Curator
curator
Lucky Seventh
9 followers
4 years in my heart : ฝันรักไม่ลืม ตอนที่ 3

นิยายเมโลสุดติ่ง สะท้อนภาพชีวิต วัยรุ่นตอนปลายช่วงยุครอยต่อก่อนอินเตอร์เน็ต ทั้งปัญหาการเรียน ความรัก ความฝัน และแง่มุมของมิตรภาพ ทั้งในด้านร้ายและในด้านที่ดีงาม เป็นเรื่องราวของเด็กมหาวิทยาลัยช่วงปี 2540-2544 ในคณะศิลปะ

20 January 2016
curator_Lucky Seventh Lucky Seventh
20 January 2016

ตอนที่ 3

                              24 June 1995...

                              สาวน้อยใต้ต้นตาเบบูญ่า...

                              มองหน้าเธอมาเกือบหนึ่งเดือน...แต่ไม่เคยกล้าเข้าไปคุยด้วยเลย

                              เธอ เป็นเพื่อนสนิทของเนย...และหลงใหลการวาดรูปเป็นชีวิตจิตใจ

                              เราได้รู้จักนิสัยเธอมากขึ้น...เธอร้ายพอตัว ค่อนข้างกร้านโลก แถมยังขวางสังคมอีก

                               เธอเป็นคนแปลก...ชนิดที่หาผู้หญิงคนไหนเหมือนยาก…และเธอก็เข้าใจยากด้วย

                              วันที่เธอปั่นจักรยานเข้ามาในคณะ...เราเห็นเนยซ้อนท้ายมาด้วย เลยวิ่งเข้าไปขวาง

                              ดูเธอตกใจไม่น้อย...เพราะเอาแต่จ้องหน้าเราเขม็ง

                               รู้มั้ยเราร้อนแค่ไหนตอนโดนจ้อง..แต่ต้องแสร้งไม่สนใจ ทำเป็นชวนเนยคุยไปเรื่อย

                               แต่ยัยเนยกลับทำหน้ารำคาญตลอดเวลา...ยัยบ้านี่...ไม่ช่วยเพื่อนบ้างเลย

                               มันบ่นว่า...หิวข้าวโว้ยจะรีบไปโรงอาหาร...เราถึงต้องยอมปล่อยแฮนด์จักรยาน

                               เธอคงไม่รู้หรอก...ว่าเราเฝ้ามองเธอจนกระทั่งลับตา..

                              ใบหญ้า...เมื่อไหร่เราสองคน...จะมีโอกาสได้คุยกันสักที

                                            

            พอปิดวาร์ก...มีการผูกบายศรี รุ่นพี่ออกมาผูกข้อมือรุ่นน้อง พี่วาร์กที่เคยใจร้ายกลับกลายเป็นใจดี 

               รุ่นน้องทราบซึ้งใจ ร้องไห้ร้องห่ม เพราะในที่สุดความเหนื่อยยาก หยาดเหงื่อ และน้ำตาจะหมดสิ้นไปเสียที  ต่อไปนี้สิ่งที่เด็กปี 1 อย่างพวกเขาจะได้รับก็คือ...อิสระ

                เมธาวีไม่มาเรียนถึงสามวัน แต่สุดท้ายก็ยอมกลับมาเพราะพวกบอยโทรไปขอร้อง

               ตอนแรก...เมธาวีตั้งใจจะไม่กลับมาเรียนเพราะวางแผนจะสอบเอนทรานซ์ใหม่ปีหน้า แต่ปะป๊ามะม้าของเธอไม่เห็นด้วย อยากให้ลูกกลับมาลองเรียนให้เต็มที่ก่อน ถ้าเรียนไม่ไหวยังไง...ค่อยลาออกทีหลังก็ได้

               ในวันที่เมธาวีกลับมาเรียน บอยต้องถ่อไปรับถึงหน้ามหา’ลัย ต้องพาเข้าคณะ อัญเชิญเข้ามานั่งในห้องเรียน ส่วนโจเองก็เอาอกเอาใจสารพัด…จนทอมอิ๋วโมโหน้อยใจย้ายไปอยู่กลุ่มนิวหนึ่งอาทิตย์ แต่ด้วยอิ๋วเป็นคนจำพวกที่อยู่กับเพื่อนหน้าตาธรรมดาๆไม่ค่อยได้ สุดท้ายอิ๋วก็ต้องแบกหน้ากลับมาอยู่กลุ่มบอยตามเดิม และแล้ว...อิ๋วกับเมธาวีก็ต้องยอมอยู่กลุ่มเดียวกันมาตลอดจนถึงสอบกลางภาคเทอม 1 แต่ทั้งสองก็ไม่เคยยอมมองหน้าหรือพูดคุยกันแม้แต่นิดเดียว

               ยิ่งนานวัน เนย โบว์ ใบหญ้าก็ยิ่งสนิทกับกลุ่ม ท็อป บีท ตี๋ และพลัมมากขึ้น  ส่วนดีมจะแยกไปอยู่กับปลายซะส่วนใหญ่ เพียงไม่เกินกลางเทอม...สองคนนั้นก็ได้เป็นแฟนกัน

