#สิวปะทุทุกเดือนทำไงดี? 7 คำแนะนำ 'ลดสิวอักเสบจากประจำเดือน' ให้หน้าเนียนใสปิ๊ง แม้ในวันมามาก ❤

#สิวปะทุทุกเดือนทำไงดี? 7 คำแนะนำ 'ลดสิวอักเสบจากประจำเดือน' ให้หน้าเนียนใสปิ๊ง แม้ในวันมามาก ❤

ธรรมชาติของผู้หญิง ( ที่น่ารำคาญสุดๆ ) กับฮอร์โมนที่ไม่ได้มาแค่เลือดหรืออาการปวดท้อง แต่มี 'สิวอักเสบ' เป็นแพ็กเกจเสริมด้วย วันนี้เรามาบอกต่อคำแนะนำในการช่วย 'ลดสิวอักเสบจากประจำเดือน' จากบล็อกเกอร์สายฝ. สุขภาพทั้ง 7 คนกันค่ะ

30 November 2020
Mollacake
30 November 2020
เลือกอ่านตามหัวข้อ

 

image_1017623
- ที่มารูป: static-bebeautiful-in.unileverservices.com


ฮัลโหลค่าา สาวๆ SistaCafe คนอยากหน้าใสกิ๊งทั้งหลาย (´。• ᵕ •。`) ♡

ผู้หญิงเหมือนเพศที่โดนพระเจ้าสาปที่แท้จริง! ต้องเจอแพ็กเกจคู่กันอย่าง ' ประจำเดือน ' เจออาการ PMS ปวดท้องน้อย เมื่อยเนื้อตัว ปวดหลัง ฮอร์โมนแปรปรวน อารมณ์ดิ่ง นั่งมองฟ้าอยู่ดีๆ ก็ร้องไห้น้ำตาไหล แต่ปัญหาที่น่าเบื่อ น่ารำคาญที่สุดขอมอบให้ ' สิว ' ที่ขยันขึ้นผิวหน้าซะเหลือเกิน
แก้มบ้าง คางบ้าง ปูดแดงอักเสบอย่างไร้เหตุผล ขยันทาเจลแต้มสิวรัวๆ พอสิวสุกใกล้หายก็ถึงรอบเดือนรอบใหม่ สิวชุดใหม่ก็มาเซย์ไฮอี๊กกก ช่วงนี้ต้องใส่แมสอับๆ ตลอดเวลา ก็มีสิวแพ้แมสอยู่แล้ว มาเจอสิวนี้อีก แล้วเมื่อไหร่จะกล้าหน้าสด หน้าใสโชว์ผู้คนล่ะเนี่ย ฮือ (ಥ﹏ಥ)

นั่นเพราะเมื่อใกล้จะถึงรอบเดือน ระดับฮอร์โมนในตัวผู้หญิงทุกคนจะมีการเปลี่ยนแปลง กระตุ้นต่อมไขมันใต้ผิวหนังให้ผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น ทำให้รูขุมขนอุดตัน เกิดสิวปะทุลุกลามทั่วใบหน้า! ใครโชคดีฮอร์โมนค่อนข้างสมดุลก็ขึ้นเม็ดสองเม็ด แต่ถ้าใครฮอร์โมนผันผวนสูง ก็มีสิทธิ์ที่สิวจะขึ้นรัวๆ ทั้งหน้า รวมถึงเหตุผลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สิ่งสกปรก มลภาวะ แพ้สกินแคร์ เมคอัพ แต่หากเธอแน่ใจว่าสิวที่มีมาจากฮอร์โมนในร่างกาย ก็สามารถป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้ เพียงทำตาม 7 คำแนะนำลดสิวอักเสบ จากบล็อกเกอร์สายฝ. สายสุขภาพในบทความนี้ เป็นวิธีง่ายๆ ใครก็ทำได้ #มาสู้กับเจ้าสิวตัวร้ายไปด้วยกัน

1. ปล่อยสิวไว้อย่างนั้น อย่าไป 'แคะ แกะ บีบ' ให้อักเสบกว่าเดิมเด็ดขาด!
image_1013626
- ที่มารูป: www.img.in.th

