1. SistaCafe
  2. Human Design ศาสตร์ค้นหาตัวตนแบบใหม่

เมื่อพฤติกรรมที่แสดงออกของแต่ละคนแตกต่างกันทั้งการตัดสินใจ การกระทำ ความกระตือรือร้นที่ไม่เหมือนกัน จนทำให้บางครั้งตัวเราเองที่คิดว่าเข้าใจตัวเองสุดๆ แล้วก็ยังสามารถเกิดความรู้สึกตั้งคำถามหลายๆ อย่างกับตัวเองขึ้น ซึ่งจะดีกว่าไหมถ้ามีอะไรที่ช่วยเป็นแนวทางให้กับเราว่าที่จริงและที่เราเป็นแบบนี้คืออะไร ทำไมทำแบบคนอื่นแล้วผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน วันนี้เราจะชวนชาวซิสมารู้จักกับศาสตร์พลังงานโมเดิร์นอย่าง Human Design ที่เป็นเหมือนแบบแผนหรือแผนที่ในการใช้ชีวิตคล้ายกับการมี Map ส่วนตัวเฉพาะตัวเองมาให้ทำความรู้จักกัน เพราะถ้าเมื่อไรที่ชาวซิสเข้าใจในศาสตร์นี้จริงๆ จะทำให้เราสามารถเข้าใจตัวเองและสามารถนำมาปรับเปลี่ยนตัวเองได้โดยไม่ต้องไปเปลี่ยนให้เหมือนคนอื่น นอกจากนั้นยังช่วยให้เราสามารถมองหาสิ่งที่เราชอบและเข้าใจในความเป็นธรรมชาติของตัวเราเองได้ง่ายขึ้น อยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างเข้าใจกันมากขึ้นได้อีกด้วย ซึ่งก็จะสอดคล้องกับสิ่งที่คนชอบพูดว่า “ถ้าเราอยู่ถูกที่ ถูกเวลา เราจะมีตัวตนและมีค่าโดยไม่ต้องพยายาม” ถ้าใครอยากรู้จักแล้วว่า Human Design คืออะไร แล้วมีวิธีดูยังไงไปดูกันเลย


เลือกอ่านตามหัวข้อ


 ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

Human Designคืออะไร ?



ศาสตร์ human design คือวิธีการวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ผสมผสานกับองค์ประกอบของโหราศาสตร์ ศาสตร์อี้ชิง ศาสตร์จักระ แล้วก็ศาสตร์อื่นๆ เข้าด้วยกัน เป็นศาสตร์สมัยใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมในกลุ่มของคนที่ต้องการรู้จักตัวเองให้มากขึ้น หาทางทำความเข้าใจตัวเองอย่างลึกซึ้ง ซึ่งวิธีการคือการค้นพบพลังงานเฉพาะบุคคล นำไปสู่การตัดสินใจที่แม่นยำขึ้น รู้จักและเข้าใจศักยภาพที่แท้จริงของตัวเอง และรู้ซึ้งถึงข้อจำกัดของเราได้ Human Design จึงถูกเปรียบเสมือนพิมพ์เขียว หรือแบบแผนที่คอยชี้นำว่าเราเหมาะกับการใช้ชีวิตไปในทางไหน ควรใช้พลังงานแบบไหนที่เหมาะสมกับเรา และเราควรตัดสินใจยังไงถึงจะเป็นตัวของตัวเองได้ดีที่สุด

จุดประสงค์ของ Human Design

  • เข้าใจตัวเองอย่างลึกซึ้ง
  • รู้จักจุดแข็งและข้อจำกัด
  • ใช้ชีวิตอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นตัวเองอย่างแท้จริง
  • สร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับคนรอบข้าง

 ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

ประเภทของ Human Design มีกี่ไทป์ ?


