จะเที่ยวดันป่วยซะงั้น! 10 อาการที่ซิส 'นักเดินทาง' ต้องเจอ! พร้อมวิธีแก้ไข เพื่อให้ทริปสนุกมากขึ้น

จะเที่ยวดันป่วยซะงั้น! 10 อาการที่ซิส 'นักเดินทาง' ต้องเจอ! พร้อมวิธีแก้ไข เพื่อให้ทริปสนุกมากขึ้น

ซิสสายนักเดินทาง มักต้องเจอกับสภาวะเจ็บป่วยจากการนั่งเครื่องบ่อยครั้ง วันนี้เราจึงรวม '10 อาการ' ที่ซิสนักเดินทางต้องเจอ! พร้อมวิธีแก้ไขมาฝากจ้า

24 July 2019
INSH
24 July 2019
เลือกอ่านตามหัวข้อ


Hello! ซิสผู้รักการเดินทางทั้งหลาย!!!

เชื่อว่าในนี้จะต้องมีซิสที่เป็นนักเดินทาง และรักการออกไปท่องเที่ยวในยามว่างกันอย่างแน่นอน ซึ่งซิสคงรู้กันดีใช่ไหมคะว่า การเดินทางในแต่ละครั้ง สามารถสร้างอาการบาดเจ็บและความเจ็บป่วยต่างๆ ให้กับร่างกายเราได้ ดังนั้นคงไม่ดีแน่ถ้าต้องเดินทางไปร่วมกับความรู้สึกเจ็บป่วยเหล่านี้

วันนี้จึงขอรวม 10 อาการเจ็บป่วย ที่คนชอบเดินทางต้องเจอและวิธีแก้ไขแบบเบื้องต้น เพื่อทำให้ทุกทริปของซิสมีความปลอดภัยและสร้างความสุขไปตลอดการเดินทาง

1. ปวดข้อ

image_936081
- ที่มารูป: cbsnews1.cbsistatic.com

การเดินทางที่ต้องนั่งเครื่องบินเป็นเวลานานหรือบ่อยครั้ง ย่อมทำให้เกิดปัญหาปวดข้อได้ง่าย โดยเฉพาะข้อเข่าที่ต้องนั่งงอติดต่อกันหลายชั่วโมง ยิ่งถ้าต้องเดินทางไปยังประเทศที่อยู่อีกซีกโลก ก็ยิ่งต้องนั่งนานขึ้น แถมต้องมีต่อเครื่องกันอีก นอกจากนี้ยังแถมมาด้วยอาการปวดกล้ามเนื้อ เพราะร่างกายแทบไม่ได้ขยับเช่นกัน ถ้าปล่อยไว้นานปัญหานี้อาจเรื้อรังและสร้างความทรมานให้กับซิสนักเดินทางได้

ดังนั้นวิธีแก้ไขที่ดีที่สุดคือการลุกมาเคลื่อนไหวตัวเองบ่อยๆ โดยลุกเดินไปเข้าห้องน้ำ หรือหาจังหวะยกขาขึ้น-ลงบ้าง รวมไปถึงการเดินไป-มาระหว่างทางเดินบนเครื่องสักครู่ หรือถ้าไม่สะดวกจริงๆ ก็ลองใช้ท่าบริหารแบบออฟฟิศซินโดรมที่ทำบนเก้าอี้ได้เลย ก็จะช่วยทำให้อาการปวดเบาบางลง และช่วยลดความเสี่ยงอาการปวดเหล่านี้ได้ดีเลยทีเดียว 

.

2. การอักเสบของหลอดเลือด

image_936082
- ที่มารูป: i.pinimg.com

การอักเสบของหลอดเลือด หรือโรคหลอดเลือดเล็กอักเสบ ที่เกิดขึ้นได้ทั้งกับซิสวัยกระเตาะ และวัยผู้ใหญ่ที่ต้องเดินทางบ่อยครั้ง โดยเริ่มแสดงอาการออกมาเป็นผื่นหรือจุดช้ำบนผิวหนัง จากนั้นก็จะเริ่มปวดตามข้อ มีอาการบวมตามที่ต่างๆ บนร่างกาย ปวดท้อง อาเจียน และถ้าอาการหนัก ก็อาจทำให้เลือดออกในช่องท้องได้เลยทีเดียว ส่วนมากจะเกิดจากการที่ร่างกายปรับไม่ทันสภาพอากาศ และเกิดขึ้นกับพื้นที่หนาวเย็นได้ง่าย แต่ก็อย่าเพิ่งตกใจไปค่ะ เพราะโรคนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรง หายเองได้ใน 1 สัปดาห์ เพียงแต่ถ้าเกิดในขณะที่กำลังเดินทาง ก็คงรู้สึกไม่สบายใจอย่างแน่นอน!

