ในยุคนี้ที่ผู้คนเริ่มหันมาตั้งคำถามกับค่านิยมต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมมากขึ้น เราคำนึงถึงความสมเหตุสมผลมากกว่าการยึดติดกับความคิดเดิมๆ มองโลกในมุมที่กว้างมากขึ้น เรียกได้ว่าค่านิยมไหนบ้งก็ขออนุญาตปัดตกไปนะคะซิส! และหนึ่งในประเด็นที่ถูกพูดถึงกันอย่างแพร่หลาย นั่นก็คือเรื่องของ

'

ความสวยความงาม '


ความสวยคืออะไร ?

แบบไหนที่เรียกว่าสวย ?

แล้วใครเป็นคนกำหนดมาตรฐาน ?

ความสวยของเราไม่เท่ากัน แท้จริงแล้ว...ความสวยคืออะไร ?


หากจะมอง

ความสวยตามมาตรฐานของสังคม

หรือที่เรารู้จักกันว่า

Beauty Standard

ก็คงต้องถามต่อว่าแล้วสังคมที่พูดถึงนั้น หมายถึงสังคมในพื้นที่แถบไหนและในช่วงยุคสมัยใด

เพราะผู้คนแต่ละพื้นที่แต่ละยุคสมัยก็ล้วนมองความสวยงามในรูปแบบที่ต่างกัน

ตั้งแต่ในสมัยอียิปต์โบราณมาจนถึงปัจจุบัน รูปแบบความงามเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตามความนิยม ในบางยุคก็มองว่าหญิงสาวในอุดมคตินั้นคือสตรีเจ้าเนื้อมีน้ำมีนวล สะโพกพาย มีหน้าอกอวบอั๋นแสดงถึงฐานะอันอุดมสมบูรณ์ แต่ในอีกยุคหนึ่งกลับมองว่า ผู้หญิงผอมเพรียวเรียวบางต่างหาก ที่แสดงถึงความทันสมัย ดูเป็นแฟชั่นไอคอนิก

ดังนั้นเราเลยมองว่าถ้าจะให้ Beauty Standard เป็นคำตอบของคำถามที่ว่าความสวยคืออะไร?


ก็คงจะไม่ใช่นัก ยิ่งยึดติดไปก็มีแต่จะบั่นทอนและทำให้รู้สึกเหนื่อยซะด้วยซ้ำ

หาคำตอบผ่านมุมมองของสังคมกันไปแล้ว ทีนี้ลองมามองผ่านเลนส์ของวิทยาศาสตร์กันบ้าง ว่าตามหลักวิทยาศาสตร์แล้วความสวยมีอยู่จริงไหม? ถ้ามีจริง มนุษย์คนนั้นต้องมีลักษณะอย่างไร?


ตามการศึกษาวิจัยพบว่า

ความสวยในเชิงวิทยาศาสตร์

นั้นมีด้วยกัน 2 ลักษณะได้แก่

1. ความสมมาตรของรูปหน้า ( Symmetry )

คือ การมีใบหน้าด้านซ้ายและด้านขวาเท่ากัน ซึ่งบ่งบอกถึงการมีพันธุกรรมที่ดีและการเลี้ยงดูที่อุดมสมบูรณ์ เนื่องจากใบหน้าที่ทั้งสองด้านเติบโตได้ดีเหมือนกันนั้นจะเกิดจากการมียีนที่ดี และการได้รับสารอาหารที่เพียงพอนั่นเอง

2. การมีระยะห่างของอวัยวะต่างๆ บนใบหน้าอยู่ในค่าเฉลี่ย ( Averageness )


ซึ่งค่าเฉลี่ยในที่นี้ได้มาจากการคำนวณเมื่อเอาระยะห่างของอวัยวะต่างๆ บนใบหน้ามาบวกกันแล้วหารด้วยจำนวนคน ยกตัวอย่างให้เข้าใจง่าย เช่น การมีระยะห่างของดวงตาที่พอดี ไม่ห่างจนเกินไป หรือการมีตำแหน่งของตาจมูกปากอยู่ในระยะที่กำลังพอเหมาะนั่นเอง ถามว่าระยะห่างดังกล่าวเป็นผลดียังไงกับมนุษย์ล่ะ? คำตอบคือ มันเป็นการแสดงถึงการมีพันธุกรรมที่หลากหลาย ซึ่งส่งผลให่้เป็นข้อได้เปรียบทางสุขภาพ หรือการมีสุขภาพที่แข็งแรงกว่าคนอื่นนั่นเองค่ะ