เมื่อสิวเริ่มตุ่ยๆ เป็นก้อนๆ แตะโดนแล้วรู้สึกเจ็บ รู้แน่แล้วว่ามีการอักเสบอยู่ชั้นใต้ผิว หรืออาจขึ้นหัวสิวแล้ว ก็ควรปล่อยสิวไว้อย่างนั้น อย่าไปบีบเค้น แคะ แกะ เกา เพราะจะยิ่งอักเสบบวมปูดเข้าไปใหญ่! คุณ Nicole Pearl ผู้เชี่ยวชาญด้านความงามและผู้ก่อตั้ง TheBeautyGirl.com แนะนำว่า " ฉันพยายามสุดๆ ที่จะไม่ไปยุ่งกับสิว เพราะยิ่งไปเค้น หน้าก็ยิ่งพังมากขึ้น " 

หากคันไม้คันมือเหลือเกิน เห็นสิวแล้วอยากจะบีบให้ได้ ก็ให้ท่องเตือนสติตัวเองว่า " ฉันชอบบีบสิว และตอนนี้ฉันก็จะทำสิ่งที่ทิ้งรอยไว้บนหน้าหกเดือนเต็ม!!! " เพื่อยั้งมือตัวเองไม่ให้สร้างรอยแผลเป็นจากสิว เพราะถ้ามีรอยบนผิวหน้าแล้ว ใช้เวลาซ่อมนานมาก ยิ่งอายุเยอะยิ่งนาน! เธอจะใช้เจลแต้มสิวที่มีส่วนผสมของ salicylic acid แต้มลงไปทันที เพื่อให้รูขุมขนคลายตัวลง สิวหลุดออกมา โดยคุณ Nicole จะทาทิ้งไว้บริเวณที่เป็นสิว 2-3 นาทีเหมือนมาส์ก แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดค่ะ

2. ใช้ 'แผ่นแปะสิว' เพื่อดูดเชื้อสิวออกมา ป้องกันมือซน แกะเกาจนอักเสบ
image_1013627
- ที่มารูป: www.img.in.th

อีกทริคหนึ่งที่ช่วยยั้งมือตัวเองไม่ให้เผลอไปสัมผัสสิวอักเสบ คือการใช้แผ่นแปะดูดหัวสิวออกมา ซึ่งเป็นวิธีการที่คุณ Calyn Brooke อินฟลูเอนเซอร์ด้านสุขภาพและฟิตเนสใช้เพื่อรักษาสิวประจำเดือน แผ่นแปะเหล่านี้จะเป็นสติ๊กเกอร์ที่ทำจาก hydrocolloid สีใสๆ เพื่อเป็นฟิล์มบางป้องกันการแกะสิว เพราะเป็นสีใส เธอย้ำว่า " จะหน้าสดแปะออกนอกบ้านก็ได้ ไม่โป๊ะ ไม่มีใครสังเกตเห็นแน่นอน "

hydrocolloid มีหน้าตาเหมือนพลาสติกชิ้นเล็กๆ ที่มีลักษณะยืดหยุ่น เป็นแผ่นแปะมีกาวในตัวที่ทำจากเพคตินหรือเจลาติน ทำให้ผิวบริเวณที่เป็นสิวชุ่มชื้น มีตัวยาที่ทำให้หายไวยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือไม่ให้สิวอักเสบมากขึ้นจากสิ่งสกปรกภายนอก ในไทยก็มีแผ่นแปะสิวให้เลือกซื้อหลากยี่ห้อ หลายขนาด เช่น วงกลม หัวใจ รูปดาว อย่าลืมเลือกขนาดแผ่นแปะให้เหมาะกับสิวที่เป็นด้วยนะคะ (´ ∀ ` *)

3. ไม่แต่งหน้าทับหลายชั้นมากเกินไป บริเวณที่มีสิว ผิวจะหายใจไม่ออก!
image_1013640
- ที่มารูป: www.img.in.th