               โชคดีที่โบว์ทำใจได้ โบว์บอกตัดใจได้ตั้งนานแล้วตั้งแต่วันที่เห็นดีมลูบหัวปลาย ดูแค่นั้นก็รู้แล้วว่าดีมชอบปลาย แต่เนยกลับตัดใจไม่ได้เหมือนโบว์ ยิ่งเธอได้เห็นปลายอยู่กับดีมมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเจ็บปวด เวลาดีมซ้อมบาส เห็นปลายไปนั่งเชียร์ และคอยส่งน้ำให้ดื่ม เนยแอบไปฝันว่าสักวันจะป็นตัวเองที่ได้ส่งน้ำให้ดีมแบบนั้นบ้าง เธอผูกใจกับผู้ชายคนนี้มากเหลือเกิน

               สอบกลางภาค โอได้คะแนนท็อปเกือบทุกวิชา เขาเก่งด้านวิชาการ แต่วิชาด้านศิลป์กลับทำคะแนนได้แย่ ผิดกับใบหญ้าที่ห่วยวิชาการ แต่วิชาที่ใช้หัวด้านศิลป์ เธอทำได้เยี่ยมยอดหมด โบว์ทำได้ดีทุกวิชาเฉลี่ยๆเท่ากันในขณะที่เนยอยู่ระดับกลางๆ นิวคนที่ดูเหมือนจะเรียนเก่งและรู้ไปหมดทุกเรื่องกลับทำคะแนนได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ สำหรับท็อป...ที่เก่งวิชาใช้คอมพิวเตอร์...เขายังมีน้ำใจคอยช่วยเพื่อนที่ใช้คอมม์ไม่ค่อยเป็นอีกด้วย และคนเรียนห่วยสุดในคลาสคือ...โจ เพราะวันๆเขาเอาแต่โดดเรียนไปจีบสาวคณะนู้นทีคณะนี้ที แต่ไม่ว่าโจจะเจ้าชู้ขนาดไหน...ผู้หญิงที่เขาสนิทด้วยมากที่สุดก็คืออิ๋ว ซึ่งเรียนแย่พอๆกับเขาเนื่องจากเวลาเรียนที่ควรจะตั้งใจฟังอาจารย์ ทั้งสองกลับเอาไปใช้ พูดคุยเล่นหัว ตีต่อย หยิกหยอกกันทั้งวัน

 

            ใกล้งานกีฬามหา’ลัย...เมธาวีกับปลายฟ้าถูกรุ่นพี่ทาบทามไปเป็นเชียร์ลีดเดอร์  เมธาวีได้ยืนตรงกลางชนิดที่เรียกได้ว่าเด่นสุด ส่วนปลายฟ้าก็ยืนอยู่ข้างๆเมธาวีนั่นเอง เมื่อต้องซ้อมถึงดึกดื่น บอยก็ทำหน้าที่ไปคอยรับส่งเมธาวีถึงหอพักทุกคืน

               ส่วนดีม...แรกๆก็ไปรับปลายกลับจากซ้อม แต่พอถึงช่วงใกล้แข่งบาสเก็ตบอล เขาก็ฝากให้บอยไปรับแทน ทำให้ช่วงหลังๆดีมกับปลายทะเลาะกันบ่อยครั้งเพราะปลายเป็นคนขี้น้อยใจ ดีมเองก็เป็นคนขี้หึงเพราะปลายมีหนุ่มมาจีบเยอะ ทั้งรุ่นพี่ ทั้งรุ่นเดียวกันต่างเข้ามากลุ้มรุมแย่งจีบเธอ  พี่วิทย์...เดือนปีสามที่เข้ามาจีบปลายดูจะมีภาษีดีกว่าคนอื่น เพราะเขาทั้งหล่อรวย พร้อมด้วยชาติตระกูล ดีมก็เลยชอบแสดงท่าทางหึงหวงออกหน้าออกตา...จนบางทีก็ต่อว่าปลายเสียงดังกลางห้องเรียน

               “นี่ของใคร ดีมถามว่าของใคร!” ดีมตะโกนเสียงดัง...เมื่อแอบเห็นจดหมายรักที่หนุ่มหล่อคนนั้นส่งให้ปลาย

           “เราเป็นเพื่อนกันนะดีม ทำไมดีมตอ้งทำให้ปลายอายด้วย ฮือๆๆ” ปลายเอาแต่ร้องไห้ทุกครั้งที่ทะเลาะกัน จนเป็นที่เมาท์สนุกปากของเพื่อนๆไปทั้งคณะ ตั้งแต่ปลายเป็นแฟนกับดีม ปลายก็ห่างจากเมธาวีไป ทำให้เมธาวีต้องอยู่โดดเดี่ยวเสมอ

