โอ๊ย! ปวดหัว! 5 อาหารแก้ 'อาการปวดไมเกรน' แค่กินก็แก้อาการได้

โอ๊ย! ปวดหัว! 5 อาหารแก้ 'อาการปวดไมเกรน' แค่กินก็แก้อาการได้

โอ๊ย! ปวดหัว 5 อาหารแก้อาการปวดไมเกรน แค่กินก็แก้อาการได้
คุณพระ อะไรจะมีประโยชน์ขนาดนั้น

07 August 2018
wawareview
07 August 2018
เลือกอ่านตามหัวข้อ


ฮาโหลสาวๆ

เช็คตัวเองกันหน่อยค่ะว่า เคยตื่นมาก็รู้สึกปวดหัวมึนตึบอย่างรุนแรงบ้างหรือเปล่า โดยเฉพาะมักปวดบริเวณศีรษะข้างเดียว หรือปวดข้างเดียวก่อนแล้วจึงปวดสองข้าง ใครที่เป็นแบบนี้แสดงว่าอาการไม่ดีแล้วนะคะ ยิ่งเป็นหลายๆ ครั้งยิ่งไม่ไหว เพราะมันเป็นอาการที่แสดงว่าสาวๆ กำลังจะเป็น " โรคไมเกรน " นั้นเอง 

image_725621
- ที่มารูป: i.pinimg.com


ดังนั้นอาการปวดหัวแบบนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการไปดื่มตอนกลางคืนอย่างเด็ดขาด แต่เกิดจากความผิดปกติชั่วคราวในการทำงานของสมองที่มีผลกระทบต่อเส้นประสาท สารเคมี และหลอดเลือดในสมอง ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งนี้ประมาณครึ่งหนึ่งของผู้คนทั่วโลกมีอาการนี้ประมาณ 30 % เลยทีเดียว ดังนั้นวันนี้เราจึงนำอาหารที่ช่วยลดอาการปวดไมเกรนได้มาฝากกันค่ะ บอกเลยว่าแค่กินก็หายปวดได้ เอาหล่ะ...อย่ามัวรอช้า รีบไปดูกันเลยดีกว่าเป็นมีอะไรกันบ้าง ไปดูกันเลย!

image_725622
- ที่มารูป: i.pinimg.com

 

น้ำเปล่า



นี่ไม่ใช่เทคนิคที่น่าแปลกใจอะไรหรอกนะคะ แต่น้ำคือตัวช่วยที่ดีที่สุดเมื่อเธอรู้สึกปวดหัว เพราะการคายน้ำเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของอาการปวดหัว ดังนั้นการที่ร่างกายได้รับน้ำเปล่าประมาณ 8 แก้ว/วัน อาจช่วยได้ ทั้งนี้ในการศึกษาหนึ่งที่แสดงว่า น้ำมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการลดความรุนแรงของอาการปวดหัวและระยะเวลาในการปวด จากการศึกษาพบว่าร้อยละ 47 ของคนที่มีอาการปวดหัวจะดีขึ้นเมื่อดื่มน้ำ เมื่อเทียบกับร้อยละ 25 ของคนที่ไม่ได้ดื่ม 

image_725627
- ที่มารูป: i.pinimg.com


เราขอแนะนำให้สาวๆ พกน้ำเต็มขวดไว้รอบตัว และเมื่อร่างกายของเธอรู้สึกเหนื่อยล้า ปากแห้ง ก็ให้จิบมันบ่อยๆ เพื่อสร้างความกระปรี้กระเปร่าให้กับร่างกาย ดื่มก่อนที่ร่างกายจะคายน้ำออกมามากเกินไปนะคะ  นอกจากนี้สาวๆ ยังสามารถทานน้ำได้จากในผลไม้และผักจำนวนมาก ทั้งแตงกวา ผักโขมแตงโม และผลเบอร์รี่ ผลไม้เหล่านี้ก็สามารถช่วยดับกระหายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญเพื่อให้อาการปวดศีรษะจางหายไปด้วยนะคะ

image_725628
- ที่มารูป: i.pinimg.com

 