ถ้าเกิดอาการเพียงเล็กน้อย ให้แก้ไขด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเรื่อยๆ ตลอดการเดินทาง หรือถ้าไปพบแพทย์มาก่อนแล้ว ก็ให้เตรียมยารักษาติดตัวมาด้วย แต่ถ้าอยู่ในสภาวะที่รุนแรง แนะนำให้ทำประกันก่อนการเดินทาง และรีบแจ้งทางเจ้าหน้าที่บนเครื่องบิน เพื่อให้ซิสได้รับการดูแล และการรักษาเบื้องต้นอย่างทันท่วงทีนะคะ 

.

3. แพ้อาหาร

image_936083
- ที่มารูป: i.pinimg.com

อาการแพ้อาหารไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแม้กระทั่งบนเครื่องบิน โดยเฉพาะอาหารของทางสายการบินที่เสิร์ฟบนเครื่อ ทั้งอาหารหลักและอาหารว่าง ซิสนักเดินทางคงรู้กันดีอยู่แล้วว่า เรื่องนี้ต้องแจ้งทางพนักงานบนเครื่องบินให้ทราบชัดเจน เพื่อให้ซิสได้อาหารที่เหมาะสม เพราะถ้าฝืนทานอาหารที่ตัวเองแพ้แบบไม่บอกใคร ก็คงจะรู้ตัวใช่ไหมคะว่ามีสิทธิ์ช็อกหมดสติหรือเสียชีวิตได้ง่ายๆ แต่ถ้าไม่รู้จริงๆ ว่าตัวเองจะแพ้อะไรบ้าง แต่ทานเข้าไปแล้วเกิดอาการเหล่านี้ก็ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่บนเครื่องบินทันที คือ 

1. เกิดอาการคันยิบๆ บนผิวหนังทุกส่วนแบบผิดปกติ คันแม้กระทั่งในช่องปากและอวัยวะภายใน
2. เกิดอาการบวมที่บริเวณใบหน้า, ดวงตา, ปาก, คอ และส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งอาการบวมนี้จะชัดเจนมาก
3. หายใจลำบาก เหมือนมีอะไรมาตันที่คอ กลืนน้ำลายลำบากขึ้น 
4. เกิดลมพิษขึ้นทั่วทั้งร่างกายแบบเฉียบพลัน
5. ปวดท้องรุนแรง ท้องเสียหลายครั้ง ปวดท้องหนักจนต้องอาเจียน และมีปัญหาเวียนศีรษะเพิ่มมาด้วย สำหรับผู้ที่มีภาวะเริ่มรุนแรงจะมีอาการใจสั่น รู้สึกวิตกกังวลสูงแบบเฉียบพลัน และอาจถึงขั้นช็อกหมดสติอย่างรวดเร็ว

ดังนั้นถ้าเริ่มมีทั้ง 5 อาการที่ระบุนี้ ก็ควรรีบแจ้งทางเจ้าหน้าที่บนเครื่องให้เร็วที่สุด ที่สำคัญคือถ้ารู้ว่าตัวเองแพ้อาหารได้ง่าย ก็ควรเตรียมยาแก้แพ้ที่สั่งจ่ายจากแพทย์ติดตัวตลอดเวลา