               ในวันหนึ่งขณะที่เมธาวีกำลังยืนตากฝนรออพ่อขับรถมารับกลับบ้านอยู่ที่หน้าประตูคณะ ใบหญ้าเห็นเมธาวีเห็นเมธาวีอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่เพียงลำพังก็เข้าไปยืนเป็นเพื่อน และเนื่องจากใบหญ้าเป็นคนไม่ค่อยชอบใส่เสื้อนักศึกษา แต่จะใส่เสื้อสีดำเก่าๆเปื้อนคราบสีคลุมทับเสื้อยืดไว้อีกตัวหนึ่ง เธอเห็นเสื้อนักศึกษาของเมธาวีเปียกมากจนบางแทบเห็นเนื้อในแล้ว...จึงตัดสินใจถอดเสื้อตัวนอกส่งให้

               “เสื้อนักศึกษาเปียกฝนแล้วมันบาง...เธอเอาเสื้อตัวนี้ไปเถอะ”  

               เมธาวีมองใบหญ้าด้วยสายตาทึ่ง...ก่อนจะเอื้อมมือไปรับเสื้อ และนับจากวันนั้นเองทั้งสองก็กลายเป็นเพื่อนกัน พอเมธาวีสนิทกับใบหญ้า สาวสวยคนนั้นก็เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในกลุ่มเนย ตอนแรกเนยอึดอัดใจที่มีคนสวยและโดดเด่นขนาดเมธาวีมาอยู่ในกลุ่มด้วย เพราะรู้สึกเหมือนวางตัวไม่ค่อยถูก แต่พอได้รู้จักนิสัยแท้จริงอันแสนตรงไปตรงมา และค่อนข้างบ้าบิ่นของเมธาวี เนยก็ได้รู้ว่า...สาวสวยหน้าหยิ่งคนนี้ไม่ได้ร้ายอย่างที่ใครๆคิด แม้ดูเป็นคนไม่ยอมคนและออกจะขี้โวยวาย แต่ในใจลึกๆแล้วกลับไม่เคยคิดร้ายใครเลย ท่ามกลางเสียงผู้คนที่คอยนินทาเธอ เมธาวีไม่เคยนินทาใคร  และแม้แต่ศัตรูตัวฉกาจของเธออย่างเช่นอิ๋ว ถ้าไม่ได้ทะเลาะหรือด่ากันซึ่งๆหน้า เธอก็จะไม่ยอมด่าลับหลังเด็ดขาด

         แต่จะมีอยู่คนเดียวเท่านั้นที่เมธาวีชอบนินทา...นั่นก็คือปลาย…เพื่อนสนิทของเธอเอง เมธาวีบอกว่าปลายเป็นคนร้องไห้เก่งมาก...จนบางทีเธอคิดว่าปลายไม่ได้ร้องออกมาจากใจจริง เมธาวีเคยเปรยๆกับใบหญ้าหลายครั้งเรื่องปลาย...พูดเป็นนัยว่าที่จริงแล้วปลายก็ไม่ได้นิสัยดีนักหรอก  เธอเล่าให้ใบหญ้าฟังว่าสมัยเรียนมัธยมปลายโรงเรียนหญิงล้วน อยู่ๆเพื่อนทั้งห้องก็พากันเกลียดเธอหมด...หาว่าเธอหยิ่ง และชอบมานินทาเธอให้ปลายฟัง แต่ปลายก็ไม่เคยแก้ปากให้เธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว บางครั้งแค่เมธาวีมาโรงเรียน แล้วรู้สึกง่วง พอเงียบไปไม่ค่อยคุยกับปลาย ปลายก็ไปร้องไห้บอกเพื่อนๆซะทั่วห้องว่า...

                 “เมเกลียดปลายแล้ว ไม่คุยกับปลายเลย”

               แล้วเพื่อนๆก็มารุมว่าเธอกันใหญ่ทั้งที่เธอไม่รู้เรื่องอะไร บางทีเวลามีผู้ชายโรงเรียนอื่นมาชอบ...คุยกับเธออยู่ดีๆก็หันไปจีบปลายแทน แล้วอ้างเหตุผลในการเปลี่ยนใจว่าเพราะเธอนิสัยไม่ดี ซึ่งเมธาวีก็คิดว่าคนที่เล่าให้ผู้ชายพวกนั้นฟังว่าเธอไม่ดีอย่างนู้นอย่างนี้ก็อาจจะเป็นปลายเองนั่นแหละ แต่ปลายก็ไม่เคยแสดงอะไรออกมาให้เธอจับได้ชัดๆว่าเป็นคนไม่ดี เธอเลยไม่กล้าไปถาม หรือซักไซ้เอาความอะไรกับปลาย เธอได้แต่คิดว่า...ความจริงก็คือความจริงวันยังค่ำ...หากใครคนหนึ่งมีเนื้อแท้ไม่ดี แต่ตัวฉาบด้วยทอง สักวันทองก็ต้องหลุดกร่อนออกมาให้เห็นเหล็กที่ขึ้นสนิมอยู่ภายใน

