ระวังได้ work from เตียงผู้ป่วย! 7 นิสัยเคยชินเมื่อ ' Work From Home ' เสี่ยงสุขภาพพัง ใครทำอยู่ปรับตัวด่วน

ระวังได้ work from เตียงผู้ป่วย! 7 นิสัยเคยชินเมื่อ ' Work From Home ' เสี่ยงสุขภาพพัง ใครทำอยู่ปรับตัวด่วน

แม้ช่วงนี้สถานการณ์โควิดจะกลับมารุนแรง หลายบริษัทต้องกลับมาทำงานที่บ้านอีกรอบ แต่ก็อย่าเคยชินกับพฤติกรรมเดิมๆ แบบนี้จนเสียสุขภาพนะคะ ไม่อย่างนั้นจากที่ work from home จะเป็น work from hospital แทน -_-'

27 January 2021
Mollacake
27 January 2021
เลือกอ่านตามหัวข้อ

 

image_1028241
- ที่มารูป: media4.giphy.com


ขอเสียงสาวๆ SistaCafe ชาว #ทำงานที่บ้าน ทุกคนหน่อยค่า (*¯ ³¯*)♡

หลังจากการระบาดรอบแรกเบาบางลงไปบ้าง ตอนนี้สถานการณ์ก็เริ่มเข้มงวด เชื้อโรคออกอาละวาด
อีกครั้ง จึงทำให้หลายๆ บริษัทที่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน ต้องกลับมามีนโยบายให้พนักงาน #workfromhome กันอีกรอบ
ยังไม่นับเหล่าฟรีแลนซ์ที่ใช้บ้านเป็นที่ทำงานกันเป็นปกติอยู่แล้ว
ก็แทบไม่ต้องใช้ชีวิตข้างนอกกันแล้วจ้าา ใช้บริการส่งของ เดลิเวอรี่ ถ้าทำ vlog ติดตามชีวิตใน youtube
ที่ฮิตๆ กันตอนนี้ คงต้องตั้งชื่อหัวข้อว่า ' everyday with my house ' วนเวียนอยู่กับห้องนอน
ห้องครัว ห้องน้ำวนไป #น่าเบื่อที่สุด T^T

เมื่อสาวๆ หลายคนทำงานที่บ้านต่อเนื่องถึงระยะเวลาหนึ่ง พฤติกรรมบางอย่างก็จะเริ่มติดเป็น ' นิสัย ' เพราะทำแล้วสบาย สะดวก ไม่ต้องมีใครมากำกับบงการชีวิตเหมือนนั่งกดดันอยู่ที่ออฟฟิศ ซึ่งในแง่ดีก็ไม่อึดอัด อยากทำอะไรก็ทำได้อย่างมีความสุข แต่ในแง่ร้าย คือเมื่อชีวิตไม่มีแบบแผน ก็อาจทำให้การ
กระทำบางอย่างของเราเสียสุขภาพในระยะยาวไปโดยไม่รู้ตัว
! ถ้าสาวๆ คนไหนสงสัยว่าทุกวันนี้เผลอทำสิ่งเหล่านั้นหรือไม่ ลองมาเช็คได้ใน '7 นิสัยเคยชินเมื่อ Work From Home ทำสุขภาพพัง' ใครทำอยู่ก็รีบปรับตัวด่วนจี๋นะจ๊ะ ก่อนจะต้องไปเวิร์กที่เตียงโรงพยาบาลแทน!!