มีทั้งหมด 5 ประเภทหลักๆ ที่แยกออกมาอย่างชัดเจน ซึ่งแต่ละประเภทนั้นจะมีพลังงานเฉพาะตัวและมีกลยุทธ์ในการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน เช่น


Manifestor : ผู้ริเริ่ม หรือการผลักดันเพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆ

สัดส่วนประชากร : ประมาณ 4%

บทบาท : เป็นผู้ริเริ่มโปรเจกต์หรือไอเดียใหม่ๆ

พลังงาน : มีพลังงานในการเริ่มต้นสิ่งต่างๆ โดยไม่ต้องรอใคร

กลยุทธ์ชีวิต : กระตือรือร้นในการทำ เป็นผู้บุกเบิกโครงการ งานต่างๆ อย่างมีพลังและแรงบันดาลใจ

จุดแข็ง : อิสระ กล้าตัดสินใจ และมีพลังในการเปลี่ยนแปลง

ความท้าทาย : พลังงานสามารถตกลงได้เป็นช่วงๆ และอาจถูกต่อต้านได้หากไม่สื่อสารสิ่งที่กำลังทำ


Generator : ผู้สร้าง

สัดส่วนประชากร : ประมาณ 70%

บทบาท : เป็นแรงงานหลักหรือคนจำนวนส่นใหญ่ของโลก มีพลังงานต่อเนื่อง

พลังงาน : มีพลังงานมหาศาล โดยเฉพาะเมื่อทำสิ่งที่รักหรือชอบที่จะทำ

กลยุทธ์ชีวิต : ทำสิ่งต่างๆ ด้วยความต่อเนื่อง กำลังสำคัญของการสร้างสิ่งต่างๆ ให้ไปสู่ความสำเร็จ

จุดแข็ง : มีความอดทน ทำงานหนัก และสม่ำเสมอ

ความท้าทาย : หากฝืนทำสิ่งที่ไม่ชอบจะรู้สึกหมดแรงและเบื่อหน่าย


Manifesting-Generator : ผู้เชี่ยวชาญรอบด้าน หรือลูกผสม

สัดส่วนประชากร : ประมาณ 15%

บทบาท : ผสมผสานระหว่าง Manifesting และ Generator มีไอเดียหลากหลาย พลังงานก็เปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละเรื่องแต่ละวัน

พลังงาน : ทำหลายสิ่งพร้อมกันได้ดี มีความเร็ว และความยืดหยุ่น

กลยุทธ์ชีวิต : สามารถถือหรือทำหลายอย่างได้ในคราวเดียว ช่วยเหลือได้หลายกลุ่ม

จุดแข็ง : มีความสามารถหลากหลาย ทำงานเร็ว และปรับตัวเก่ง

ความท้าทาย : อาจชอบมองหาวิธีข้ามขั้นตอนหรืออาจเกิดความเบื่อหน่ายได้ง่าย


Projector : ที่ปรึกษา เพื่อชี้แนะแนวทาง

สัดส่วนประชากร : ประมาณ 10%

บทบาท : เป็นผู้นำทางหรือโค้ชชี้แนะคนอื่น เพื่อให้ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

พลังงาน : พลังงานไม่ถึงกับล้นเหลือ จึงต้องพักเป็นระยะ เสี่ยงต่อ burn out บ่อย

กลยุทธ์ชีวิต : Wait to be invited รอให้ได้รับการเชิญหรือการชวนก่อนแล้วค่อยแสดงความสามารถ

จุดแข็ง : เข้าใจคนอื่นลึกซึ้ง หรือมีมุมมองที่เฉียบคม

ความท้าทาย : หากไม่ถูกเชิญในวงสังคม อาจทำให้รู้สึกว่าไม่เป็นที่ยอมรับ


Reflector : ผู้หยั่งรู้ ผู้สะท้อน

สัดส่วนประชากร : ประมาณ 1%

บทบาท : เป็นกระจกสะท้อนสภาพแวดล้อมและสังคม คนต่างๆ ได้

พลังงาน : ลื่นไหลได้ดี เปลี่ยนแปลงตามคนรอบข้างและสถานที่ แต่ก็ทำให้คาดเดาได้ยากไปด้วย

กลยุทธ์ชีวิต : ทริคสำหรับคนได้ไทป์นี้คือ ใช้การสังเกต การวิเคราะห์ส่วนตัวสามารถช่วยในการตัดสินใจได้ดีหากต้องการตัดสินใจเรื่องใหญ่