               เมธาวีแม้จะมีคนมาจีบเยอะแต่เธอก็ไม่เคยคบใครเป็นแฟน เนยเคยถามเมธาวีว่า...เธอชอบใครในคณะบ้างหรือเปล่า เธอก็บอกว่าไม่ชอบใครสักคน แต่เนยแอบเห็นสายตาที่เมธาวีมองพลัมบ่อยๆ และคิดไว้ในใจว่าเธอต้องชอบพลัมแน่ ถ้าดาวกับเดือนเป็นแฟนกันคงดูดี หากสองคนนี้ถ้าจับคู่กันได้...เดินไปไหนคงมีแต่แสงสว่าง แต่สายตาพลัมกลับไม่ยอมเบือนมาจับที่เมธาวีบ้างเลย วันๆมันเอาแต่มากวนเนย จนบางทีเนยต้องถามมันว่า

           “แกจะมาเล่นอะไรกับชั้นนักหนา ชอบชั้นรึไงวะ”

               มันก็ตอบแบบติดตลกกลับมาว่า “ชอบดิ...เพราะแกตลกดี”

               แต่เนยก็รู้ว่าว่าพลัมคิดกับเธอแค่เพื่อน ซึ่งเธอก็คิดกับเขาแบบเพื่อนเช่นกัน เนยห่วงใยพลัมแบบที่ห่วงโบว์กับใบหญ้า กลัวเขาสอบตก กลัวเขาขาดเรียน...ก็แค่นั้น

               “ตั้งแต่มีเพื่อนมา ที่โรงเรียนมีแต่พวกคนแบบบอย  เราอยู่ห้องคิงเลยเจอแต่คนเห็นแก่ตัว เจอแต่พวกวางมาดทำเป็นดี แต่ลับหลังก็ไม่เคยอยากเห็นใครเด่นกว่าตัวเอง”

               พลัมเล่าให้เนยฟังบ่อยๆ...ถึงชีวิตส่วนตัวของเขา

               เขาบอกว่าตัวเองเคยเป็นคนเรียนเก่งมาก...เพราะอยากทำให้พ่อพอใจ แต่เรียนไปมาก็เริ่มเบื่อที่จะต้องต่อสู้แข่งขัน กับคนอื่น เลยปล่อยให้การเรียนตกไปในระยะหลังๆ ตอนสอบเข้ามหา’ลัยแล้วลองสอบวิชาดรออิ้งดู ปรากฏว่าทำคะแนนได้ดีเหนือความคาดหมาย การเอ็นท์ทรานส์ติดที่นี่ได้ก็ถือว่าเป็นโชคดีของเขาเหมือนกัน

            “รู้มั้ยเนย ตั้งแต่รู้จักเพื่อนมา ไม่เคยเห็นใครที่มีแววตาท่าทางซื่อขนาดแกมาก่อนเลย แกเป็นคนไม่มีอะไรจริงๆ จะดีใจ เสียใจ หรือเกลียดใครก็แสดงออกทางสีหน้าหมด ต่อให้แกไม่พูดแต่เพื่อนก็เดาใจได้ตลอด เพราะไม่มีพิษภัย...เราถึงได้ชอบแกมากไง"

               เนยตกใจร้อง เฮ้ย! เสียงดังลั่น แทนที่จะดีใจ กลับรู้สึกจักกะดี้จักกะเดียมบอกไม่ถูก พลัมเห็นหน้าแหยๆของเนยก็เลยรีบอธิบาย…

                 “อย่าเข้าใจผิด ไม่ได้ชอบแบบนั้นโว้ย ชอบแบบเพื่อน อย่าหลงตัวเองนัก หน้าอย่างแกกว่าจะหาแฟนได้คงอีกนาน”

               “ไอ้บ้า ไอ้บ้าเอ๊ย” เนยโกรธจนหน้าแดง “รู้อยู่แล้วโว้ยว่าไม่สวย แต่ไม่ชอบให้ใครมาด่า”

           พลัมหัวเราะรื่นเริง ใบหน้าของเพื่อนคนนี้ไม่ว่าจะยิ้ม หัวเราะ หรืออยู่เฉยๆก็ดูราวกับเทพบุตร ไม่แปลกเลยที่เขาเดินไปไหนจะมีแต่คนมอง แต่เนยก็ไม่เคยรู้สึกอะไรกับพลัมมากเกินกว่าคำว่าเพื่อนเลย

               คนเรานี่ก็แปลก หากไม่ใช่...มันก็ไม่ใช่วันยังคำ หากไม่ได้รัก...ต่อให้สนิทกันยังไง มันก็ไม่รู้สึกอะไรอยู่ดี ผิดกับเวลาที่เราถูกชะตาหรือหลงรักใครสักคน ถึงพยายามดิ้นรนไม่ให้รักคนๆนั้นยังไง...ก็ทำไม่สำเร็จสักที