อาหารที่มีโซเดียมต่ำ


งานวิจัยเกี่ยวกับอัตราการเกิดและอาการปวดหัววิเคราะห์ว่า อาหารที่มีโซเดียมต่ำจะทำให้อาการปวดหัวลดลง ทั้งนี้รวมถึงการบริโภคเกลือน้อยลงด้วย ดังนั้นพยายามหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปและขนมคบเคี้ยวนะคะ เพราะอาจยิ่งเป็นการกระตุ่นอาการปวดหัวไมเกรนได้นะคะ นอกจากนี้อย่างที่เรารู้ว่าอาหารแช่แข็งนั้นเป็นอาการสังเคราะห์ ยิ่งกินมากๆ ก็ยิ่งมีผลต่อร่างกาย ดังนั้นแม้จะไม่มีเวลาขนาดไหนก็พยายามเลือกทานผัก-ผลไม้จะดีกว่านะคะ

image_725626
- ที่มารูป: i.pinimg.com

 

ผักใบเขียว


อาหารอีกชนิดที่มีผลต่ออาการปวดหัวไมเกรนก็๋คือผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า ผักโขม โดยผักเหล่านี้จะเต็มไปด้วยวิตามิน และโฟเลต ซึ่งอาจมีบทบาทในความเสี่ยงของอาการปวดศีรษะ จากการวิจัยพบว่าอาหารที่มีโฟเลตต่ำอาจทำให้ความถี่ในการเป็นไมเกรนลดลง คุณพระ!! ประโยชน์สูงมาก นอกจากนี้ในผักใบเขียวยัวเป็นแหล่งแมกนีเซียมที่ดีเยี่ยม ซึ่งจากการศึกษาบางส่วนชี้ให้เห็นว่าระดับแร่ธาตุนี้จำเป็นต่อร่างกายที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้

image_725624
- ที่มารูป: i.pinimg.com

 

อัลมอนด์

 

จากการวิจัยชี้ให้เห็นว่าผู้ที่เป็นโรคไมเกรนมีแนวโน้มที่จะมีระดับแมกนีเซียมในเลือดลดลง ซึ่งอัลมอนด์ก็เป็นแหล่งอาหารที่มีแมกนีเซีนมสูงที่สุด และอร่อยที่สุดด้วยเช่นกัน อิอิ  โดยแนะนำว่าการเสริมด้วยแมกนีเซียม 600 มก. ในแต่ละวันจะลดความถี่ของอาการปวดไมเกรน และแม้ว่าสาวๆ อาจต้องการทานอาหารเสริมแทน แต่เราก็แนะนำให้ลองวิธีแรกด้วยการทำอาหารทานเองอย่างเช่นสลัด และอย่างลืมใส่ถั่วอัลมอนด์ลงไปด้วยนะคะ

image_725625
- ที่มารูป: i.pinimg.com

 

กาแฟเล็กน้อย


อะไร..กาแฟนั้นหรอที่ดีต่ออาการไมเกรน!? หลายคนอาจจะคิดแบบนั้น แต่การวิจัยชี้ให้เห็นว่าปริมาณคาเฟอีนในปริมาณที่น้อยอาจเป็นประโยชน์ จากงานวิจัยพบว่าการบริโภคคาเฟอีนประมาณ 100 มิลลิกรัมต่อวัน ( ปริมาณในถ้วยกาแฟเล็กน้อย ) พร้อมกับยาแก้ปวดอาจช่วยลดอาการปวดหัวได้มากกว่ายาอย่างเดียว ทั้งนี้ก่อนทานสาวๆ ก็ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนด้วยนะคะ 

image_725623
- ที่มารูป: i.pinimg.com

 


เป็นอย่างไรบ้างคะสำหรับอาหารดีๆ ที่เราเอามาฝากกันวันนี้ หวังว่าจะมีประโยชน์ให้กับสาวๆ กันนะคะ เมื่อสาวๆ ทั้งนี้อาหารแต่ละอย่างที่นำเสนอมานั้นก็ล้วนเป็นสิ่งที่เราทานกันเป็นประจำอยู่แล้ว แค่ทานขึ้นให้มากอีกนิด เลี่ยงอาหารไม่ดีๆ เท่านี้ก็ลดอาการปวดหัวไมเกรนแล้วค่ะ เอาล่ะ...ครั้งหน้าก็อย่าลืมติดตามกันด้วยนะคะ ส่วนวันนี้ไปก่อนแล้วค่ะ บาย

Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ [email protected]
Search @