[นิยาย] Missing Pieces เสี้ยวสาบสูญ - บทที่ 1 : The First Light

[นิยาย] Missing Pieces เสี้ยวสาบสูญ - บทที่ 1 : The First Light

(slice of life,รักวัยรุ่น,ดนตรี,แฟนตาซีเล็กน้อย)
เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาจากความสิ้นหวัง กลับมองเห็น 'สี' ในตัวผู้คน ทว่าเขาได้สูญเสียหัวใจไป
ทางเดียวที่จะกลับมามีความรู้สึกได้ คือการรวบรวม 'เสี้ยวจิตวิญญาณ' จากคนผู้มีชิ้นส่วนที่จะเติมเต็มเขาได้

15 December 2015
Reinforce
15 December 2015
เลือกอ่านตามหัวข้อ

 

 

 

Missing Pieces

  

บทที่ 1 - The First Light


แดดยามเช้าอาบไล้โรงเรียนกว้างใหญ่อย่างอ่อนโยน แสงจางส่องกระทบผิวน้ำสีเขียวของสระบัว แลเห็นฝุ่นละอองล่องลอยในไอแสง เด็กหนุ่มสาวในเครื่องแบบเดียวกันเดินหนาตาเพียงบริเวณประตูทางเข้าและโรงอาหารที่ส่งเสียงจอแจจนจับใจความไม่ได้ ขณะที่อาคารเรียนที่อยู่สองข้างฝั่งสระบัวยังดูเงียบสงบเหมือนยังไม่ตื่นจากการหลับใหล


คินวางข้าวของลงบนม้านั่งหินข้างสระบัวก่อนทิ้งตัวลงนั่งอย่างอ่อนแรง น้ำหนักของสัมภาระไม่ได้เพิ่มจากวันอื่น ระยะทางจากรถไฟฟ้ามาโรงเรียนก็ไม่ได้ไกลสักเท่าไหร่ แต่สายตาที่มองเห็นโลกใบนี้ผิดแปลกไปทำให้เขารู้สึกไร้เรี่ยวแรง


เด็กหนุ่มเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ ยังเหลือเวลาอีกมากกว่าจะถึงเวลาเข้าแถว ฝ่ามือเรียวรูดซิปกระเป๋ากีตาร์ หยิบเครื่องดนตรีในนั้นออกมา ปลายนิ้วด้านขยับดีดโน้ตสองสามตัวแผ่วเบาราวเอ่ยคำทักทาย


เขาชอบความเป็นส่วนตัวของห้องเรียนมากกว่า ทว่าในเวลาเช่นนี้ คนที่มาถึงแล้วหากไม่ฟุบหลับกับโต๊ะก็คงอ่านหนังสือหรือทำการบ้านตามแบบฉบับที่เด็กเตรียมเข้ามหาลัยควรทำ หากไปเล่นกีตาร์บนนั้นคงเป็นการรบกวน ทั้งการได้จ้องมองระลอกคลื่นเล็กบนผิวน้ำพลิ้วไหวตามลมหรือการแหวกว่ายของสัตว์น้ำข้างใต้ก็ให้ความรู้สึกที่ปลอดโปร่ง


ปลายนิ้วซ้ายขยับกดคอร์ดเปลี่ยนไปตามช่องเป็นจังหวะลื่นไหลเสมือนการก้าวเดิน ท่วงทำนองเนิบช้าเปลี่ยวเหงาแผ่วเบาราวสายลมจางริมชายหาด เด็กหนุ่มเปล่งเสียงร้องด้วยความรู้สึกว่างเปล่า


            “เด็ก ๆ มีเกมหนึ่งเกมที่ทุกคนไม่ว่าใคร

           เราต่างมีความสุขใจ ได้ซ่อนหากันไปกันมา...”