เมื่อมีสิวผุดจากประจำเดือน สาวๆ ส่วนใหญ่ก็ไม่กล้าเผยหน้าสดให้ใครได้เห็น ใช้วิธีแต่งหน้ากลบสิวซะเลย แถมส่วนใหญ่ก็เติมหน้าด้วยการโปะแป้ง ลงรองพื้นทับระหว่างวันเข้าไปอีก ทับถมสิ่งสกปรกเข้าไปเรื่อยๆ ตลอดทั้งวัน กลับบ้านมาล้างเมคอัพออก สิวที่โดนกดทับมาทั้งวันก็อักเสบกว่าเดิม เพราะงั้นแทนที่จะแต่งหน้ากลบ ปล่อยไว้ให้ผิวส่วนนั้นได้หายใจ หรือแต่งให้บางที่สุดจะดีกว่า คุณ Monique Volz ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์อาหารและสุขภาพชื่อ Ambitious Kitchen แนะนำว่า " ทริคที่ดีที่สุดในการเลี่ยงสิวอักเสบ คือเลิกแต่งหน้าหนาๆ ค่ะ! ยิ่งแต่งหน้าน้อยเท่าไหร่ พวกน้ำมันหรือสิ่งสกปรกก็อุดตันรูขุมขนมากขึ้นเท่านั้น "

ผู้เชี่ยวชาญเสริมว่า เครื่องสำอางบางชนิดก่อให้เกิดตุ่มสิวแดงๆ ตามแก้ม คาง หน้าผาก, สิวหัวขาวและสิวอักเสบ แต่ไม่ได้เกิดขึ้นทันที ต้องใช้เวลาสะสม ดังนั้นถ้ามีสิวประเภทนี้ ให้หยุดใช้เครื่องสำอางต้องสงสัยทีละตัว เพื่อเช็คว่าตัวไหนคือต้นเหตุ ควรเปลี่ยนไปใช้ชนิดที่ไม่มีน้ำมันและไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน ( noncomedogenic ) จะดีที่สุด และอย่าลืมล้างแปรงแต่งหน้าทุกสัปดาห์ด้วยน้ำอุ่นและแชมพู เพื่อสุขอนามัยของผิวหน้านะคะ


4. เปลี่ยน 'ประเภทอาหารที่กิน' เพื่อป้องกันและลดสิวอักเสบ ช่วงมีปจด.
image_1013641
- ที่มารูป: www.img.in.th

จะลดสิวอักเสบก็ต้องแก้จากภายใน นั่นคืออาหารที่กินเข้าร่างกายค่ะ! มีสาวๆ หลายคนที่กินอาหารหลายอย่างที่กระตุ้นสิวโดยไม่รู้ตัว คุณ Jennifer Phillips บล็อกเกอร์ความงามจากธรรมชาติ ใช้วิธีคุมสิวอักเสบด้วยการ ' คุมอาหาร ' เธอบอกว่า " ในฐานะที่เป็นผู้ให้บริการด้านความงาม ( aesthetician ) มาหลายปี ฉันถูกสอนให้ดูแลผิวเป็นพิเศษ แค่สกินแคร์ไม่พอ ต้องคุมอาหารด้วย ฉันกินอาหารแบบ grain-free หรือไม่มีส่วนผสมของเมล็ดธัญพืช, จำกัดผลิตภัณฑ์ประเภทนม และกินผักผลไม้ให้เยอะที่สุดเท่าที่ทำได้ ทำแบบนี้ส่งผลให้ผิวเปลี่ยนไปมากๆ เลยล่ะค่ะ " 

ผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำว่า ไม่ว่าสิวของเธอจะมาจากฮอร์โมนหรือไม่ก็ตาม อาหารที่กินก็คือสาเหตุของการเกิดสิว สำหรับสาวๆ ทุกช่วงวัย ถ้าใครประจำเดือนมาทีไรสิวบุกทุกที ลองงด ' ผลิตภัณฑ์ประเภทนม ( dairy products ) ' ไปเลยสองเดือน และกินอาหารที่ค่า GI ต่ำที่ไม่กระตุ้นน้ำตาลในเลือด เช่น ข้าวกล้อง ข้าวบาร์เล่ย์ นมถั่วเหลือง นมอัลมอนด์ เป็นต้น เมื่อระดับกลูโคสไม่ถูกกระตุ้น อินซูลินก็หลั่งน้อยลง เพราะอินซูลินมีเอฟเฟกต์เกี่ยวกับฮอร์โมนที่กระตุ้นสิว นอกจากนี้ ผักผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ก็ช่วยทำให้สภาพผิวดีขึ้นเช่นกันค่ะ