           ในชีวิตของเนย ดีมอาจจะเป็นเจ้าชายในดวงใจ เป็นความรักครั้งแรกที่ไม่เคยสมหวัง เป็นความสุขที่มากพอจนทำให้เนยสามารถจดจำเขาไปตลอดทั้งชีวิต  แต่พระเอกในชีวิตของเธอกลับกลายเป็นพลัม  เขากลายเป็นคนที่เนยรู้สึกศรัทธามาก...เพราะจะหาผู้ชายที่ยอมทุ่มเททั้งชีวิตให้กับความรักได้เท่าเขาในโลกนี้...คงไม่มีอีกแล้ว

              

           “ปิดเทอมแล้ว....พวกเราไปเที่ยวกันนะ“

               โบว์เปรยกับเพื่อนๆ              ในระหว่างที่นั่งอ่านหนังสือก่อนสอบปลายภาคด้วยกัน

                “ไปกัน 4 คน...แค่พวกเรานะเพื่อนๆ” โบว์พูดต่อทั้งที่สายตายังไม่ถอนจากหนังสือ หลายเดือนมาแล้วที่โบว์ดูซึมๆเหมือนคนอกหัก เนยเคยคิดว่าอาจเป็นเรื่องเดียวกับเนย...คือยังทำใจเรื่องดีมไม่ได้

            “ทำไมอยู่ๆโบว์ถึงอยากไปเที่ยวล่ะ” ใบหญ้าถาม

           “เห็นกลุ่มนั้นเค้าอิ๋ว บอย โจ เค้าชวนกันไปเที่ยว แล้วยังมาชวนกลุ่มดีมกับปลายด้วย แต่ไม่เห็นเอ่ยปากชวนกลุ่มเราเลย” โบว์พูดน้ำเสียงเหมือนน้อยใจ

           “ก็เราเป็นที่รังเกียจ เธออยู่กลุ่มเดียวกับเรา พวกเค้าก็เลยไม่ชวนพวกเธอไง อย่าน้อยใจไปเลย เธอไปกับพวกเค้าเถอะ บอกว่าเราไม่ได้ไปด้วย เดี๋ยวเค้าก็ให้เธอไป ใบหญ้าพูด

           “ไม่หรอก ถ้าเพื่อนสนิทโบว์ไม่ไป โบว์ก็ไม่ไป ไม่เห็นตั้องง้อเลย คนพวกนั้น”

                โบว์รีบหันหน้าขึ้นมาจากหนังสือทันที เธอเป็นคนแคร์เพื่อนมาก

           “ก็ไปสิ!” เมธาวีพูดขึ้น “ไปเที่ยวกัน แค่เรา 4 คนอย่างที่เธอบอก พวกเธออยากไปไหนล่ะ

           “อืม เรายังไม่เคยเห็นทะเลเลยตั้งแต่เกิดมา ไปทะเลกันนะ” โบว์ตอบ ด้วยสีหน้าที่ดูสดชื่นขึ้น

           “โอเค งั้นไปทะเลกัน เนยตะโกนอย่างดีใจ ยื่นมือออกไปกลางโต๊ะ  “แทคทีม! ปิดเทอมนี้พวกเราจะไปทะเลกัน”

               แล้วทั้ง 4 มือก็ประสานทับกันพลางตะโกนว่า “แทคทีม!”

              
              
ที่บ้านพักริมทะเล…พวกเนยได้ความช่วยเหลือจากพลัม ที่พอรู้ว่าสาวๆอยากมาเที่ยวทะเล เขาก็เสนอบ้านพักแห่งหนึ่งให้ทันที ชายหนุ่มจะอาสาขับรถพาไปให้  โดยบอกว่าผู้หญิงหมดไปกัน 4 คนอันตราย มีผู้ชายไปด้วยคนหนึ่งอุ่นใจกว่า แต่เนยคิดว่านั่นเป็นข้ออ้าง แท้จริงแล้วเขาคงอยากใกล้ชิดเมธาวี

               พลัมไม่แสดงทีท่าว่าจะจีบผู้หญิงคนไหนเลย ตั้งแต่ขึ้นมหาวิทยาลัยมา ทั้งที่ได้ข่าวมากลายๆว่าสมัยมัธยมเขาผ่านผู้หญิงมาอย่างช่ำ แต่ภาพของพลัมที่เธอเห็น…คือผู้ชายที่เงียบสนิท และเฉยชาจนดูเหมือนว่าจะมีอารมณ์รักกับใครไม่เป็น การที่เขาดูเหมือนจะเริ่มชอบเมธาวีอย่างนี้ก็เป็นเรื่องดี เพราะเท่าที่มองผู้ชายในคณะทุกๆคน เนยไม่เห็นว่ามีใครเหมาะสมกับเมธาวีเท่ากับพลัม
               ในเช้าวันที่ไปเที่ยว เพื่อนๆทุกคนตื่นแต่ตีห้า ขึ้นรถโฟล์กสีขาวคันเล็กของพลัม นั่งเบียดกันไปเป็นเวลา กว่า
3 ชั่วโมงจนถึงระยอง เมธาวีบ่นเล็กน้อย แต่ก็เป็นการบ่นแกมตลกไม่ได้จริงจัง เนื่องจากเธอไม่ใช่ลูกคุณหนูชนิดที่ทนลำบากนิดหน่อยไม่ได้ หากเพื่อนสนุกๆ เธอก็สนุกไปด้วย
           บ้านหลังนั้น อยู่ที่ระยอง ติดทะเลพอดี เนื้อที่กว้างเป็นส่วนตัว ในรั้วเตี้ยๆสีเทามีบ้านเล็กๆสีขาวล้อมรอบด้วยสวนกุหลาบ พลัมบอกพ่อซื้อไว้นานแล้วเป็นของขวัญวันแต่งงานให้แม่ พอแม่ตายบ้านก็ทิ้งไว้เฉยๆไม่มีคนอยู่ ทุกเดือนจะมีแม่บ้านมาทำความสะอาด ตอนเด็กๆพลัมเล่าว่าเขาเคยมาเที่ยวบ่อย