จุดแข็ง : มีความเข้าใจลึกซึ้งในสังคม หรือเป็นนักสังเกต มักพบเจอสิ่งที่ถูกมองข้ามไป

ความท้าทาย : อาจรู้สึกไม่แน่นอนหรือไร้ตัวตนหากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม


ประโยชน์ของศาสตร์ Human Design


เมื่อเราเข้าใจถึงศาสตร์ human design อย่างแท้จริงแล้วนั้น เราจะสามารถเข้าใจถึงจุดแข็ง จุดอ่อน และความเป็นธรรมชาติของตัวเราเอง ซึ่งเราก็จะสามารถนำมาปรับในการใช้ชีวิตให้สอดคล้องและมีความสบายใจมากขึ้น และเข้าใจตัวเองมากยิ่งขึ้น โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เหมือนคนอื่น


 ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

How to ทำแบบทดสอบ Human Design


หากใครสนใจและต้องการรู้ว่าเราอยู่ไทป์ไหนของ human design แนะนำเข้าไปทำที่เว็บไซต์นี้ https://www.myhumandesign.com/ เมื่อเข้าไปแล้วจะมีข้อมูลส่วนตัวให้เรากรอกอย่าง ชื่อ วัน/เดือน/ปีเกิด (ค.ศ.) เวลาเกิด (สามารถดูได้ที่สูติบัตร) และสถานที่เกิด (ใส่เป็นจังหวัด) เมื่อกรอกข้อมูลเสร็จแล้วก็จะขึ้น Chart และประเภทไทป์ และข้อมูลอื่นๆ ทั้งหมดรวมมาให้ พร้อมคลิปอธิบายหรือแนะนำแต่ละอย่างแนบมาให้ด้วย ซึ่งข้อมูลค่อนข้างเยอะมากๆ

แต่หลักๆ ที่เราจะดูเลยคือข้อมูลด้านล่างของ Chart เพราะจะบ่งบอกว่าเราอยู่ไทป์ (Type) ไหน และสิ่งที่เราตอบสนองคืออะไร (Strategy) เช่น

ไทป์ Projector ที่ปรึกษาหรือผู้ที่มีความรู้มากๆ ซึ่ง Strategy ของคนไทป์นี้คือ “Wait to be invited” คือการรอให้คนอื่นเชิญหรือชักชวน เมื่อคนอื่นชวนมักจะทำให้เราอยากตอบสนอง และทำสิ่งนั้นออกมาได้ดี แต่ถ้าเมื่อไรที่เราเสนอหรือพยายามยัดเยียดบางสิ่งบางอย่างให้คนอื่นโดยที่เขาไม่ได้ต้องการหรือมาขอเรา จะทำให้คนอื่นมองไม่เห็นคุณค่าและนั่นก็เท่ากับเราสิ้นเปลืองพลังงานไปโดยเปล่าประโยชน์


 ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

วิธีการอ่าน Chart


Chart นี้หากให้เปรียบเทียบก็จะเปรียบเสมือนร่างกายของมนุษย์ มีส่วนหัว ส่วนอก ส่วนลำตัว และมีอวัยวะต่างๆ ทำหน้าที่ประสานกันไป แต่ปรับเปลี่ยนมาเป็นจุดตัวเลขต่างๆ เพื่อแทนพลังงานต่างๆ ในตำแหน่งนั้นๆ เมื่อเราดูที่ Chart แล้วจะสังเกตว่ามีเส้นๆ อยู่ 2 สี โดยเส้นไหนที่ไม่ได้เชื่อมกันเราจะเรียกว่า ‘Gate’ และเส้นไหนที่เชื่อมกันเราจะเรียกว่า ‘Channel’ หมายความว่าถ้าเมื่อไรเส้นเชื่อมโยงกันเปรียบเสมือนว่าเรามีความสามารถตรงนั้น มีกลยุทธ์หรือ Strategy เป็นพลังงานที่ไปด้วยกันได้ แต่จุดที่เราอยากให้ชาวซิสสังเกตที่สุดเลยคือตรงที่ที่เป็นหลอดครึ่งๆ เส้นนี้แหละคือส่วนที่เรามี และขาดหายในเวลาเดียวกัน ถ้าเราต้องการให้หลอดมันเชื่อมกันเราอาจต้งอาศัยปัจจัยภายนอกช่วยเติมเต็ม เช่น สภาพแวดล้อม เพื่อน แฟน ครอบครัว หรือคนรู้จัก

