กินทุเรียน ยังไงให้ไม่อ้วน !!!!!!!!

กินทุเรียน ยังไงให้ไม่อ้วน !!!!!!!!

มาดู วิธีการกินทุเรียนให้มีสุขภาพดี แถมไม่อ้วนอีกต่างหาก

20 July 2015
Pinky Krish
20 July 2015
เลือกอ่านตามหัวข้อ

 

  แค่เห็นชื่อบทความก็ใจชื้นขึ้นใสทันที สำหรับติ่งทุเรียน โดยเฉพาะสาวๆเนี่ย ฟินเลยใช่มั้ยละคะ วันนี้พิ้งเลยไปรวมรวบ ประโยชน์ของการกินทุเรียน กินยังไงไม่ให้อ้วน กินยังไงให้มีสุขภาพดีมาฝากกัน เราไปดูกันเลยยยย....

 

image_18092
- ที่มารูป: www.never-age.com

 

ส่วนประกอบหลักๆ เลยในเนื้อเหลืองอันอวบอ้วนของทุเรียนนั้นจะ ประกอบด้วย 3 อย่างหลัก คือ

1.แป้ง จากเนื้อเหลืองแน่น ที่กินแล้วหวานมันอร่อยลิ้น ที่ทำให้เรารู้สึกความนุ่ม ลื่น เวลากัด แล้วตัวเนื้อละลายในปาก

image_18543

ใครชอบกินทุเรียนก็ฟินไปอีก

- ที่มารูป: www.johnharveyphoto.com

 

2.ไขมัน ในทุเรียนส่วนใหญ่จะมีปนมาอยู่บ้างซึ่งมากกว่าพืชทั่วไป แต่การมีไขมันนี้ทำให้ทุเรียนมีวิตามินอีเยอะ ซึ่งจะช่วยทำให้แลดูอ่อนกว่าวัย โดยชะลอกระบวนการเสื่อมสภาพของเซลล์

3.วิตามินแร่ธาตุและกำมะถัน หรือซัลเฟอร์ โดยกำมะถันตัวนี้เองคือตัวที่ต้องระวัง เพราะมันเป็นผู้ร้ายที่ทำให้เกิดอาการร้อนในและทำให้ทุเรียนมีกลิ่นที่เกินคำบรรยายสุดๆ ถ้ากินในห้องแอร์นี่...คนที่อยู่ด้วยอาจจะตายเพราะกลิ่นได้เลยนะคะ 55555555555

image_18541

ในบางสถานที่ เค้ามีการสั่งห้ามไม่ให้มีการนำทุเรียนเข้ามาทานเลยนะคะ เพราะกลิ่นของมันนี่เหลือประมาณจริงๆ

- ที่มารูป: i.guim.co.uk
image_18542

เวลาไปกินทุเรียนอยู่ข้างๆ คนที่ไม่ชอบกลิ่น อาจจะเจอแบบนี้ได้นะคะ!!!

- ที่มารูป: i.ytimg.com

 

 แต่ความดีของนางก็ยังมีอยู่นะคะ


1. ช่วยฆ่าเชื้อ จากกำมะถันในเนื้อเป็นเสมือนยาปฏิชีวนะอ่อน ๆ ช่วยให้เรามีร่างกายที่แข็งแรงขึ้น

2. ช่วยเผาผลาญ จากความร้อนของกำมะถันและน้ำตาลในเนื้อ ไม่ธรรมดาเลยนะคะ บางทีกินน้อยแต่ทุเรียนสามารถช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกายได้ด้วย แต่ทานมากระวังจะเป็นร้อนในได้น้า

3. ช่วยระบาย จากกากที่เป็นเส้นใยยุบยั่บในเนื้อ สังเกตเวลาเรากัดเนื้อทุเรียนจะมีเส้นใย ที่ชอบเข้าไปติดในซี่ฟันบ้าง นั้นแหล่ะคะ เป็นพวกใยที่ช่วยทำให้เราขับถ่ายได้ดีขึ้นค่ะ

image_18539
- ที่มารูป: www.ecostarr.com

 

แนะนำเคล็ดในการกินทุเรียนให้ไม่อ้วน และสุขภาพดี
image_18093
- ที่มารูป: www2.eduzones.com