               แม้เขาไม่ได้มาเยี่ยมระยองนานถึง 4 ปีแล้ว แต่บ้านหลังนี้ก็ยังสวยเหมือนเดิม
              เนื่องจากบ้านถูกออกแบบเป็นที่พักชั่วคราว จึงมีห้องนอนเพียงห้องเดียว ห้องรับแขกขนาดกระทัดรัด กับห้องครัวเล็กๆอีก
1 ห้อง พลัมอาสานอนที่โซฟาห้องรับแขก แล้วให้ผู้หญิง 4 คน...นอนในห้องที่เปิดแอร์เย็นสบาย
               ภายในห้องนอนนั้น...มีผนังวอลเปเปอร์สีขาวลายเมฆสีฟ้าอ่อนๆและผนังอีกด้านเปิดโล่ง...มีประตูบานเลื่อนกระจกใสกั้นอยู่ ประตูนั้นตกแต่งด้วยม่านลูกไม้พลิ้วไหวบางเบา สามารถออกไปยืนริมระเบียงชมทะเลได้ พื้นห้องปูพรมสีเทาเข้มตัดกับเตียงนอนใหญ่สีขาวสะอาดที่ดูเหมือนน่านอนเบียดกันได้พอดีสามคน เมื่อเห็นดังนั้น...ใบหญ้าเลยอาสานอนบนพื้นห้องเอง
               เมื่อทุกคนเริ่มจัดวางข้าวของของตัวเอง เนยเห็น
ใบหญ้าตรียมอุปกรณ์วาดรูปมามากกว่าพวกเสื้อผ้าซะอีก พอจัดข้าวของเสร็จ ใบหญ้าก็รีบออกไปนอกห้องหาทำเลวาดรูปทันที

           ระหว่างกำลังขึ้นขาตั้งสำหรับวาดรูป เธอก็ประสานสายตากับพลัมที่เดินเข้ามาใกล้ หญิงสาวกล่าวชมบ้านกับเขาด้วยน้ำเสียงและประกายตารื่นเริง  ซึ่งไม่ค่อยมีใครได้เห็นจากเธอมากนักนอกจากพวกเพื่อนๆสนิท
           “บ้านนี้สวยจริงๆ รู้สึกเหมือนเคยเห็นมาก่อนเลย”
               ใบหญ้ายิ้มอย่างสดใส ขณะกวาดสายตามองไปรอบบ้าน
           “เธออยากได้มั้ยล่ะ” พลัมถามด้วยแววตาที่เปล่งประกายระยับ
           “ให้จริงก็เอาสิ”  ใบหญ้าพูดติดตลก หยิบกระดานสีและพู่กันออกมาเตรียมวาดรูป
           ขณะวาดรูปใบหญ้าก็คุยอะไรเรื่อยเปื่อยกับพลัม  ปกติหญิงสาวเป็นคนเงียบๆไม่ค่อยคุย แต่วันนี้เธอร่าเริงเป็นพิเศษจึงพูดมากขึ้นหน่อย ส่วนพลัมเองไม่ได้พูดโต้ตอบอะไรเธอมากนัก เขาเอาแต่มองเธอวาดรูป...จนผ่านไปพักใหญ่ๆ ทั้งสองก็เงียบลงพร้อมกัน เพราะสมาธิของใบหญ้าได้จมหายลงไปในรูปวาดของเอแล้ว

               พลัมมองเข้าไปในรูปของใบหญ้า...เห็นเธอเลือกวาดด้านหน้าของบ้าน ในส่วนที่มองเห็นกุหลาบขาวล้อมรอบ จากนั้นเขาก็ไล่สายตาขึ้นไปบนดวงหน้าของเธอ เขามองใบหญ้าอยู่นานมากโดยไม่ยอมขยับกายไปไหน 
               “สนใจงานศิลป์เหมือนกันเหรอ...ถึงนั่งดูอยู่ได้ตั้งนาน” ใบหญ้าเริ่มคุยกับเขา ตายังจดจ้องอยู่ที่ลายเส้น
               “ก็ไม่เชิงหรอก...แต่ตอนนี้รู้สึกจะสนใจอย่างอื่นมากกว่า” พลัมตอบเสียงเบาแทบกระซิบ
               “อะไรเหรอ...” ใบหญ้าถามลอยๆ ใจยังจดจ่ออยู่กับรูปที่เธอวาด
               พลัมลุกขึ้นเดินไปยืนใกล้ใบหญ้า โน้มตัวลงกระซิบที่ข้างหูของหญิงสาว “ก็เธอไง...”

