รู้จักเธอคนนี้ให้มากขึ้น Johnnifer The Voice Season 3

รู้จักเธอคนนี้ให้มากขึ้น Johnnifer The Voice Season 3

จากช่างแต่งหน้า มาสู่การเป็นนักร้องมืออาชีพ จากเวที The Voice Thailand Season 3

06 June 2015
Peony
06 June 2015
เลือกอ่านตามหัวข้อ

สวัสดีค่ะ คราวที่แล้วเราได้รับคำแนะนำดี ๆ เรื่องการเตรียมตัวไปประกวดร้องเพลงจากพี่จอห์นนิเฟอร์ ไปแล้ว แถมยังได้เคล็ดลับในการแต่งหน้าอีก คราวนี้เรามาคุยเกี่ยวกับตัวพี่จอห์นกันดีกว่า ว่ามีอะไรที่เป็นแรงบันดาลใจให้มาประกวดร้องเพลงที่เวที The Voice Thailand ได้ ก่อนอื่นต้องขอให้พี่จอห์นแนะนำตัวเองกันก่อนเลยค่ะ


image_7886
- ที่มารูป: scontent.cdninstagram.com

ชื่อจริง : ปณต เรืองรัตนจินดา

ชื่อเล่น : จอห์นนี่ 

ปัจจุบันใช้ชื่อ จอห์นนิเฟอร์

ชื่ออื่นๆ : แอน  (ชื่อนี้มาจากเพื่อนๆ สมัยที่ยังเรียนมัธยมอยู่ที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน มาจากคำว่า ‘animal’) o[]O

การศึกษา : โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ชั้นป.1-ม.6 (12 ปี)

                 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คณะมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสารธุรกิจ

ชอบร้องเพลงมานานแล้วรึยัง?

พี่ชอบดนตรี ชอบเสียงเพลงตั้งแต่เด็ก มีจุดเปลี่ยนที่ทำให้มาร้องเพลงคือ ช่วงสมัยเด็กๆ อยากเรียนเปียโน สนิทกับอาจารย์ที่สอน เขาก็คิดแต่ค่าเรียน (ตอนนั้นฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี) อาจารย์บอกว่าพวกหนังสือหรือตำราไม่ต้องไปซื้อ เอาของครูไปซีร็อก แต่สุดท้ายคุณแม่มีเรื่องที่ต้องใช้เงิน ก็เลยไม่ได้เรียน พี่เลยคิดว่าจะทำยังไงให้ตัวเองเข้ามาอยู่ในสายดนตรีได้ เลยเลือกที่จะมาร้องเพลงแทน เป็นสิ่งที่คงไม่ต้องไปเรียนที่ไหน

ตอนเด็กๆ มีใครที่เป็นศิลปินในดวงใจ?

  • ตั้งแต่เด็กๆ เลยก็มี The Carpenters ค่ะ เป็นวงที่คุณพ่อเปิดให้ฟังบ่อย ท่านจะฟังเพลงสากลมาโดยตลอด ส่วนคุณแม่ก็จะชอบฟังเพลงลุกกรุง โดยเฉพาะของคุณศรีไศล สุชาติวุฒิ พี่ก็ชอบเหมือนกัน

image_7888

วง The Carpenters

- ที่มารูป: www.learnenglishthroughsongs.com
เพลงที่ชอบที่สุดของ The Carpenters คือเพลงอะไร?

เพลงที่นึกถึงอยู่ตลอดก็คือเพลง Close to you ค่ะ เหมือนเป็นเพลงหากินเลยก็ว่าได้

การร้องเพลงต้องใช้ฟิลลิ่ง ไม่ต่างจากศาสตร์การแสดงเลย มีวิธีอะไรที่ทำให้ตัวเองอินไปกับเพลงนั้นๆ?

  • อย่างแรกคือเราควรจะต้องเข้าใจเนื้อเพลง ความหมายของเพลงก่อน พยายามเข้าใจในทุกๆ คำเพื่อให้สื่ออารมณ์ออกมาได้มากที่สุด