1. ทำงานจนดึกดื่น ทำงานไม่เป็นเวลาเกือบ 24 ชั่วโมง
image_1023818
- ที่มารูป: www.img.in.th

ตอนที่สาวๆ ยังต้องตื่นเช้า ออกเดินทางไปตอกบัตรเข้าออก แม้จะดูน่าเบื่อ ชีวิตเร่งรีบ แต่ข้อดีคือมันก็คือการตีกรอบเวลาเข้า-เลิกงานชัดเจน เริ่มทำงานกี่โมง ถึงตอนไหนต้องเลิกงาน แล้วจบแค่นั้น! ( ไม่นับสายอาชีพที่มีโอทีนะ แต่ถึงมีส่วนใหญ่ก็ทำที่ออฟฟิศ ไม่ได้หอบมาทำที่บ้านมากนัก ) แต่เมื่อต้อง work from home เต็มตัว งาน 100% ก็จะอยู่ที่บ้าน เส้นกั้นระหว่างชีวิตส่วนตัวกับงานก็จะบางลงเรื่อยๆ ถ้างานไม่เสร็จก็ต้องทำให้เสร็จ เพราะเราก็ไม่อยากให้งานค้าง บางทีสามสี่ทุ่มแล้วแต่ก็ยังไม่ปิดคอมสักที เช้าๆ มีคำสั่งด่วน มีประชุมอะไรมาก็ต้องเข้า สรุปไม่มีเวลาไหนที่ได้เลิกงานจริงเลย แทบจะทำ 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว!

หากเธอไม่ขีดเส้นเวลางาน กับเวลาอยู่กับตัวเองและครอบครัวให้ชัดเจน สุดท้ายเธอจะ ' ทำงานเกินขีดจำกัด ' ตัวเองไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งจะเกิดภาวะต่างๆ ตามมามากมาย เช่น burnout, โรคกระเพาะ เพราะกินอาหารไม่เป็นเวลา, ปวดหลัง ปวดไหล่ เพราะนั่งเก้าอี้ท่าเดิมมานานเกินไป, เวียนหัว บ้านหมุนเพราะนอนไม่พอ เป็นต้น

วิธีแก้ไข : เซตเวลาเข้าออกให้ตัวเองเหมือนอยู่ที่ทำงาน! เวลานี้เปิดคอม หมดเวลานี้ต้องปิดคอม หรืออย่างน้อยก็ log out ออกจากเซิฟเวอร์ที่ทำงานเสีย วิธีนี้อาจใช้ไม่ได้ทั้งหมดกับงานด้านครีเอทีฟหรือโฆษณาที่มีความยืดหยุ่นเรื่องเวลาสูง แต่จะเหมาะมากกับงานที่ไม่ต้องอัปเดตเรียลไทม์ และมีเดตไลน์ชัดเจนค่ะ

2. นั่งๆ นอนๆ ไม่ได้ออกกำลังกาย เพราะไม่ต้องเดินทางไปทำงาน
image_1023823
- ที่มารูป: www.img.in.th

หากไปทำงานปกติ ถ้าไม่ใช่ที่ทำงานที่มีหอใน หรือคอนโดอยู่ติดออฟฟิศจริงๆ ก็ต้องมีการเดินทางให้เผาผลาญแคลอรี่ ขยับร่างกายบ้างไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะปั่นจักรยาน เดินเท้า ขึ้นรถสองแถว รถเมล์ รถไฟฟ้า ช่วงพักเที่ยงก็ยังได้เดินไปโรงอาหาร ไปร้านข้าวใกล้ที่ทำงาน ไม่ได้นั่งจมอยู่กับโต๊ะทั้งวัน ซึ่งการ work from home มันก็ดีตรงที่ไม่ต้องไปเบียดคนเป็นกลุ่มก้อนแย่งขึ้นรถ ( ซึ่งสุดแสนจะเสี่ยงโควิด ) แต่ข้อเสียคือ เธอจะแทบถูกสูบกลืนหายไปกับเก้าอี้ เพราะทั้งวันแทบจะไม่ได้ลุกเลย อาจจะแค่ลุกไปเข้าห้องน้ำบ้างแค่นั้น!

สัปดาห์แรกๆ ยังไม่เท่าไหร่ แต่ถ้านั่งท่าเดิมอยู่ทั้งวัน 8-9 ชั่วโมงเป็นหลักเดือน นอกจากออฟฟิศ
ซินโดรม ปวดคอ บ่า ไหล่ หลัง จะถามหาแล้ว น้องพุงก็จะถามหา เสื้อผ้าคับ น้ำหนักพุ่งแบบไม่ต้องสงสัย
เพราะกินเท่าเดิมแต่เผาผลาญพลังงานต่อวันน้อยลง สังเกตว่าคนทำงานที่บ้านนานๆ ส่วนใหญ่จะอ้วนขึ้นกันทั้งนั้นค่ะ เหมือนเป็นแพ็กเกจเสริมยังไงยังงั้น! 