ใบหญ้าหันไปจ้องเขาด้วยสายตาตกตะลึง ยังไม่ทันจะได้ถามอะไรเสียงเมธาวีก็ดังมาจากในห้อง
               “วันนี้เราจัดปาร์ตี้กันดีกว่า” เมธาวีออกความเห็น
               “จะจัดยังไงล่ะ” เนยถาม...สาละวนกับการเอาเสื้อผ้าออกจากกระเป๋า
               “ก็ให้ใครไปซื้อหมึก ซื้อปลา มาย่างกินกัน แล้วก็ตั้งแคมป์ไฟอะไรเงี้ย
               “โอ้โห นี่ความคิดลูกคุณหนูเหรอเนี่ย ไม่อยากจะเชื่อ” เนยประชด

“นี่ชั้นก็คนเหมือนกันนะยะ ยัยบ้า” เมธาวีเขกหัวเนย
               “แล้วใครจะไปซื้อล่ะ”โบว์ถาม
               “ให้พลัมไปซื้อไง” เนยเสนอ

พลัมได้ยินดังนั้นก็ตะโกนเข้าไปในห้องทันที “โอเคๆ เด๋วไปให้ที่ตลาด จะกินกันเยอะมั้ย
               “เยอะ!” ทั้งสามคนตะโกนกลับพร้อมกันเป็นเสียงเดียว
               “ได้จ้า พวกหมูๆทั้งหลาย”  

พลัมว่าแล้ว...ก็หันมายิ้มให้ใบหญ้าที่กำลังมองเขาอยู่ด้วยสายตาตกตะลึง...ในดวงตาสีน้ำชาเต็มไปด้วยประกายคำถาม แต่ชายหนุ่มคิดว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะบอก เขาตัดสินใจคว้ากุญแจรถ แล้วเดินออกไปจากบ้านทันที


                เมื่อชายหนุ่มกลับมาบ้าน พร้อมเสบียงอาหารแน่นเอี๊ยด ทั้งปลาหมึกสด ปลาสด น้ำพริกเผา ผักสด และถ่านจำนวนหนึ่ง พร้อมเตาที่เพิ่งซื้อใหม่สดๆร้อนๆเตรียมทำแคมป์ไฟคืนนี้ 

 เมื่อก้าวออกจากรถ ก็เห็นเพื่อนสาววิ่งกันมายืนอออยู่หน้าบ้าน เหมือนพวกเธอตั้งใจมาโชว์ตัวให้เขาเห็น
               “เฮ้ย! อะไรกันเนี่ย ไปแป็ปเดียวกลับมาแปลงร่างกันไปหมดแล้วเหรอ” พลัมตกใจอ้าปากค้าง
               “เป็นไงบ้างล่ะ ตอนนี้เหลือเธอคนเดียวที่ธรรมดาที่สุด พวกเราคือองค์หญิง” เมธาวีพูดยิ้มๆ
               “โอเค พะย่ะค่ะ เฮ้ย! นี่เนยเหรอเนี่ย” พลัมมองเนยตาโต
               “ใช่ เป็นไงบ้าง” เนยถามหวาดๆ
               “ทำไมแกสวยอย่างงี้วะพลัมพูดโพล่งๆออกมา จนเนยอาย
               “ไอ้บ้า อย่ามาเวอร์ ดูใบหญ้าซะก่อน” เนยชี้ไปข้างหลัง
               พลัมหันหลังไปทางที่เนยชี้ แล้วก็นิ่งเงียบ....กลางจุดรวมสายตาของเขา ใบหญ้ายืนหวั่นๆสั่นสะเทิ้นอายเหมือนเท้าแทบจะไม่ติดพื้น เธอต้องหันไปมองทางอื่นเพื่อกลบเกลื่อนอารมณ์หวั่นไหวไม่ให้เขาเห็น
               “เป็นไง” เนยถาม “สวยใช่มั้ยล่ะ”
               “อืม…ก็ดี” พลัมพูดแล้วก็รีบเดินแบกของเข้าบ้าน ปล่อยให้โบว์กับเนยยืนงง
               “ไอ้บ้า ไม่มีมารยาทเลย” เนยบ่น “มันคงแกล้งเธอแหละใบหญ้า ที่จริงเธอสวยจะตาย”
               “เราไม่สวยหรอก ใบหญ้าก้มหน้าเดินปลีกตัวเข้าไปหลบในห้องนอน

               เมธาวีสังเกตเห็นความผิดปกติของพลัมและใบหญ้า ดวงตาเธอหมองลงเพราะเริ่มรู้สึกถึงอะไรบางอย่างได้…

