรายงานตัวผ่านพ้นไป เรนี่ในวัยสิบแปดปีก็รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก เธอเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยอย่างสมบูรณ์แล้ว! ญาติๆ ของเธอดีใจมากกับความสำเร็จครั้งนี้ ลูกพี่ลูกน้องของเธอต่างประหลาดใจและพูดว่า


" อย่างยัยเรน่ะเหรอ อย่ามาหลอกผมเลยพ่อ ยัยเบ๊อะนั่นน่ะนะ "

" พี่เรไปบนศาลไหนน่ะ พาหนูไปบนบ้างสิ "


เมื่อเรนี่ไปงานวันปัจฉิมนิเทศที่โรงเรียนมัธยมก็มีแต่คนแสดงความยินดีและอวยพร กลุ่มเพื่อนสนิทของเธอกอดเธอแน่นจนแทบจะหายใจไม่ออก


" ไม่นึกเลยว่าเธอจะเข้ามหาวิทยาลัยนี้ได้ ม้ามืดนะเนี่ย " 


‘ ชมว่าเราเก่งหรือหลอกด่าว่าเราโง่กันแน่เนี่ย ’  เรนี่นึกขำๆ ตอนนี้เป็นเวลาใกล้ค่ำ เด็กสาวในชุดกระโปรงสีขาวใส่นอนนั่งอยู่บนเตียง วุ่นวายกับการหากำหนดการก่อนเปิดภาคเรียนของนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งในแฟ้ม


" นี่ไง หมายกำหนดการ ต้องทำอะไรบ้างหนอ " เธอร้องเมื่อเจอกระดาษแผ่นเล็กสีครีมที่สอดอยู่ใต้แฟ้ม  เรนี่กวาดสายตาอ่านก่อนจะตาโตแล้ววิ่งเอาไปให้พ่อและแม่ของเธอดูทันที


" ค่ายพัฒนาทักษะ ค้างแรมหกวันห้าคืน ตาย! จะอาทิตย์นึงอยู่แล้วนี่ " แม่ร้องอย่างตกใจเมื่อได้อ่านหมายเช่นเดียวกับลูกสาว ฝ่ายตรงข้ามกะพริบตาปริบๆ แต่มีสีหน้าตื่นเต้น


" เข้าค่ายที่ต่างจังหวัดด้วย จะอันตรายไหมลูก "  แม่ของเรนี่พึมพำแต่ก็ไม่ได้มีทีท่าคัดค้านแต่อย่างใด


" ไม่ไปไม่ได้เหรอลูก นานเกินไปนะ แค่ค่ายรับน้อง ขนาดลูกไปทำรายงานบ้านเพื่อนพ่อยังไม่อยากให้ค้างเลย " พ่อเอ่ยเสียงเครียด


" โธ่ พ่อคะ น่าสนุกดีออกค่ะ เจอเพื่อนใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ เรจะได้มีเพื่อนก่อนเปิดเทอมไงคะแม่ " เรนี่อ้อน


" ก็ใช่ " ผู้เป็นแม่อ่านอีกครั้งอย่างละเอียดก่อนจะยิ้มแหะๆ ให้สามี  " เราคงต้องให้ลูกไปแล้วล่ะคุณ ในนี้เขาบอกว่าเป็นกิจกรรมบังคับของมหาวิทยาลัย ไม่ไปจะไม่จบหลักสูตร " สามีขมวดคิ้วก่อนจะถอนหายใจ


" เอ้อ งั้นก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ " 

................................................................................................