วิธีแก้ไข : ถ้าไม่ลดแคลอรี่อาหารที่กินต่อวันลง ก็ต้องออกกำลังกายให้มากขึ้น! ช่วงโควิดแบบนี้ การไปเดินเล่นสวนสาธารณะหรือฟิตเนสก็เสี่ยงเกินไป แนะนำให้สั่งเครื่องออกกำลังกายเบาๆ มาไว้ที่บ้าน เช่น เสื่อโยคะ ลู่วิ่งแบบ walking pad ราคาประหยัด ดัมเบล จักรยาน eliptical เป็นต้น หรือถ้างบน้อยจริงก็ออกกำลังตามคลิปเทรนเนอร์มากมายในยูทูปก็ได้ค่ะ เพื่อหุ่นสวยสุดเฟิร์ม!

3. นั่งทำงานอยู่ในห้องมืดๆ ไม่เห็นแสงเดือนแสงตะวัน
image_1023825
- ที่มารูป: www.img.in.th

เมื่อต้องทำงานที่บ้าน สาวๆ มากมายก็มักจะทำงานอยู่ใน ' ห้องนอน ' ด้วยความเป็นส่วนตัว ขี้เกียจยกคอม โน้ตบุ๊กออกไปห้องนั่งเล่นหรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งห้องนอนของหลายๆ บ้านก็มักไม่ค่อยมีแสงอาทิตย์ส่องเข้าถึง บางทีปิดม่านดำทึบแสงไว้ทั้งวันทั้งคืน สร้างสมาธิให้การทำงาน แต่สิ่งหนึ่งที่อาจไม่รู้กันคือ ถ้าเราทำงานอยู่ในห้องมืด ไม่เจอแสงแดดเลย เราจะมีคุณภาพการนอนที่แย่ลง มีชั่งโมงการนอนหลับที่น้อยลง เทียบกับคนที่เจอแสงอาทิตย์เป็นปกติค่ะ

จึงมักได้ยินจากคนรอบตัวกันบ่อยๆ ว่า คนที่ทำงานอยู่กับความมืด มักจะเจอปัญหาที่ทำลายสุขภาพเช่น โรคนอนไม่หลับ , เมื่อไม่เจอแดดเลย ก็ไม่รู้วันรู้คืน ส่งผลทางอ้อมให้กินอาหารไม่เป็นเวลา ทำให้น้ำหนักโดยรวมเพิ่มขึ้น, เสียสายตา ปวดตามากขึ้น, ภาวะซึมเศร้าทางจิตใจ เพราะเจอแต่ความมืด ( หรืออีกนัยหนึ่งก็คือความหดหู่หม่นหมอง ) ตลอดเวลานั่นเอง

วิธีแก้ไข : แม้ว่าจะลำบากสักหน่อย ก็อยากให้สาวๆ ยกคอมไปทำงานในห้องส่วนกลางของบ้านที่มีแสงส่องถึงบ้างจะดีกว่า โดยมีงานวิจัยเผยว่า การเจอแสงแดดในช่วง 8 โมงเช้าและช่วงกลางวัน จะช่วยเผาผลาญไขมันและมีค่าดัชนีมวลกาย ( BMI ) ลดลง หากกลัวแสงแยงเข้าตา ก็ใช้เป็นม่านกรองแสงหรือมู่ลี่แทนก็ได้ค่ะ

4. ปากว่าง อยู่ไม่สุข หาขนมจุบจิบกินทั้งวัน
image_1023853
- ที่มารูป: www.img.in.th