               เมื่อถึงยามหัวค่ำ…พวกสาวๆยังคงแต่งตัวสวย วิ่งเล่นริมชายหาด ใบหญ้าทำหน้าที่คอยถ่ายรูปให้เพื่อนๆ ส่วนพลัมก็นั่งหน้าดำอยู่หน้าเตา เขามีหน้าที่ปิ้งอาหารให้พวกสาวๆกิน
               “ลำบากหน่อยนะพลัม” เนยพูดเย้ยๆ
               “ไม่เป็นไรครับท่าน เรื่องแค่นี้ขี้ข้าอย่างผมทำได้อยู่แล้วพลัมตอบ ยังก้มหน้าก้มตาปิ้งหมึกอยู่อย่างมีสมาธิ
               “เราช่วยมั้ย...” ใบหญ้าเดินเข้าไปหาพลัม เขารีบหันขวับขึ้นมามองทันที หน้าขาวๆของเขาเปื้อนถ่านเป็นลายทางเหมือนม้าลายถ่าน ทำให้หญิงสาวอดขำไม่ได้
               พลัมรีบก้มหน้าเอาเสื้อเช้ดหน้าตัวเองทันที “อย่าขำสิ
               “เธอไม่เคยทำใช่มั้ยล่ะ”
ใบหญ้าพูดขณะนั่งลงใกล้ๆพลัม
               “ทำไมจะไม่เคย ก็ตอนเรียนลูกเสือไงเขาตอบยิ้มๆ แววตาสดใสจนทำให้ใบหน้าสว่างโล่ แม้แก้มสองข้างจะเปื้อนสีถ่านกระดำกระด่าง
               เมธาวีแอบมองหนุ่มสาวสองคนนั้นมาแต่ไกล เธอยืนนิ่ง...ถอนหายใจสายตาเศร้าๆพักหนึ่ง ก่อนดวงหน้าแปรเปลี่ยนเป็นยิ้มมากขึ้นอย่างจริงใจ ก่อนจะรีบชวนโบว์กับเนยให้เดินไปทางอื่น ราวกับอยากจะเปิดทางให้พลัมกับใบหญ้าได้มีโอกาสอยู่ด้วยกันตามลำพัง

                

                “ถามอะไรเธอหน่อยสิ ที่เธอพูดกับเราเมื่อเช้าน่ะ...เป็นแค่การพูดเล่นใช่มั้ย” ในที่สุด...ใบหญ้าก็รวบรวมความกล้าเอ่ยถามพลัม...ด้วยน้ำเสียงสั่นๆอย่างคนไม่มั่นใจในตัวเอง
               “แล้วเธออยากให้เราพูดเล่นหรือพูดจริงล่ะ” พลัมถามต่อ หันมามองใบหญ้าด้วยสายตาจริงจัง
               ใบหญ้าตกใจ...ทำเสียงแข็งขึ้นบ่งบอกอารมณ์โกรธ “เราไม่มีอารมณ์มาสนุกด้วยหรอกนะ อย่าทำกับคนอื่นเหมือนเค้าเป็นของเล่นแบบนี้” ...พูดจบเธอก็ทำท่าเหมือนจะลุกหนี แต่ยังไม่ทันก้าวฝีเท้าแรก ร่างเธอก็ทรุดฮวบลงเพราะถูกเขาฉุดลงไปนอนในอ้อมกอด
               “เรา…รักเธอนะ ตั้งแต่เห็นทีแรกแล้ว” พลัมพูดเสียงสั่นเครือ...กอดเธอไว้แน่น และแม้ใบหญ้าจะแสดงสีหน้าตกใจให้เขาเห็น แต่เขาก็รู้สึกว่าหักห้ามใจตัวเองไม่ไหวอีกต่อไป จึงก้มหน้าลงประทับริมฝีปากกับเธอแผ่วเบา
               เขาจูบเธอนิ่งนาน จนเมื่อถอนริมฝีปากออก...ก็เห็นเธอยังคงหลับตาพริ้ม
               “ทำไมเธอไม่ขัดขืนล่ะ” เขาถามพร้อมรอยยิ้มที่ทาบทับอยู่บนริมฝีปาก สีหน้าฉาบไปด้วยรอยสุขอันอิ่มเอม
               ใบหญ้าหลับตานิ่งสักพัก...ก่อนจะลืมขึ้นช้าอย่างช้า แล้วตอบคำถามของเขาด้วยการย้อนว่า… 
               “แล้ว...เธอไม่รู้คำตอบจริงๆเหรอ...”

Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ info@sistacafe.com

Tags

Comments

Comment
26 May 2020 12:31
ยิ้มเขินตามทำไมไม่รู้ 555
แจ้งลบความเห็น delete
21 May 2020 03:40
อ่านมาถึงตอนท้ายแล้วเขินเลยยย
แจ้งลบความเห็น delete
12 May 2020 02:38
เอ้า เขินเลิฟซีนเฉย
แจ้งลบความเห็น delete
โฆษณา
heart liked