สำหรับเราเองมองว่า ถ้ามองในแง่ความเป็นเหตุเป็นผลอะใช่ มันเป็นผลวิจัยที่เป็นข้อเท็จจริง สอดคล้องกับหลักการคัดเลือกโดยธรรมชาติ ( Natural Selection ) คือ เป็นธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตที่จะคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อการมีชีวิตรอด

แต่ถ้ามองในแง่ของความรู้สึก

เราว่ามันก็ไม่แฟร์นะที่จะมาตัดสินว่าใครสวยไม่สวย เพียงเพราะคนๆ นั้นเกิดมาด้วยหน้าตาแบบที่ไม่ตรงตามผลการทดลองทางวิทยาศาสตร์

รูปภาพ:

งั้นสุดท้ายแล้ว ความสวยคืออะไรล่ะ?

หลังจากตกตะกอนกับตัวเอง

เราก็รู้สึกว่าบางทีความสวยก็อาจไม่มีอยู่จริงก็ได้นะ

มันเป็นเพียงรสนิยมส่วนตัวที่แต่ละคนกำหนดขึ้นมา ไม่สามารถระบุด้วยมาตรฐานใดๆ ได้ด้วยซ้ำ

หรือไม่คำตอบของคำถามนี้คงตอบได้หลายอย่างมากๆ

อยู่ที่คุณจะยึดตามหลักการใด อยู่ที่คุณจะมีมุมมองต่อความสวยงามอย่างไร ดังที่ศิลปินเกาหลีใต้คนโปรดคนนึงของเรา

' ฮวาซา Mamamoo '

เคยกล่าวไว้บนเวทีคอนเสิร์ตในช่วงการแสดงเดี่ยวของเธอว่า

“ ถ้าฉันไม่อยู่ในมาตรฐานความสวยของยุคนี้ อย่างนั้นฉันจะสร้างมาตรฐานความสวยของฉันขึ้นมาเอง ”

อย่าให้ใครมากำหนดกรอบความงามของตัวเรา' ความสวย ' ของเรา ก็ให้เราเป็นผู้กำหนดเองค่ะซิส

ทำไมใคร ๆ ก็อยากสวย-ดูดีขึ้น? อยากสวย แล้วผิดตรงไหน ?

หลังจากเราพอจะได้คำตอบกันไปแล้วว่า ความสวยคืออะไร? ทีนี้

SistaCafe WomenTalk

ก็อยากจะชวนทุกคนมาคุยกันต่อค่ะว่า

ทำไมใครๆ ถึงอยากสวย-อยากดูดีขึ้น?

เชื่อว่าคงมีชาวซิสบางคนที่อาจจะเคยโดนคนรอบตัว ผู้หวังดีไหมไม่รู้แต่รู้สึกได้ว่าแอบจิกกัดเบาๆ มาแซะๆ แซวๆ ถามว่า

" โอ๊ย จะแต่งตัวสวยไปโชว์ใครจ๊ะ "


หรืออาจเคยเห็นกระทู้ในอินเทอร์เน็ตที่ตั้งคำถามประมาณว่า

" ผู้หญิงสวยไปเพื่ออะไร หรือสวยไปให้ใครดู "

กันมาบ้าง วันนี้ซิสเลยลิสต์คำตอบมาทั้งหมด 3 ข้อ พร้อมตีแผ่ความคิดเห็นส่วนตัวในแต่ละข้อว่า

สวยเพื่ออะไร...แล้วมันผิดตรงไหน!?

รูปภาพ:

1. สวยเพิ่มโอกาส : ภาพลักษณ์และบุคลิกที่ดูดี ตัวช่วยสู่โอกาสใหม่ๆ ในชีวิต

ปฎิเสธไม่ได้เลยว่า

การมีภาพลักษณ์และบุคลิกที่ดี

นั้นถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในสังคมการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการสื่อถึงความพร้อมในการทำงาน ความรับผิดชอบที่เริ่มจากการดูแลตัวเอง รวมไปถึงโอกาสที่จะได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่นๆ

ภาพลักษณ์และบุคลิกที่ดีในที่นี้ เราไม่ได้หมายถึง ความสวยความหล่อ แต่กำลังพูดในแง่ของการรักษาความสะอาดของร่างกายและเสื้อผ้า การแต่งกายอย่างรู้กาลเทศะ รวมไปถึงการวางตัวอย่างเหมาะสม


เราอาจจะเห็นได้จากบางอาชีพที่มีข้อกำหนดเรื่องภาพลักษณ์ที่ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งส่วนมากมักเป็นอาชีพในสายงานบริการ อาชีพที่ต้องใช้ทักษะควบคู่ไปกับภาพลักษณ์ และอาชีพที่อาศัยความน่าเชื่อถือสูง เช่น พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน, Influencer, แพทย์ผิวหนังและความงาม, อัยการและทนายความ เป็นต้น ดังนั้นคงไม่แปลกนักที่ใครหลายคนอยากจะสวยขึ้น เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสใหม่ๆ ให้กับตัวเอง ดูแลตัวเองให้ดูดีขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการจ้างงาน ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องผิด จริงไหมคะ?