4. น้ำในหูไม่เท่ากัน หรือ Meniere’s disease

image_936084
- ที่มารูป: i.pinimg.com

น้ำในหูไม่เท่ากัน ถือว่าเป็นโรคยอดฮิตของคนที่เดินทางบ่อยครั้ง เพราะช่วงเวลาที่เครื่องขึ้นและลงนั้น จะมีแรงกดอากาศสูง จึงถือว่าเป็นตัวกระตุ้นอาการชั้นดีเลยก็ว่าได้ โดยจะมีอาการเสียงดังอยู่ในหู เวียนศีรษะแบบรุนแรง รู้สึกแน่นภายในหู หูอื้อ เหงื่อออกร่วมกับอาการวิงเวียน รวมไปถึงอาการปวดหูและปวดศีรษะที่คล้ายกับไมเกรน ส่วนใหญ่แล้วจะพบได้มากในผู้หญิงวัยทำงานอายุช่วง 30-60 ปี และผู้ที่เดินทางบ่อยก็มักจะประสบปัญหาโรคนี้อยู่ไม่น้อยเช่นกัน 

วิธีแก้ไขที่ดีที่สุด คือ การพกพายารักษาจากแพทย์ติดตัวไปด้วย เมื่อเกิดอาการให้รีบนอนหงาย ไม่ดื่มเครื่องดื่มและไม่ทานอาหารใดๆ ทั้งสิ้น เคลื่อนไหวตัวให้น้อยที่สุด หรือถ้าอาการหนักขึ้นโดยไม่มียาติดตัวมาด้วย ให้รีบแจ้งกับทางเจ้าหน้าที่บนเครื่องบินทันที!

.

5. ปวดไมเกรนรุนแรง

image_936086
- ที่มารูป: www.washingtonpost.com

อาการปวดไมเกรน คือ อาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกสถานการณ์ โดยจะมีลักษณะปวดศีรษะเพียงด้านในด้านหนึ่ง, ปวดหู, ปวดขมับ, ปวดกระบอกตา และอาจลุกลามไปปวดช่วงคอกับบ่าได้อีกด้วย เมื่อต้องปวดบนเครื่องบินหรือในขณะเดินทาง จะยิ่งทำให้รู้สึกทรมานมาก บางรายอาจถึงขั้นมีอาการอาเจียนร่วมด้วย

ดังนั้นจึงควรพกพายารักษาอาการไมเกรนติดตัวไว้อยู่เสมอ ถ้ามีอาการก่อนเดินทางก็ควรรีบทานยาทันที เมื่อขึ้นเครื่องบินแล้วให้พักผ่อน หลับตาแล้วผ่อนคลาย และถ้าต้องอยู่ในจุดที่มีคนใส่น้ำหอมหรือโคโลญจน์ที่มีกลิ่นรุนแรงจนคุณทนไม่ไหว ให้ลองพูดคุยกับผู้โดยสารคนอื่นๆ เพื่อขอเปลี่ยนที่ แต่ทางที่ดีที่สุดคือควรแจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่บนเครื่องบินทราบทันที

.

6. เจ็ตแล็ก (Jet Lag)

image_936255
- ที่มารูป: cp.japantourlist.com

โรคยอดฮิตของคนเดินทาง คือ โรคเจ็ตแล็ก ( Jet Lag ) ที่เกิดจากความผิดปกติของการนอนและการเดินทาง โดยเฉพาะช่วงเดินทางข้ามเขตเวลาโลก ร่างกายที่เคยชินเวลาเดิมๆ ก็จะเริ่มปรับตัวได้ยากกับเวลาแบบใหม่ จึงเกิดเป็นอาการนอนไม่หลับ หรืออาจจะอ่อนเพลียมากจนนอนมากเกินไป จึงขาดสมาธิและสมรรถภาพของร่างกายลดลง ปวดเมื่อยและล้าไปทั่วร่างกาย มีอาการปวดหัว วิงเวียนศีรษะ คิดแบบสับสน มึนงง เหงื่อไหลง่ายทั้งที่อากาศเย็น รวมไปถึงมีสภาวะอารมณ์หงุดหงิดง่าย เกรี้ยวกราด และวิตกกังวลมากกว่าปกติร่วมด้วย

ส่วนมากผู้ที่มีอาการนี้จะหายได้เองภายใน 2-3 วัน แต่ถ้าต้องมีการเดินทางอย่างต่อเนื่อง ก็อาจทำให้อาการแย่ลง จึงควรพบแพทย์ก่อนการเดินทางทุกครั้ง นอกจากนี้ยังสามารถแก้ไขได้ง่ายๆ ด้วยการพาตัวเองไปเจอแสงแดดอ่อนๆ ในเขตเวลาใหม่, ปรับตารางเวลาการนอนและการทำกิจกรรมต่างๆ ให้เร็วที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายต้องทรุดหนักกว่าเดิม

.