ยกตัวอย่าง Chart ของเราที่นำมายกตัวอย่างจุดสามเหลี่ยม ด้านบน 63 : 4 (จุดที่ 1)


จุด 63 เรียกว่า gate of doubt ส่วนจุด 4 เรียกว่า gate of answer ในส่วนของ 63 ที่เรามีคือความสงสัย คำถามมากมายที่ต้องการคำตอบตามชื่อเลยคือ gate of doubt มีคำถามเต็มไปหมดแต่เพราะว่าเราไม่มี 4 ที่เป็นคำตอบเลยทำให้เราไม่สามารถไปต่อได้เลยทำให้เราขาดส่วนนี้ไป เหมือนการทำงานไม่เต็มที่แต่เมื่อไรที่เราสามารถหาคนที่มี 4 แบบครึ่งหลอดมาเติมเต็มได้ ฉันมี 63 คุณมี 4 นั่นก็จะสามารถดึงดูดกันและกันได้ หรือที่เราเรียกว่าออร่าดึงดูดกันนั่นเอง หากเปรียบในชีวิตจริงก็เหมือนกับการที่เราได้เผชิญกับสถานการณ์อะไรบางอย่าง คนบางคน หรือ เรื่องราวที่ทำให้เราได้คำตอบบางเรื่องที่เราสงสัยมานาน หรือไม่เคยคาดคิดว่าจะเข้าใจในสิ่งนี้ได้ คล้ายกับการได้เรียนรู้ ได้คลายข้อสงสัยในตัวเองได้ดีขึ้น

สำหรับวิธีดู Center จะมีทั้งหมด 9 ศูนย์ เช่น Head, Ajna, Throat, G Center, Heart, Sacral, Spleen, Solar Plexus และ Root

โดยแต่ละศูนย์มีหน้าที่เฉพาะ เช่น

  • Head Center : แรงบันดาลใจ
  • Ajna Center : การวิเคราะห์และความคิด
  • Throat Center : การสื่อสารและการแสดงออก
  • G Center : ตัวตนและทิศทางชีวิต


จะเห็นว่าใน Chart บางกรอบรูปทรงสามเหลี่ยมก็จะมีสี บางกล่องไม่มีสีซึ่งหาก กล่องไหนที่ไม่มีสี (white) กล่องนั้นเปรียบเสมือนการที่เราได้รับพลังงานจากคนอื่นเข้ามา และอาจมีความผันผวน หากกล่องไหนมีสี (colored in) ขึ้นมาไม่ว่าสีไหนเราจะเป็นเหมือนคนที่ส่งพลังงานให้กับโลกนี้ หรือพลังงานคงที่ในด้านนั้น เช่น สามเหลี่ยมซ้ายมือด้านล่าง (จุดวงที่ 2) เรียกว่าจุด spleen หรือม้าม เป็นจุดที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพของเรา หากใครไม่มีสีเหมือนในภาพแสดงว่า สุขภาพของเราจะขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมหรือคนรอบตัวของเรา เช่น ถ้าเราอยู่ในจุดที่มีแต่คนป่วยเราก็สามารถดูดซึมหรือรับพลังงานเหล่านั้นเข้ามาได้ง่าย หรือถ้าเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่คนออกกำลังกาย รักสุขภาพ เราก็มักจะได้รับอิทธิพลเรื่องรักสุขภาพและหันมาออกกำลังกายบ่อยๆ ตามไปด้วยเช่นเดียวกัน แต่หากเมื่อไหร่ที่กล่องนี้สีทึบถ้าเกิดอาการป่วยก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของเราเองนะคะ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องโทษคนอื่นหรือเกี่ยวกับคนอื่น เพียงแค่สิ่งแวดล้อมอาจมีผลต่อวิธีคิด วิธีปฏิบัติตัวของเราได้ง่ายนั่นเอง