2. สวยเพื่อผู้ชาย / สวยเพื่อคนรัก : แรงบันดาลใจดีๆ เกิดขึ้นเพราะเธอก็ผิดเหรอ?

" ว้ายย อยากสวยเพื่อผู้ชายเนี่ยนะ ไม่เริ่ดเลย "

ทำไมล่ะ? การที่คนเราอยากจะเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีขึ้น เพราะได้รับแรงบันดาลใจดีๆ จากคนที่เรารักไม่ได้เหรอ?

ส่วนตัวเรามองว่าไม่ใช่เรื่องผิดเลยนะ ขอแค่คนรักของเขา/เธอ/พวกเขาไม่ได้ใช้การบังคับหรือกดดันให้ทำ


บางทีคนเราก็จำเป็นต้องอาศัยแรงผลักดันบางอย่างในการพัฒนาตัวเองเหมือนกัน

สำหรับบางคนอาจมาในรูปแบบของภาพความสำเร็จในอนาคต, อุปสรรคและแรงกดดันที่พบเจอ หรือความหลงใหลส่วนตัว เพียงแต่ในกรณีนี้แรงผลักดันมาในรูปแบบของความรักก็เท่านั้น

3. สวยเพื่อความสุข : อยากสวยเพื่อตัวเอง เติมเต็มชีวิต เสริมความมั่นใจ

เพื่อนๆ ชาวซิสเป็นเหมือนกันไหมคะ? วันไหนเดินผ่านกระจกแล้วรู้สึกว่าตัวเองสวย ตลอดทั้งวันนั้นคือแฮปปี้แล้ว เมดมายเดย์สุดๆ ! แต่กลับกันถ้าวันไหนส่องกระจกแล้วรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจ ตลอดทั้งวันนั้นก็คือเซ็งมาก นอยด์ไปเลย ☹

เมื่อภาพลักษณ์มีผลต่อความสุขและความมั่นใจ

ยิ่งไม่น่าแปลกใจเลยค่ะที่ทำไมหลายคนถึงยอมลงทุนเพื่อบำรุงดูแลตัวเอง และในปัจจุบันก็มีทางเลือกมากมายเกิดขึ้นเพื่อสนองความต้องการดังกล่าวอีกด้วย

ดังนั้นการที่คนเราอยากจะสวยเพื่อให้รู้สึกดีกับตัวเอง อยากจะเสริมความมั่นใจให้ตัวเองมากขึ้น โดยที่ไม่ได้ทำให้ทั้งตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน ซิสยืนยันว่ายังไงก็ไม่ใช่เรื่องผิดแน่นอน แถมเป็นเรื่องดีๆ ที่น่าสนับสนุนด้วยจ้า

อยากสวยไม่ใช่เรื่องผิด ตราบใดที่คิดจะสวยด้วยตัวเอง

รูปภาพ:

ตราบใดที่ความอยากสวย / ความอยากที่จะดูดีขึ้น เกิดขึ้นด้วยความเต็มใจ ไร้ซึ่งการบังคับขู่เข็ญและการกดดันในทุกรูปแบบ ไม่ว่าผ่านการกระทำ วาจา หรือแม้แต่ตัวอักษร ส่วนตัวเราก็มองว่าถือเป็นการพัฒนาตัวเองอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดบาปใดๆ ทั้งยังเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมและน่าสนับสนุนอีกด้วย

ตัวเราเองและ SistaCafe จะคอยเป็นพื้นที่ปลอดภัยสนับสนุนทุกความสวยพร้อมเป็นบิวตี้คอมมูนิตี้ของคนที่สนุกกับการดูแลตัวเอง

Designer :LilybaeconWriter :yes_iamfaeng

เว็ปไซต์นี้ใช้คุกกี้

SistaCafe ให้ความสำคัญต่อข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้โดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ แสดงว่าท่านยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา และ นโยบายการใช้คุกกี้