ถูกใจสายกินเลย! เพราะในหลายๆ ออฟฟิศมักมีกฎเข้มงวดที่ไม่ให้พนักงานนำอาหารหรือขนมทุกชนิดมากินหน้าโต๊ะทำงาน เนื่องด้วยภาพลักษณ์บริษัทและการทำความสะอาด จะกินได้ก็ต่อเมื่อลุกไปกินที่ห้องอาหารส่วนกลาง หรือไปกินที่ร้านอื่นๆ ในช่วงพักกลางวันเท่านั้น ซึ่งเป็นข้อดีให้เรากินอาหารเป็นเวลาไปในตัว แต่เมื่อ work from home ไม่มีใครมาเห็น มาสอดส่องหรือตำหนิว่าเราจะกินอะไรตอนไหน จะเคี้ยวขนมกร๊อบๆ หน้าคอมก็ได้ จะกินทั้งวันก็ได้ สั่งเดลิเวอร์รี่มาระหว่างทำงานยังได้เลย #สบายกว่านี้มีอีกไหม

การที่ไม่มีลิมิตของการกิน คนที่กินจุกจิก กินนอกมื้อเก่งอยู่แล้วก็จะยิ่งห้ามใจตัวเองไม่ได้ แถมยังสั่งของในแอปอาหารมาเพิ่ม คุ้ยของในตู้เย็นมาได้ตลอดเวลา สุดท้ายก็น้ำหนักพุ่งพรวด อ้วนขึ้นแบบฉุดไม่อยู่ ซึ่งก็จะตามมาด้วยความเสี่ยงน้ำตาลและไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคความดัน มากันเป็นขบวน!

วิธีแก้ไข : หากเป็นไปได้ ควรกินอาหารบนโต๊ะที่จัดไว้เป็น ' โต๊ะกินข้าว ' ในบ้านเท่านั้น แยกโต๊ะกินข้าวกับโต๊ะทำงานออกจากกันอย่างชัดเจน และกิน 3 มื้อ ไม่ต้องกินนอกเหนือจากนั้น หมดมื้อหลักคือจบ! แต่ถ้าอดใจไมไหวจริงๆ หิวไม่ไหว เช่นช่วงมีประจำเดือน ก็กินแค่ 2 มื้อย่อย คือช่วงสายกับช่วงบ่าย และควรเป็นอาหารแนวสุขภาพ เช่น ถั่ว ธัญพืช ผักหั่นแท่ง ผลไม้สด เป็นต้น 

5. ชีวิตอยู่ได้ด้วยคาเฟอีน! ดื่ม 'กาแฟ' วนไปทั้งวัน ยิ่งกว่าดื่มน้ำเปล่า
image_1023858
- ที่มารูป: www.img.in.th

คอกาแฟอย่าเพิ่งร้องโอดโอย! รู้แหละว่าตอนทำงานออฟฟิศ พวกเธอหลายคนก็คงสั่งกาแฟ กดกาแฟจากห้องส่วนกลางมาดื่มเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่อย่างน้อยก็คงไม่ได้สั่งเป็น 5-6 แก้วต่อวันแน่ๆ เพราะก็ต้องทำงานทำการ ต้องเดินไปนั่นมานี่ตามเนื้องานอะเนอะ บางทีสั่งไว้วางบนโต๊ะแล้วงานยุ่งทั้งวัน ได้ดื่มจริงๆ ก็ช่วงใกล้เลิกงานแล้ว แต่เมื่อ work from home ไม่ได้มีพื้นที่ไหนให้ทำงานอีกแล้วนอกจากโต๊ะคอมข้างหน้า สายคาเฟอีนมากมายก็หักห้ามใจยาก ดื่มไปเลยรัวๆ 

คิดงานไม่ออกก็ขอชงกาแฟ ทะเลาะกับหัวหน้าในไลน์ก็ขอชงกาแฟสงบสติอารมณ์ สุดท้ายคาเฟอีนพุ่งทะลุกระแสเลือด ซึ่งการดื่มกาแฟมากเกินไปไม่ดีต่อสุขภาพอย่างแน่นอน นอกจากนอนไม่หลับแล้ว อาจทำให้เกิดอาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น กระวนกระวาย ปวดหัว และกระตุ้นโรคทางหัวใจบางชนิดได้ ยังไม่นับโรคอ้วนหรือน้ำตาลในเลือดสูง สำหรับคนที่ดื่มกาแฟใส่นมและน้ำเชื่อมเยอะๆ อีก!