บทเพลงที่บรรเลงเอง กลับพาเขาย้อนกลับไปยามบ่ายของวันที่รู้สึกว่าผ่านเลยมานานมากแล้ว วันนั้นท้องฟ้ามืดครึ้มแต่ฝนก็ยังไม่ตกลงมา เขาเดินตามหลังเพื่อนสองคนข้างหน้า รับฟังบทสนทนาโดยไม่พูดอะไร เพียงฮัมเพลงกับตนเองแผ่วเบา


           “...เราปิดตายืนนับถอยหลังค่อยลืมตาขึ้นมา

            ต่างก็มีมุมลับที่เก็บซ่อนไว้ให้เราตามหา...”


ขณะที่ปล่อยตัวจมลงกับความว่างเปล่าของตัวเองเช่นนั้น


น้ำเสียงใสแผ่วเบาก็ดังขึ้น “พี่คิน”


สำหรับเขามันชัดเจน ดุจระฆังเงินที่สั่นพ้องขึ้นตรงหน้า


บทเพลงเปลี่ยวเหงาในใจพลันสงบนิ่ง


เด็กสาวผมสีน้ำตาลอ่อนตามธรรมชาติมัดรวบตามกฎโรงเรียนทั่วไปส่งยิ้มดีใจมาให้ ดีใจแต่ก็มีความเคอะเขินในแววตา เขารู้จักเธอมานาน ไม่ได้บังเอิญเดินสวนกันแบบนี้ก็นานแล้ว


ตอนนั้นเขาสงสัย ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของชีวิต เขาลืมรอยยิ้มนี้ไปได้ยังไงกันนะ?


เหมือนถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากความฝันเนิ่นนานด้วยเพียงเสียงเรียกแผ่วเบา


เหมือนคนหลงทางอยู่กลางทะเลมืดมิดได้พบกับแสงบางอย่างตอนที่ลมหายใจใกล้หมดลง


คินออกแรงเฮือกสุดท้าย เอื้อมมือออกไป


โดยไม่รู้เลยว่านั่นเป็นกับดัก อาจเป็นเพียงแสงของสัตว์ใต้น้ำบางชนิดที่หักเหส่องกระทบผลึกหิวแวววาวที่อยู่ลึกลงไปเบื้องล่าง


ไม่มีแสงสว่างแท้จริงอยู่ในที่แห่งนั้น


กว่าที่เขาจะรู้สึกตัว ก็จมลึกลงไปเกินกว่าจะย้อนกลับแล้ว


                                        “...จนวันที่เราเติบโตมันไม่ได้ต่างกันไป

           ถ้าอยากจะเจออะไรต้องเสาะหาให้ได้มันมา

           มีสิ่งเดียวที่ฉันนั้นอยากจะพบทุกช่วงเวลา...”


เปล่งเสียงร้องอย่างเลื่อนลอยขณะที่ตัวเองหลุดลอยไปในความทรงจำไกลโพ้น


          “”ก็คือความรักแท้ที่แอบซ่อนไว้ให้เราตามหา””

เสียงหนึ่งพลันดังสอดประสาน เสียงที่มีพลังและมีทั้งความร่าเริงของคนร้องกับความเหงาของบทเพลงผสานกันอย่างลงตัว ฉุดกระชากคินออกจากห้วงภวังค์ ปลายนิ้วยังคงดีดสายกีตาร์ เด็กหนุ่มหันมองด้านข้างที่ซึ่งผู้มาใหม่ยืนอยู่ นัยน์ตาสีนิลสองคู่สบประสาน


เด็กสาวตัวสูงเมื่อเทียบกับผู้หญิงไทยทั่วไป ผมสีน้ำตาลเข้มมัดรวบยาวเกือบถึงกลางหลัง ริมฝีปากอวบอิ่มขยับเป็นรอยยิ้มทั้งยังคงเปล่งเสียงร้องเพลง เบื้องหลังมีเด็กสาวผิวสีแทนอีกคน ทว่าเขาไม่อาจละสายตาจากคน ๆ นี้ได้เลย



           “...ไปหลบอยู่ตรงที่ใด ใจฉันนั้นอยากจะรู้...”