1. เลือกทุกเรียนห่ามจะดีเพราะมีน้ำตาลน้อย แต่ถ้าเลือกไม่ได้ก็กินทุเรียนสุกก็ได้ค่ะ เนื่องจากงานวิจัยพบว่า ทุเรียนมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อเคอซิทิน ซึ่งเป็นตัวเดียวกับในหอมใหญ่และองุ่น ทั้งนี้พลังต้านอนุมูลอิสระของทุเรียนสุกจะมีมากกว่า มังคุด ลิ้นจี่ ฝรั่ง มะม่วง ซึงถ้าเราทานเข้าไปอย่างเหมาะสมจะช่วยทำให้ร่างกายของเราแข็งแรง และ ช่วยฟื้นฟูผิวของเราอีกด้วย เจ๋งเทียบเท่าพวกผลไม้อย่างองุ่นนี่...ถือว่าเริ่ดมากค่าาา

image_18544
- ที่มารูป: i.ytimg.com


2. หากกินเพื่อให้สุขภาพดี ควรกินไม่เกิน 2 พูต่อสัปดาห์ และถ้ามื้อไหนกินทุเรียน ก็ไม่ต้องกินข้าวมาก เพราะตัวทุเรียนก็แคลลอรี่สูงอยู่แล้ว เจอข้าวและกับข้าวเข้าไป โอ้โห... เงิบบบบ

3. ถ้าไม่อยากอ้วนมากกว่านี้ ควรหลีกเลี่ยงการกินทุเรียนกับน้ำกะทิ  เพราะน้ำตาลทั้งจากทุเรียน ข้าวเหนียว และไขมันจากกะทิ และอาจทำให้อ้วนและเกิดอาการร้อนในได้ด้วยน้า

image_18094

ตะ...ตะ..แต่ว่า...ข้าวเหนียวทุเรียนจานนี้มันน่ากินชะมัดเลย!!!

- ที่มารูป: dope.vn

 
4. ควรจะกินทุเรียนกับผลไม้เนื้อเย็นน้ำเยอะ เช่น มังคุด ลองกอง แตงโมเพราะจะช่วยดับร้อนได้ดี ผลไม้พวกนี้มีส่วนประกอบของน้ำสูง เป็นผลไม้ที่น้ำตาลต่ำ หรือ เรียกภาษาชาวบ้านผลไม้ที่กินแล้วเย็นนั้นเอง

image_18545
- ที่มารูป: loveofcreation.files.wordpress.com


5. อย่ากินทุเรียนร่วมกับเหล้า แอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มบำรุงกำลังเด็ดขาด!!! พราะจะทำให้ยิ่งรู้สึกร้อนจัด เกิดอาการขาดน้ำในร่างกาย และช็อกได้ เนื่องจากกำมะถันในทุเรียนละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ ต้องระวังให้ดีนะคะ คุณผู้ชายที่ไปดื่มมา แล้วกลับมาบ้าน คุณแม่บ้านปลอกทุเรียนดันทานเข้าไป ช็อคได้เลยนะคะ น่ากลัวจริงๆ

image_18546
- ที่มารูป: 1.bp.blogspot.com
image_18095
- ที่มารูป: infographic.in.th


.... และถ้าหากคุณกินทุเรียนครั้งละ 2-3 พู เท่ากับ 4-6 เม็ด (เกือบครึ่งลูกแหนะ) จะทำให้ร่างกายได้รับพลังงานจากความหวานของทุเรียนถึงประมาณ 400 กิโลแคลอรี่เลยนะ!!! พอๆ กับกินข้าว 5 ทัพพีเลยทีเดียว หรือกินน้ำอัดลมเกือบ 2 กระป๋อง หรือก๋วยเตี๋ยวหมู 1 ชาม (T^T) อดใจกันไว้นะคะ อย่าพลั้งปากไป ...


  ผลไม้ทุกชนิดมีประโยชน์ต่อร่างกายเราเสมอนะคะ แค่เพียงเราเลือกกินให้ถูกวิธีก็จะทำให้เราได้ทั้งความสุขและประโยชน์อีกด้วย วันนี้ไปก่อนนะคะ ขอให้ทุกคนกินทุเรียนอย่างมีความสุข อิอิ บ๊ายบายยยยยย


ขอบคุณข้อมูลจาก
- ที่มา: www.dailynews.co.th
ขอบคุณข้อมูลจาก
- ที่มา: www.bloggang.com
ขอบคุณข้อมูลจาก
- ที่มา: health.kapook.com

 

บทความที่เกี่ยวข้อง
Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ info@sistacafe.com
Search @