วิธีแก้ไข : ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มใดๆ ที่มีคาเฟอีนหลังบ่าย 3 โมง หากรู้สึกคอแห้งอยากดื่มอะไรสักอย่าง ให้ดื่มน้ำเปล่าอุณหภูมิห้อง,ชาสมุนไพรไม่มีคาเฟอีน หรือน้ำแช่ผลไม้ ( infused water ) แทน และควรออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยเพื่อให้คาเฟอีนที่ดื่มไปช่วยเผาผลาญพลังงานได้มากขึ้นค่ะ

6. สภาพแวดล้อมไม่เอื้อ งานหนัก ยิ่งทำยิ่ง ' เครียด ' กว่าอยู่ออฟฟิศอีก
image_1023859
- ที่มารูป: www.img.in.th

หากการทำงานเกิดขึ้นที่ออฟฟิศ ไม่ว่าจะเรื่องเนื้องาน เกลียดหัวหน้า ทะเลาะกับเพื่อนร่วมงาน มันก็เกิดและจบแค่ตรงนั้น บางบริษัทถ้าหมดเวลางานก็ log out ออกจากไลน์และอีเมลในนามบริษัททันที สลัดความเครียดทิ้ง กลับมามีชีวิตส่วนตัว 100% ได้อีกครั้ง แต่เมื่อถึงเทศกาล work from home ทุกอย่างอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ หลายที่ทำงานจึงให้พนักงานแสตนด์บายตลอดเวลา หากมีปัญหากับใครก็ไปเคลียร์กันซึ่งๆ หน้าไม่ได้อีก

ไหนจะเรื่องอุปกรณ์ไม่พร้อม ระบบติดตั้งไม่เสร็จ สุดท้ายคุณภาพงานออกมาแย่กว่าเดิม โดนเจ้านายด่า สำหรับในหลายๆ อาชีพที่ไม่ได้ตั้งระบบรองรับการทำงานออนไลน์ตั้งแต่แรก บอกเลยว่าทำงานที่บ้านคือนรก! ร้องไห้กันหน้าคอมก็มี ทั้งหงุดหงิดที่งานแย่และการสื่อสารของทีมที่ไม่ลงตัว เสี่ยงเป็นภาวะซึมเศร้า โรคเครียด โรควิตกกังวล

วิธีแก้ไข : หากเป็นไปได้ แนะนำให้สาวๆ ปรึกษากับระดับหัวหน้าถึงปัญหาที่เกิดขึ้น เสนอหนทางแก้ไขที่เธอมี หรือต่อรองไปว่าด้วยสภาพแวดล้อมแบบนี้ เธอสามารถทำงานได้ถึงระดับไหน มันอาจจะออกมาไม่ดีเท่าใช้ทรัพยากรออฟฟิศทำโดยตรง แต่ก็ต้องยอมรับเพราะสถานการณ์ตอนนี้ไม่อำนวย ควบคู่ไปกับหาทางระบายความเครียด เช่น ดูหนังฟังเพลง เล่นดนตรี วาดรูป กินของอร่อย เป็นต้น

7. ไม่ติดต่อกับใคร ตัดการสื่อสารโลกภายนอก เสี่ยง ' ภาวะซึมเศร้า '
image_1023860
- ที่มารูป: www.img.in.th

สำหรับงานในบางสายอาชีพ ที่จริงสามารถทำที่บ้านคนเดียวได้ แต่ที่ต้องไปออฟฟิศเพราะเป็นนโยบายของบริษัท อยากเห็นหน้าพนักงาน กลัวพนักงานอู้งาน ( บางที่เป็นแบบนี้จริงๆ ) แต่ผลพลอยได้ก็คือเราได้เจอคน เจอสังคมอยู่ทุกวัน ได้ทักทายเพื่อนร่วมงาน ได้คุยกับหัวหน้า กับป้าแม่บ้าน กับลุงยาม ที่อาจจะไม่ใช่เพื่อนแก๊งเดียวกันขนาดนั้น แต่ก็ได้คลายเหงาว่าเรายังมีมนุษย์คนอื่นในชีวิตอยู่