เสียงของเธอสอดรับกับท่วงทำนองทุ้มต่ำของเขาอย่างลงตัว


สิ่งที่ช่วงชิงสายตาเขาไป ไม่ใช่ว่าเธองดงามจนใคร ๆ ต้องหยุดมอง เพียงความสวยงามเช่นนั้นไม่ใช่สิ่งที่เรียกให้คินสนใจได้


แต่เป็นเพราะแสงที่ส่องประกายอยู่กึ่งกลางร่างกาย


คินหยุดเล่นกีตาร์โดยไม่รู้ตัว ได้แต่นิ่งมองแสงนั้น


ประกายสีม่วงแกมน้ำเงินหมุนวนอยู่ภายใน ทว่าสิ่งที่โดดเด่นออกมากลับเป็นสีแดงสว่างสดใส เหมือนคริสตัลสีแดงที่โอบล้อมแสงสีม่วงน้ำเงินหลากไล่โทนสีผสมผสานกัน ทำให้สีแดงที่เห็นนั้นไม่ได้ร้อนแรงแสบตา ทว่าเป็นสีแดงแกมม่วงหรือแดงอมชมพู ถึงอย่างนั้นกลับส่องประกายสว่างอย่างดึงดูด


เขาไม่รู้ว่าตัวเองมีสีอะไรอยู่ภายใน แต่ก็รู้ว่าเป็นขั้วตรงข้ามกับความสว่างของคนตรงหน้า ทว่าคินกลับหลงใหล เสมือนมีแรงดึงดูดประหลาด รู้ได้ทันทีว่าคนตรงหน้ามีบางสิ่งที่เขาขาดหาย เหมือนได้พบท่วงทำนองที่ขาดไป และยามนี้กำลังประสานกับบทเพลงของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ


“อ้าว หยุดเล่นแล้วเหรอ ขอโทษที่มาขัดจังหวะ ไม่กวนละ”เธอเอ่ยพร้อมรอยยิ้มพลางหันกลับไป คินเพิ่งสังเกตว่าเธอก็สะพายกีตาร์เช่นกัน


“ไม่ทันแล้วเจ้อัญ เจ้ไปกวนเขาแต่แรกทำไมเล่า”เด็กสาวผิวสีแทนว่าก่อนผงกหัวเล็ก ๆ ให้เป็นเชิงขอโทษ แล้วเดินจากไปพร้อมกัน


อัญ...?


แม้สองคนนั้นจะเดินห่างไปหลายก้าวแล้ว คินยังไม่อาจละสายตาจากแผ่นหลังนั้นได้ หากปล่อยให้จากไปเช่นนี้โดยไม่ทำอะไร เขาจะได้พบเธออีกไหม


หากเธอมีหนึ่งในชิ้นส่วนที่เขาตามหาอยู่จริง ๆ เขาจะได้รับมันมาได้อย่างไร


“เจ้ว่าใช่พี่เขาป้ะวะ”


ถึงจะห่างออกไปแล้ว แต่เสียงพูดที่ไม่ได้เบาเท่าไหร่ ทั้งรอบกายก็มีแต่ความเงียบ ทำให้คินได้ยินค่อนข้างชัดเจน


“อยากรู้ก็ไปถามดิ”


“บ้าเหรอ เดี๋ยวพี่เขาก็ด่าให้หรอก ไปกวนเขาขนาดนั้นแล้ว”


“ไม่ด่าหรอก เออแต่ถ้าเป็นเค้าจริง ๆ ก็ดีนะ”


คินเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ


คนในบทสนทนานั่น...หมายถึงเขาหรือเปล่านะ?

 

 

Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ [email protected]

Tags

Comments

Sticker
Comment
7 May 2020 03:40
Search @