7. โรคไทรอยด์อักเสบ

image_936319
- ที่มารูป: sweetmommystory.com

ต่อมไทรอยด์อักเสบ เป็นหนึ่งในโรคที่สามารถกำเริบระหว่างเดินทางได้ โดยเฉพาะช่วงที่ร่างกายต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ, ความเครียด, พักผ่อนน้อย ดังนั้นถ้ารู้ตัวว่ามีความเสี่ยงต่อโรคนี้ก็ควรรีบปรึกษาแพทย์และทำการรักษาก่อนการเดินทาง พร้อมพกพายาส่วนตัวที่จำเป็นต้องใช้อยู่เสมอ นอกจากนี้ก่อนเดินทางควรดูแลตัวเองตามแพทย์สั่งให้ดีที่สุด เพียงเท่านี้คุณก็จะไปเที่ยวได้สบายใจมากขึ้น 

.

8. หอบหืด

image_936393
- ที่มารูป: artria.id

หอบหืดเป็นอีกหนึ่งโรคที่น่าเป็นห่วงเมื่อต้องเดินทางไกล ดังนั้นจึงควรระมัดระวังตัวให้ดี เพราะอาการมักจะกำเริบได้บ่อยเมื่อต้องเจอสภาวะอากาศแปรปรวนหรือเปลี่ยนแบบฉับพลัน ที่สำคัญคือคนที่เป็นหอบหืดจะไวต่อสารกระตุ้นต่างๆ , สารเคมี หรือแม้แต่น้ำหอม

โดยอาการของโรคจะเริ่มจากหายใจติดขัด หายใจลำบาก หายใจแล้วมีเสียงวื้ดๆ เพราะอากาศเข้าสู่ปอดได้น้อย และอาจนำพาไปสู่อันตรายต่อชีวิตได้ ดังนั้นจึงควรพกพายาฉีดพ่นติดตัวอยู่เสมอ ก่อนเดินทางควรตรวจสุขภาพให้ดี ปรึกษาแพทย์ และออกกำลังกายเบาๆ เพื่อให้สุขภาพแข็งแรงขึ้น 

.

9. ปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง

image_936395
- ที่มารูป: thechalkboardmag.com

กลุ่มอาการ ปวดกล้ามเนื้อเริ้อรัง มักเกิดกับผู้ที่ต้องเดินทางบ่อยครั้ง เพราะด้วยการที่ต้องนั่งนานๆ หรือขยับตัวได้น้อยบ่อยครั้ง แม้จะได้ลงไปเดินยืดเส้นยืดสายเมื่อถึงที่หมายแล้วบ้าง แต่ถ้าต้องมีการเดินทางเรื่อยๆ อย่างลงเครื่องบินแล้วไปต่อรถยนต์อีกเป็นชั่วโมง เมื่อต้องเจอแบบนี้บ่อยครั้งย่อมเกิดเป็นการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง โดยมีอาการที่ชัดเจน คือ 

1. ปวดแบบร้าวลึกที่ส่วนของกล้ามเนื้อ บางครั้งก็ปวดตลอดเวลา แต่บางครั้งก็อาจจะปวดเวลาที่ส่วนนั้นๆ ต้องทำงาน เมื่อโดนกระตุ้นแล้วจะรู้สึกปวดมาก
2. ปวดกล้ามเนื้อจนรู้สึกชาและทำให้การนอนหลับยากขึ้น เพราะถูกอาการปวดรบกวน
3. ปวดแบบร้าวลึกไปถึงกระดูก ทำให้การเดินหรือการใช้ชีวิตยากลำบาก ซึ่งถ้าปวดมาถึงระดับนี้แนะนำให้รีบพบแพทย์โดยด่วน

การปวดในลักษณะต่างๆ จะเพิ่มระดับมากขึ้นเรื่อยๆ และอาจเกิดอาการกล้ามเนื้อเกร็งตัวแล้วลุกลามไปสู่กระดูกได้ ดังนั้นถ้าเริ่มมีอาการปวดก่อนการเดินทางหรือกลับมาแล้วก็ควรรีบเข้ารับการรักษาจากแพทย์ แต่ถ้าเป็นในระหว่างการเดินทาง ให้ออกกำลังกายเบาๆ ด้วยวิธีการยืดกล้ามเนื้อ คือ 