กิจกรรมที่เคยทำ เกี่ยวกับการร้องเพลง

  • ตอนเด็กๆ ที่โรงเรียนจะมีจัด English Day พี่ชอบร้องเพลงประสานเสียงกับเพื่อนสนิทอีก 2 คน ช่วงนั้นมีไอดอลตอนเด็กๆ คือ “วงสาวสาวสาว” ครบ 3 คน พวกพี่ก็อุปโลกน์ตัวเองเป็นแอม แหม่ม ปุ้ม กันสุดฤทธิ์ อย่างพวกพี่จะเป็นแอน แหม่ม แก้ว (พี่เป็นแอน ตามที่ทราบกัน) ปัจจุบันก็ยังเรียกกันแบบนี้อยู่ (หัวเราะ) ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่าไลน์ประสานเสียงมันทำยังไง อาศัยการใช้หูฟังเอาล้วนๆ ซึ่งมันเป็นความโชคดีที่หูเราไม่เพี้ยน เวลาร้องเพลงเสียงเลยไม่เพี้ยนตามค่ะ จำได้แม่นเลย เพลงที่ชอบร้องคือเพลง Puff The Magic Dragon มีรุ่นพี่มาดีดกีต้าร์ให้ ทุกคนก็จำได้นะ เวลานึกถึงการร้องเพลงก็จะนึกถึงปณตขึ้นมาเลย

image_7895

วงสาวสาวสาวที่โด่งดังมากในอดีต จากซ้ายไปขวา แหม่ม > แอม > ปุ้ม

- ที่มารูป: image.dek-d.com

  • หลังจากจบจากกรุงเทพคริสเตียนก็ไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ช่วงปี 2 เพื่อนก็ชวนให้ไปเข้าแข่งขัน Coke Music Award ตอนนั้นชนะการประกวดประเภทวงดนตรีของมหาลัยก่อน แล้วก็ไปแข่งอีกทีที่หน้าห้างเวิร์ลเทรด(ปัจจุบันคือเซ็นทรัลเวิร์ล) แต่ไม่ได้ชนะค่ะ ได้รอง เค้าให้ร้อง 3 เพลง วงพี่ร้องเพลงแรกคือ November Rain เพลงที่สองเป็นเพลงที่พี่ร้อง คือเพลง I will survive (ร้องเพลงนี้ได้ตั้งแต่ตอนนั้นเลย เนื้อเพลงก็หายาก ต้องให้อาจารย์ฝรั่งช่วยแกะเนื้อให้) ส่วนเพลงที่สาม เป็นเพลงที่สมาชิกในวงแต่งขึ้นมาคือเพลง “ก้อนหินละเมอ” (เพลงของวง Soul After Six)

เพื่อนที่ร่วมประกวดวงดนตรีตอนนั้น ตั้งวง Soul After Six ขึ้นมา เพลงก้อนหินละเมอก็อยู่ในอัลบั้มแรกของ Soul After Six ตั้งแต่นั้นมา
- ที่มา: sistacafe.com
ทำไมไม่ไปร่วมในวง Soul After Six กับเพื่อนๆ?

เรามีความรู้สึกว่า สถานภาพอย่างเรา ณ ตอนนั้นคงไม่น่าจะ ไม่ค่อยมีความมั่นใจ เลยไม่ได้ไปคลุกคลีอะไรกับเค้า

image_7906

วง Soul After Six

- ที่มารูป: i.gtimg.cn
ช่วงเรียนจบไปทำงานอะไร?

  • จบมาปุ๊บตอนปี 2540 โชคดีที่ไม่ต้องไปหางาน เพราะมีญาติที่ทำโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ตามออเดอร์ญี่ปุ่น ส่งออกไปประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก ก็ทำงานอยู่ประมาณเกือบ 3 ปี ก็สนุกดีนะ เหมือนได้ทำทุกหน้าที่เลย (จริงๆ หน้าที่ของพี่คือทำเอกสารส่งออกค่ะ) ได้เจอลูกค้าญี่ปุ่นที่เราต้องไปเทคแคร์ (ช่วงเรียนมัธยม พี่ crazy เพลงญี่ปุ่น มีไปเรียนภาษาจนพูดสื่อสารได้นิดหน่อย) ก็พูดภาษาญี่ปุ่นสลับกับภาษาอังกฤษบ้าง

ทำงานมาได้สักพักก็เริ่มเบื่อ ประจวบเหมาะกับช่วงนั้นคุณแม่พี่จะเกษียณ พี่เลยกลับไปอยู่ที่เชียงราย ช่วยที่บ้านทำกิจการ Guest House แต่พี่ก็รู้สึกว่าไม่ชอบ อยู่ได้ไม่เกิน 2-3 เดือนก็เบื่อ คิดถึงเพื่อนที่กรุงเทพฯ เลยดิ้นรนเข้ามาหางานที่กรุงเทพฯนี่แหละ
- ที่มา: sistacafe.com
ชอบร้องเพลงเป็นชีวิตจิตใจขนาดนี้ แล้วทำไมถึงจับพลัดจับผลูมาเป็นช่างแต่งหน้าได้?
ช่วงที่พี่เข้ามาหางานในกรุงเทพฯ มีเพื่อนคนนึงชื่อ “พี่อั้น” เห็นว่าพี่ชอบศิลปะ การวาดเขียน เลยแนะนำให้ลองสมัครเรียนเป็นช่างแต่งหน้าดู ตอนนั้นพี่ยังงงเลยว่าเรียนแล้วใครจะมาจ้างเรา ไม่คิดว่าอาชีพช่างแต่งหน้าจะเป็นงานที่ทำเป็นจริงเป็นจังได้ แต่ก็ลองไปเรียนแต่งหน้าดูค่ะ
- ที่มา: sistacafe.com