ณ  มหาวิทยาลัย  

เด็กสาวในชุดนักศึกษาลากกระเป๋าเดินทางที่ท่าทางจะหนักน่าดูพร้อมกับผู้ให้กำเนิดทั้งสอง พ่อของเรนี่มีสีหน้าขรึมลง ผิดกับภรรยาที่สีหน้าตื่นเต้นไม่แพ้ลูกสาว


ในที่สุดทั้งสามก็มาถึงลานกว้างที่ทางมหาวิทยาลัยจัดให้เป็นที่เช็คชื่อนักศึกษาเพื่อเตรียมขึ้นรถทัวร์ บรรยากาศโดยรอบคลาคล่ำไปด้วยนักศึกษาใหม่เหมือนเธอ บางคนที่มาคนเดียวบ้างก็เดินเล่น บ้างก็คุยกับเพื่อน บ้างกินอาหารเช้า อากาศเย็นสดชื่น เธอรับลมนั้นด้วยความชื่นบาน ทั้งหมดหยุดเดินและร่ำลากันเป็นครั้งสุดท้าย


" ต้องไปขึ้นรถแล้วสินะ " พ่อของเธอเอ่ยหลังจากนิ่งเงียบมาตลอดทาง " ทำตัวดีๆนะลูก ร่าเริงไว้ หาประสบการณ์ ใช้ชีวิตที่ค่ายให้คุ้มค่า  มีอะไรโทรหาพ่อกับแม่ได้ตลอด "


ลูกสาวตาแดง น้ำตารื้นเพราะปกติพ่อไม่ใช่คนแสดงความรู้สึกเก่ง แต่เมื่อมีโอกาสได้แสดงออกท่านก็ทำได้อย่างน่าประทับใจทีเดียว

" ขอบคุณมากนะคะพ่อ " เธอกอดพ่อแน่น แม่ซึ่งหน้าตาสดใสมาตลอดเริ่มตาแดง


" ลูกไม่เคยไปไหนไกลๆเลย แม่เป็นห่วงจัง "  แม่แอบเช็ดน้ำตาเล็กน้อยพอเป็นพิธี


" แปรงฟันทุกวันก่อนนอน ดื่มนมที่แม่เตรียมไว้ให้ด้วยนะ แม่รักเรนะลูก " เรนี่พยักหน้าทั้งน้ำตา แล้วทั้งคู่ก็บ่อน้ำตาแตก ร้องไห้โฮกอดกันอย่างไม่อายใคร


มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเห็นเหตุการณ์โดยตลอด ดวงตาคมกริบใต้แว่นตาหรี่ลงอย่างเหนื่อยหน่าย


" ลูกแหง่ " เขาเอ่ยสองคำสั้นๆ ก่อนจะหิ้วกระเป๋าสัมภาระของตัวเองไปเช็คชื่อ แต่มีมือหนึ่งมาแตะไหล่เขาซะก่อน


" เฮ้ย เขาให้เช็คชื่อที่โต๊ะเฉพาะพวกเด็กปีหนึ่ง พวกเราปีสองขึ้นรถได้เลย "

" แจ๊ค " หนึ่งในรุ่นพี่คณะวิศวกรรมศาสตร์ และเป็นเพื่อนร่วมคณะของเด็กหนุ่มคนนี้พูดอย่างอารมณ์ดี


" วันนี้พ่อแกไม่มาส่งเหรอวะ ของมันหนักนะเว้ย พ่อฉันยังมาช่วยยกเลย "


" อืม "  เด็กหนุ่มพยักหน้ารับรู้โดยไม่ตอบคำถามนั้นและเดินไปทางรถทัวร์ที่จอดอยู่


แจ๊คทำหน้างง " อะไรของมันวะ " ก่อนจะตบหน้าผากตัวเองอย่างนึกขึ้นได้


" ลืมไป มันไม่ยุ่งกะพ่อมันนี่หว่า ไม่น่าจี้จุดเลยเว้ย "

.....................................................................



............( จบตอนที่ 1 )



ใครที่อยากอ่านบทต่อไปไวๆ

อย่าลืมกดแชร์ & คอมเม้นท์ให้กำลังใจนักเขียนด้วยนะคะ ❤

Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ info@sistacafe.com

Tags

Comments

Comment
4 June 2020 06:02
อ่านเพลินมากก รอตอนต่อไปนะค้า
แจ้งลบความเห็น delete
โฆษณา