แต่ถ้ามีสีจุด Heart (จุดวงที่ 3) จุดนี้เรียกว่า Ego เป็นเหมือนทิศทางและเป้าหมายในชีวิต หากใครที่มีสีที่จุดนี้เป็นจุดที่เราจะแสดงถึงความมุ่งมั่น ทิศทาง และเป้าหมายในชีวิตของเราอย่างชัดเจน มีแรงผลักดันและมั่นใจในเป้าหมาย เราจะรับรู้ได้ชัดเจนว่าตัวเองเป็นใครและมีทิศทางอย่างไร ซึ่งบางครั้งอาจจะดูดื้อรั้นไปบ้าง เพราะศูนย์หัวใจยังเชื่อมต่อกับศูนย์คอซึ่งมีหน้าที่ในการสื่อสาร ศูนย์หัวใจอาจมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะแบ่งปันความคิดและความเชื่อของตนเองให้กับผู้อื่น แต่หากใครที่ไม่มีสีนั้นอาจหมายถึงในทางตรงกันข้าม นั่นคืออาจมีปัญหาหรือความข้องใจในการค้นหาตัวตนที่แท้จริงอยู่และมักจะรู้สึกหลงทางหรือต้องพิสูจน์ตัวเองและขาดแรงจูงใจในการใช้ชีวิตนั่นเอง

นี่เป็นเพียงตัวอย่างของชาร์ตพลังงานจากการทำแบบทดสอบ Human Design เท่านั้น แนะนำให้ชาวซิสทดลองทำแบบทดสอบของตัวเอง และอ่านผลลัพธ์ควบคู่กับคู่มือดูอีกที เพื่อได้ทำความรู้จักพลังงานที่แท้จริงของตัวเองอย่างลึกซึ้ง และนำไปใช้ได้ถูกจังหวะชีวิตมากยิ่งขึ้นค่ะ


 ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

สรุป รู้จักตัวเอง บริหารพลังงานด้านเด่นและด้านด้อย ใช้ชีวิตอย่างมีไกด์ไลน์ได้ด้วยศาสตร์ Human Design


Human Design ถือเป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่ช่วยให้เราสามารถเข้าใจตัวเองและสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตได้ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถเติบโตและพัฒนาตัวเองได้คุ้มค่ากับพลังงานที่มีในตัว นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงและค้นพบตัวเองว่าเราควรเดินไปทางไหน ซึ่งศาสตร์นี้ก็ถือว่าเป็นการเสริมพลังงานอำนาจในแง่มุมต่างๆ ให้เราได้ ใครที่อยากลองค้นพบตัวเองสามารถลองเข้าไปเล่นดูได้ที่เว็บไซต์ที่เราแนะนำซึ่งจะมีข้อมูลและชาร์ตที่แนบมาให้พร้อมรายละเอียดที่ถือว่าค่อนข้างชัดเจนมาให้ด้วย แต่อย่างไรก็ตามแม้ศาสตร์นี้จะช่วยเรื่องทำความเข้าใจพลังงาน แต่ก็ควรดูเรื่องการใช้ชีวิตอื่นๆ ประกอบไปด้วยนะคะซิส เช่น สิ่งแวดล้อมของเรา ความสามารถอื่นๆ การลองทำสิ่งที่เหนือความสามารถเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัด และปัจจัยรอบตัวที่เป็นอยู่ ว่าสอดคล้องและใช้พลังงานของเราได้จริงแค่ไหน เพราะศาสตรนี้ถือว่าค่อนข้างลึกซึ้งและข้อมูลค่อนข้างเยอะ ดังนั้นเพื่อนๆ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมหรืออ่านหนังสือที่อธิบายเกี่ยวกับศาสตร์นี้ประกอบการใช้ชีวิตจริงของเราไปด้วยจะดีที่สุดค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มาของข้อมูล : selfsophy, www.liveoflife.com


บทความอื่นๆ ที่แนะนำ