  • ในช่วงที่เรียนแต่งหน้า มีเพื่อนผู้หญิงที่ทำงานร้องเพลงอยู่ในโรงแรมก็ชักชวนให้มาร้องเพลงแทนบ้าง (เค้ามีรับงานร้องเพลงในงานข้างนอกด้วย โดยเฉพาะช่วงปลายปีนี่ยุ่งเลย)  ก็เอาประสบการณ์ที่ copy วง The Carpenters ในเพลง Close to you นี่แหละมาร้อง แขกในโรงแรมก็ประทับใจ อาจเป็นเพราะพี่พูดภาษาอังกฤษได้อยู่แล้ว เลยมีการเอ็นเตอร์เทน พูดคุยกับแขกบ้าง จากตอนนั้นพี่ก็เลยได้ร้องเพลงอีกครั้ง แล้วก็เก็บเงินที่ได้จากการร้องเพลงไปเรียนแต่งหน้าที่ Makeup Studio ของ Covermark (เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว)

image_7912
- ที่มารูป: i.ytimg.com

  • ช่วงที่พี่เรียนแต่งหน้าที่ Covermark อาจารย์ก็เห็นว่าหน่วยก้านดี จบเร็ว เลยส่งให้ไปฝึกงานที่ช่อง 9 แต่งหน้าผู้ประกาศข่าว สมัยนั้นไม่ได้มีข่าว 24 ชั่วโมงเหมือนทุกวันนี้ มีแค่ช่วงเช้าก็หมดแล้ว ตกเย็นพี่ก็ต้องรีบออกจากช่อง 9 อสมท.กลับบ้านไปเตรียมตัวไปร้องเพลงต่อ (แล้วบ้านอยู่นู่นค่ะ เทพารักษ์) ร้องเพลงเสร็จประมาณเที่ยงคืน-ตี 1 บางทีก็มีงานเลี้ยงด้วย ตอนนั้นได้งานละ 350 บาทเองมั้ง ร้องกับวงที่เปิดเป็นคาราโอเกะ เปิดด้วยคอมพิวเตอร์ ก็จะมีหัวหน้าวงมาคอยคุม วันไหนมี 2 งานก็ได้ 700 แล้ว แต่งานที่ไปฝึกที่ช่อง 9 ได้วันละ 150 บาทเอง (แต่ก็ต้องทำค่ะ ดีกว่าไม่มีอะไรทำ)

ตอนนั้นแม่ก็เริ่มจิกแล้วว่าถ้าไม่ได้งานก็ต้องกลับเชียงรายไปช่วยงานที่บ้าน พี่ก็พยายามที่จะหางาน แต่ก็ยังหาไม่ได้ พี่ก็เลยบอกที่บ้านไปว่าเราทำงานเป็นช่างแต่งหน้าอยู่ แล้วก็ร้องเพลงด้วย แม่พี่ก็เลยตัดสินใจว่าให้แต่งหน้าไปละกัน ไม่อยากให้ทำงานกลางคืน เพราะมันอันตราย แต่ก็แต่งหน้าที่ช่อง 9 ไม่ถึง 2 เดือนค่ะ เพราะวันละ 150 บาทยังไงก็เอาไม่อยู่ ถ้าไม่ได้งานร้องเพลงช่วยนี่ก็แย่เลยนะ
- ที่มา: sistacafe.com
image_7913
- ที่มารูป: fbcdn-sphotos-g-a.akamaihd.net

พอออกจากช่อง 9 มาได้อาทิตย์กว่าๆ อาจารย์ที่สอนแต่งหน้าก็โทรมาให้ไปช่วยแต่งหน้าในงานงานนึง ต้องใช้ช่างเยอะ ตอนนั้นพี่ก็ตามเค้านั่งรถทัวร์ไป (เป็นรถแบบฉิ่งฉาบทัวร์ กระเทยเต็มไปหมดเลย) ตอนนั้นเองก็ไปเจอเพื่อนรุ่นพี่คนนึงที่เป็นคนชักนำให้เข้าสู่วงการแต่งหน้าอีกครั้ง จนถึงตอนนี้ก็ 16 ปีมาแล้วค่ะ(ตั้งแต่ปี 2542)

งานที่รับแต่งหน้าส่วนใหญ่เป็นการแต่งหน้าเนื่องในโอกาสอะไร?