5. แต้มน้ำมัน 'Tea Tree Oil' เพื่อลดสิวอักเสบ จัดการถึงต้นตอของรากสิว!
image_1013642
- ที่มารูป: www.img.in.th

ไม่ใช่แค่สาวผิวมันที่เจอกับปัญหาสิวเท่านั้น แต่คนผิวแห้งก็สิวขึ้นได้เช่นกัน แถมรักษายากกว่าคนผิวปกติทั่วไปด้วย! คุณ Jenn Haskins บล็อกเกอร์ของ Hello Rigby บอกไว้ว่า " ฉันมีผิวที่ทั้งแห้ง ทั้งแพ้ง่าย ซึ่งทำให้วิธีรักษาสิวทั่วๆ ไปใช้ไม่ค่อยได้ผลกับฉันเลย หลังจากลองผิดลองถูกมาเยอะ ฉันก็ค้นพบว่า tea tree oil นี่แหละ ใช้แล้วเวิร์คกับสิวปะทุจากฮอร์โมนค่ะ " 

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า tea tree oil หรือน้ำมันชาเขียว มีคุณสมบัติต่อต้านการอักเสบ จึงช่วยรักษาสิวได้ดี หากใช้ควบคู่กับวิตามินอีที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และ witch hazel เพื่อเยียวยารอยแดงและอาการระคายเคือง แต่คำเตือนคืออย่าใช้เยอะเกินไป แค่หยดเดียวพอ เพราะออยล์ค่อนข้างเข้มข้น ใช้เยอะอาจมีผลข้างเคียง ถ้าซิสใช้แล้วมีรอยแดง หรือเคืองบริเวณสิว แปลว่าเกิดอาการแพ้ ให้หยุดใช้ด่วนๆ หรือจะทดสอบด้วยการทาบริเวณท้องแขนก่อน 2-3 วันก่อนหยดลงผิวหน้าก็ได้ หากมีอาการแพ้จะได้รู้ตัวทัน


6. มาส์กหน้าด้วย 'ชาร์โคล (ถ่านดำ)' เพื่อป้องกันการเกิดสิว
image_1013643
- ที่มารูป: www.img.in.th

นอกจากขั้นตอนการใช้สกินแคร์ร้อยแปดขั้นตอน มี Skincare Routine ทั้งโทนเนอร์ ครีมบำรุงผิว เซรั่ม เอสเซนส์ อิมัลชั่น ลองเติมอีกขั้นตอนอย่างการมาส์กหน้า เพื่อให้ผิวสงบ ลดสิวอักเสบได้ดีขึ้น! คุณ Lestraundra Alfred ผู้ก่อตั้งและโฮสต์ของรายการ podcast ชื่อ Balanced Black Girl ได้ใช้มาส์กพอกหน้าที่ทำจากชาร์โคล ( ถ่านดำ ) หลังจากหยด tea tree oil ลงบนผิวที่เป็นสิวค่ะ

ชาร์โคลมีคุณสมบัติช่วยทำให้สิวหัวดำแห้ง เปิดรูขุมขน ไปเกาะ ดึงสิ่งสกปรกและเศษตกค้างในรูขุมขนออกมา ทำให้ผิวหน้าสะอาด เมื่อผิวไม่มีน้ำมันส่วนเกินที่ถูกผลิตจากฮอร์โมน โอกาสการเกิดสิวก็ลดลงด้วย ตอนนี้มาส์กชาร์โคลแบบหลอดก็มีวางขายมากมายตามซูเปอร์มาร์เก็ต แค่บีบใส่มือ พอกหน้าทิ้งไว้ 10-15 นาทีแล้วล้างออก ทำสัปดาห์ละครั้งต่อเนื่องสักเดือน ก็เห็นผลลัพธ์ที่เปลี่ยนแปลงของจำนวนสิวใหม่ได้เลย ヽ(*・ω・)ノ


