แนะนำเทคนิคการปรับรูปหน้าแบบ “ เจ็บตัว VS ไม่เจ็บตัว ”

แนะนำเทคนิคการปรับรูปหน้าแบบ “ เจ็บตัว VS ไม่เจ็บตัว ”

ขอเอาใจสาวๆ ทั้งสาย “เจ็บตัวได้เพื่อความสวย” กับ “สายอยากสวยแต่ไม่อยากเจ็บตัว” ด้วยการรวบรวมเทคนิคการปรับรูปหน้าทั้งแบบ “เจ็บตัว และไม่เจ็บตัว” มาฝาก ตามมาอ่านกันเลยจ้า

17 September 2021
SistaCafe
17 September 2021
เลือกอ่านตามหัวข้อ


บทความนี้ซิสต้าขอเอาใจสาวๆ ทั้งสาย “เจ็บตัวได้เพื่อความสวย” กับ “สายอยากสวยแต่ไม่อยากเจ็บตัว” ด้วยการรวบรวม เทคนิคการปรับรูปหน้าทั้งแบบ “เจ็บตัว และไม่เจ็บตัว” มาฝาก

แต่เทคนิคการปรับรูปหน้าทั้งแบบเจ็บตัวและไม่เจ็บตัวที่เรานำมาฝากกันนั้น จะมีเทคนิคใดที่น่าสนใจบ้าง ก็ต้องตามมาหาคำตอบพร้อมๆ กันที่ด้านล่างของบทความนี้เลย


------------------------------------------------------------------------------------------------

image_1056463
เทคนิคการปรับรูปหน้าแบบ “ ไม่เจ็บตัว ”

เปลี่ยนนิดเปลี่ยนหน่อยก็ดูดี หากคุณอยากมีใบหน้าที่เรียว สวย ดั่งดารา เราขอแนะนำให้คุณลองปรับเปลี่ยนทรงผมดู เพราะการปรับเปลี่ยนทรงผมนี้จะช่วยอำพรางใบหน้าที่บานให้แลดูเรียวขึ้น ซึ่งทรงผมที่จะทำให้หน้าคุณดูเรียวขึ้น ก็คือ การทำผมแสกข้าง ไว้ผมยาว หรือดัดผมให้พอง หรือจะสไลด์ผมด้านข้างให้เป็นเลเยอร์ก็ช่วยให้ใบหน้าเรียวได้เช่นกัน

 แต่งหน้าสิคะ รออะไร ซึ่งขั้นตอนการแต่งหน้าที่จะทำให้ใบหน้าของคุณดูเรียว ก็คือ การเฉดดิ้ง นั่นเอง ซึ่งการเฉดดิ้งเป็นเทคนิคการแต่งหน้าที่สร้างแสงเงา เพื่ออำพรางจุดบกพร่อง ทำให้ใบหน้าดูมีมิติ ช่วยให้รูปหน้าสวยและสมส่วนขึ้น โดยใบหน้าของแต่ละคนจะมีวิธีการเฉดดิ้งที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น คุณสาวๆ จึงต้องลองสะบัดแปรงแต่งหน้าเอง เพื่อหาวิธีการเฉดดิ้งที่เหมาะกับรูปหน้าของคุณ

 เลิกซะนะ อาหารเค็มจัด และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพราะการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้ร่างกายขาดน้ำ และไปกักตุนน้ำสำรองไว้บริเวณใบหน้าแทน รวมทั้งการรับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัดจะส่งผลให้เกิดอาการบวมน้ำและแก้มป่องนั่นเอง


image_1056464

------------------------------------------------------------------------------------------------

image_1056465
เทคนิคการปรับรูปหน้าแบบ “ เจ็บตัว ”

เจ็บตัวหน่อย แต่สวยแน่ วิธีที่ 1 คือ โบท็อกซ์ ( Botox ) ซึ่ง Botox หรือ Botulinum toxin type A เป็นนวัตกรรมความงามที่เราคุ้นเคยกันมานานมากกก โดยเมื่อฉีดเข้าไปแล้ว โบท็อกซ์จะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท (Neurotoxin) มีผลทำให้มัดกล้ามเนื้อทำงานได้ลดลงชั่วคราว และช่วยลดริ้วรอยได้ ใช้เวลาทำประมาณ 10 นาที แต่เห็นผลนาน 4 – 6 เดือนเลยทีเดียว

❥ เจ็บตัวหน่อย แต่สวยแน่ วิธีที่ 2 คือ ฟิลเลอร์ ( Filler ) ซึ่งฟิลเลอร์ หรือสารเติมเต็ม Hyaluronic Acid เป็นสารประกอบน้ำตาลเชิงซ้อน เป็นส่วนประกอบของผิวหนังของคนเราตามธรรมชาติ ช่วยลดร่องลึก ปัจจุบันนิยมฉีดเพื่อเสริมคาง จมูก ริมฝีปากให้ดูอวบอิ่ม ปรับโครงสร้างใบหน้าทั้งหมด รวมถึงหลังมือที่เหี่ยวย่น เห็นผลนาน 9-12 เดือน

❥ เจ็บตัวหน่อย แต่สวยแน่ วิธีสุดท้าย คือ ร้อยไหม ( V Thread lifting ) ร้อยไหม หรือ V Thread lifting จะนิยมใช้ในการปรับใบหน้า ลำคอ โดยจะช่วยลดเลือนริ้วรอย แก้ไขปัญหาความหย่อนคล้อย กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ยกกระชับ ซึ่งวิธีการร้อยไหม คือ ใช้ไหมละลายแบบธรรมดา หรือไหมละลายมีเงี่ยงสอดลงไปใต้ผิวหนังโดยไม่ต้องผ่าตัด เหมาะกับผู้ที่มีอายุระหว่าง 30-60 ขึ้นไป แถมวิธีการนี้ยังเห็นผลนาน 1-2 ปีเลยทีเดียว


อย่างไรก็ตาม หากเพื่อนๆ พร้อมจะเจ็บตัวด้วยการโบท็อกซ์ ฟิลเลอร์ และร้อยไหม เราขอแนะนำให้เลือกคลินิกที่มีมาตรฐาน พร้อมทั้งมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในด้านความสวยความงามอยู่ด้วย โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต้องผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยา (อย.) เท่านั้น ทั้งนี้ ก็เพื่อให้สาวๆ ได้สวยอย่างมั่นใจ และปลอดภัยนั่นเอง

อ่านคอนเทนต์เพิ่มเติม ครบเครื่องเรื่องโปรกับ ' ปันโปร '
คลิก https://www.punpro.com/

Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ [email protected]
Search @