1.ประสานมือทั้ง 2 ข้าง แล้วยืดไปข้างหน้า จากนั้นให้ยกขึ้นเหนือศีรษะแล้วโยกสลับซ้าย-ขวา
2.ประสานมือทั้ง 2 ข้าง แล้วชูขึ้นเหนือศีรษะ พร้อมโยกช่วงลำตัวซ้าย-ขวาสลับกัน โดยให้ลำตัวตึงมากที่สุด

.

10. อาการติดเชื้อท้องถิ่น

image_937372
- ที่มารูป: media.safebee.com

อีกหนึ่งเรื่องน่ากลัวของนักเดินทาง คือ การติดเชื้อจากประเทศที่ไปท่องเที่ยว เพราะแต่ละประเทศและแต่ละท้องถิ่นย่อมมีพาหะนำเชื้อโรคที่แตกต่างกันออกไป  นักเดินทางอย่างเราๆ จึงไม่มีทางรู้ว่าตัวเองว่าต้องไปเผชิญกับเชื้อแบบไหน และอะไรที่เป็นปัจจัยทำให้เราติดเชื้อนั้นๆ ได้ง่ายกว่าคนอื่น ดังเช่นข่าวไม่นานมานี้ที่มีหญิงไทยคนแรกเป็นโรคลายม์ เพราะติดเชื้อจากสัตว์ดูดเลือดชนิดเห็บจากประเทศตุรกี จนทำให้ตัวเองอยู่ในภาวะโคม่าและความจำขาดหายไปบางช่วง แต่โชคดีที่แพทย์ไทยสามารถรับมือกับโรคนี้ได้ทันเวลา ไม่เช่นนั้นก็อาจเสียชีวิตได้ ถ้าซิสไม่อยากจะเป็นหนึ่งในผู้โชคร้ายที่ได้รับเชื้อมาเป็นของฝาก ควรทำตามคำแนะนำดังนี้

1. ศึกษารายละเอียดของโรคและเชื้อต่างๆ ในประเทศและท้องถิ่นของประเทศที่คุณกำลังจะเดินทางไปท่องเที่ยวเสมอ พร้อมพกพายารักษาอาการเบื้องต้นไปด้วย และรักษาความสะอาด ล้างมือทุกครั้งเมื่อต้องจับสิ่งของสกปรกและอาบน้ำหลังจากออกไปเที่ยวทุกวัน
2. พบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย ขอคำแนะนำ และฉีดยาป้องกันต่างๆ ก่อนการเดินทาง
3. เมื่อกลับถึงประเทศไทยแล้วควรเข้ารับการตรวจหาเชื้อต่างๆ ทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อที่ติดมาลุกลามตัวคุณจนถึงชีวิต และไม่ลุกลามมาติดคนในประเทศ

การเดินทางท่องเที่ยวถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมในชีวิต แต่ถ้าซิสต้องการไปอย่างมีความสุข สนุกสนานกับสิ่งที่ได้พบเจอ ก็ควรระมัดระวังเรื่องโรคต่างๆ และการติดเชื้อที่อาจมากับการเดินทางให้มาก การเข้าพบแพทย์เพื่อการตรวจร่างกายก่อนการเดินทางจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ควรทำ ยิ่งถ้าซิสมีโรคประจำตัวอยู่แล้วก็ยิ่งต้องเตรียมให้พร้อมทั้งการพบแพทย์และการพกพายารักษาให้เพียงพอต่อการเดินทาง และอย่าลืมที่จะทำประกันต่างๆ เพื่อให้ซิสได้รับการรักษาที่ต่างประเทศอย่างทันท่วงที โดยไม่จำเป็นต้องสูญเสียเงินจำนวนมากอีกด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับบทความนี้ ถ้าชอบก็ฝากกดไลก์! กดแชร์! เพื่อเป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน แล้วมาเจอกันบทความหน้านะคะซิสที่รัก บายจ้าาา

Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ [email protected]
Search @