7. ดื่มชาราสเบอร์รี่อุ่นๆ 1 แก้ว ทุกวัน เพื่อป้องกันการเกิดสิว
image_1013644
- ที่มารูป: www.img.in.th

เพื่อป้องกันสิวปะทุเกิดใหม่จากประจำเดือน นอกจากอาหารทั่วไป เครื่องดื่มบางชนิดก็ช่วยปรับระบบในร่างกาย ให้ฮอร์โมนสมดุล ลดการเกิดสิวได้ คุณ Chelsea Williams บล็อกเกอร์ด้านสุขภาพที่ ThatsChelsea.com ได้บอกไว้ว่า " ฉันเจอสิวปูดจากฮอร์โมนก่อนจะเป็นประจำเดือนจริงๆ เสียอีกค่ะ ฉันดื่มชาราสเบอร์รี่ 1-2 ถ้วยต่อวัน ในช่วง 2-3 วันก่อนมีรอบเดือน และช่วงมีรอบเดือนเพื่อลดอาการปวดท้อง PMS และสิวฮอร์โมนช่วงสันกราม ซึ่งช่วยได้จริงค่ะ "

ชาราสเบอร์รี่แดง แต่เดิมเป็นชาที่คนพื้นบ้านใช้กันระหว่างตั้งครรภ์ แต่บทความในวารสารแพทย์เชิงบูรณาการเมื่อปี 2018 มีข้อมูลเพิ่มว่า ชาชนิดนี้มีวิตามินหลากหลายชนิด ( A C E ) และแร่ธาตุจำพวกแคลเซียม เหล็กและโพแตสเซียมอีกด้วย แม้จะยังไม่มีงานวิจัยชัดเจนว่าลดสิวได้ 100% แต่สาวๆ ก็สามารถลองดื่มได้ เพราะปลอดภัย ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย

ชาอีกแบบที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำคือชาสเปียร์มินต์ ( spearmint tea ) เพราะในงานวิจัยเล็กๆ และบทความอ้างอิงในวารสารเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อและการเผาผลาญในปี 2012 กล่าวไว้ว่า ชาชนิดนี้มีฤทธิ์ต้านแอนโดรเจน ฮอร์โมนที่ทำให้เกิดสิว จึงทำให้สิวที่เกิดจากฮอร์โมนลดลงได้ค่ะ


image_1017624
- ที่มารูป: media1.giphy.com


-------------------------------------
หลังจากอ่านวิธีลดสิวอักเสบจากประจำเดือนทั้ง 7 ข้อนี้แล้ว คิดว่าสาวซิสก็คงได้ไอเดียไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อลดโอกาสการเกิดสิวกันแล้วนะคะ o(>w<)o อาจไม่ถึงกับกำจัดสิวจนหน้าเกลี้ยงได้ 100% เนอะ เพราะมันก็เป็นวิธีธรรมชาติ ไม่มีสารเคมีเข้าร่างกาย จะเหมาะกับคนที่มีสิวประจำเดือนในระดับปกติมากกว่า แต่ถ้าเธอเป็นคนที่ฮอร์โมนแปรปรวนรุนแรง มีทั้งสิวอักเสบ สิวหัวช้างมีหนอง อาจต้องพึ่งการรักษาทางการแพทย์ และอาจต้องกินยาคุมเพื่อปรับฮอร์โมนให้สมดุลค่ะ อยากให้สาวๆ ทุกคนมีวันที่หน้าใส กล้าที่จะโชว์ผิวหน้าสวยๆ กับผู้คนนะคะ (✧ω✧) สำหรับวันนี้คงต้องขอตัวลาไปก่อน ไว้เจอกันใหม่กับทริคดีๆ ในคราวหน้า บ๊ายบายย


Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ info@sistacafe.com

Tags

Comments

Sticker
Comment
10 December 2020 03:24
8 December 2020 13:52
Search @