เมื่อต้องมา work from home เต็มตัว บางคนเนื้องานยังทำได้ดีเหมือนเดิม แต่ด้านอารมณ์ สังคมคือเหี่ยวเฉามาก เพราะไม่ได้เจอใครเลยตั้งแต่เช้าจรดเย็น ตื่นมาทำงาน เย็นเลิกงาน คลิกๆ พิมพ์ๆ อยู่ที่โต๊ะกับคอม ไม่มีใครนั่งข้าง ไม่มีใครมาแตะไหล่ชวนไปกินข้าว ไม่มีเสียงคุยเสียงโทรศัพท์อย่างที่คุ้นชิน ซึ่งสำหรับคนที่ extrovert สังคมจ๋ามากๆ นานเข้าก็อาจเป็นภาวะซึมเศร้า วิตกกังวลได้ บางคนทักษะทางสังคมลดลงเพราะไม่ได้เจอคนนาน คุยตะกุกตะกัก ไม่กล้าสบตาคนก็มีค่ะ

วิธีแก้ไข : หากอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่พร้อมจะออกนอกบ้านไปเจอใคร อย่างน้อยก็แชทหา โทรคุย หรือ
วิดีโอคอลกับคนสนิทบ้าง ไม่ต้องเป็นเพื่อนร่วมงานก็ได้ เป็นเพื่อนในแก๊งสมัยเรียน หรือเพื่อนที่เรารู้สึกว่าคุยแล้วอบอุ่นใจก็ช่วยแก้เหงาได้ และถ้าสถานการณ์ดีขึ้นจนรวมตัวได้บ้าง สถานที่ co-working space ก็เหมาะสำหรับสายฟรีแลนซ์ที่มานั่งคุย นั่งทำงานร่วมกันค่ะ


image_1028242
- ที่มารูป: media.giphy.com


-------------------------------------
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว มีสาวๆ ทำงานที่บ้านคนไหนบ้าง ที่ไม่เคยเจอปัญหาใดๆ จาก 7 ข้อในบทความนี้เลย ถ้าเธอคือคนนั้นขอปรบมือให้ดังๆ ว่าเตรียมตัวรับมือมาดีมาก ขอแสดงความยินดีด้วยที่จะไม่เจอปัญหาสุขภาพมากมายในอนาคต!! แต่สำหรับอีกหลายคนที่เผลอกินขนมจุบจิบทั้งวัน, นั่งๆ นอนๆ ไม่ออกกำลังกาย, ไม่ติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก, ทำงานไม่เป็นเวลา ก็ต้องระวังจะป่วยทั้งทางกายและทางจิตใจ

' บ้าน ' โดยปกติก็ควรเป็นสถานที่ผ่อนคลาย พักผ่อน แต่เมื่อนำงานมาปะปนหรือกลืนกิน ก็ทำให้หลายคนไม่มองว่าบ้านเป็นเซฟโซนอีกต่อไป จะเลี่ยงงานก็ยาก สะสมเป็นความเครียดได้ จึงอยากให้สาวๆ ทุกคนแยกเวลางานกับเวลาส่วนตัวเท่าที่ทำได้ หางานอดิเรกสนุกๆ ทำบ้าง และที่สำคัญมองโลกในแง่บวก คิดแต่เรื่องดีๆ ไว้เสมอ เพราะถ้าจิตใจเราโอเค ร่างกายก็จะสดชื่นแจ่มใสไปด้วย จับมือกันไว้นะคะ เราจะต้องผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน! วันนี้ขอตัวไป work from home ก่อนล้าา บ๊ายบาย
(ღ˘⌣˘ღ) 

Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ [email protected]
Search @