สมัยที่ยังอยู่ช่อง 9 ก็มี contact กับทีมงานในนั้นบ้าง ก็จะมีแต่งหน้าสำหรับถ่ายรายการ ถ่ายหนัง ละคร ออกงานอีเว้นท์ มีมาเป็นช่วงๆ ค่ะ ได้แต่งหน้าดารามาก็หลายคน ส่วนมากจะเป็นงานอีเว้นท์นั่นแหละ

image_7915
- ที่มารูป: scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net
image_7916
- ที่มารูป: scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net
image_7917

แต่งหน้างานรับปริญญาก็มีนะคะ ^_^

- ที่มารูป: scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net

กลับมาเรื่องร้องเพลงกันบ้าง…

ทำไมถึงกลับมาร้องเพลง?

  • เป็นช่วงที่มี Facebook ค่ะ เจอเพื่อนๆ พี่ๆ ที่รู้จักเต็มไปหมด รวมถึงเพื่อนที่เล่นดนตรีด้วย เค้าก็มีถามว่ายังร้องเพลงอยู่มั้ย? แต่ก็ไม่ได้มีงานเยอะนะ อาจเป็นเพราะเราหลุดจากวงการของดนตรีมานานแล้ว เวลามีคนติดต่อให้ไปร้องเพลงก็จะเป็นลักษณะปากต่อปากกันซะมากกว่า

ชื่อ “จอห์นนิเฟอร์” มีแรงบันดาลใจมาจากอะไร?

  • มาจากศิลปินที่เรารักมากๆ คนนึง ก็คือ พี่ “เจนนิเฟอร์ คิ้ม” เพราะพี่รู้สึกว่าเค้าเป็นนักร้องผู้หญิงคนแรกที่ร้องเพลงอะไรๆ ก็ดูไม่น่าเบื่อ มีการอิมโพรไวส์และใส่ฟิลลิ่งตลอดเวลา เป็นการช่วยในการทลายกำแพงในการร้องเพลงของเราได้ดี ตัดความกลัวว่าเวลาร้องเพลงจะออกมาดูไม่สวย มีพี่คิ้มนี่แหละที่เปิดโลกทัศน์ให้กับเรา อย่างชื่อเล่นพี่จริงๆ ก็ชื่อ “จอห์นนี่” เลยคิดว่าใช้ชื่อ “จอห์นนิเฟอร์” ก็ได้เนอะ

image_7919

เจนนิเฟอร์ คิ้ม

- ที่มารูป: www.secret-thai.com
image_7926

พี่จอห์นฯ กับศิลปินในดวงใจ "เจนนิเฟอร์ คิ้ม"

- ที่มารูป: fbcdn-sphotos-d-a.akamaihd.net
ก่อนจะมาที่ The Voice พี่จอห์นเคยประกวดร้องเพลงที่ไหนมาก่อนมั้ย?

  • ไม่เคยเลยค่ะ เคยแต่ไป The Voice ใน Season 2 แต่ก็ไม่ติด มาติดตอน Season 3

มีแรงบันดาลใจอะไรที่ทำให้อยากมา The Voice?

  • ปีที่ผ่านมาก่อนจะตัดสินใจประกวด ก็มีหลายๆ เหตุการณ์เกิดขึ้น มีเพื่อนที่เรียนรุ่นเดียวกันเสียชีวิต บางคนช็อค เส้นเลือดฝอยในสมองแตก ประสบอุบัติเหตุก็มี ทำให้คิดว่า ทำไมชีวิตคนเรามันสั้นขนาดนี้ มีเคสนึงที่ทำให้ตัดสินใจไม่ยากเลย นั่นก็คือ เพื่อนพี่มีน้องชายอยู่คนนึง เค้าเสียชีวิตจากอุบัติเหตุตอนไปเรียนที่เมืองนอก หลังตอนที่เพื่อนพี่คนนี้ก็เสียชีวิต แถมยังมีลูกมีเมียทิ้งไว้ด้วย มันเป็นอะไรที่สะเทือนใจมากนะ 

ตอนนั้นพี่เลยคิดว่าอยากทำอะไรก็ทำเถอะ เพราะตายไปก็ไม่มีโอกาสได้ทำนะ มันจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ ก็ไม่เป็นไร ดีกว่าไม่ได้ลองทำอะไรเลย ไม่ลองก็ไม่รู้ พี่ก็เลยตัดสินใจเข้ามาประกวดค่ะ
- ที่มา: sistacafe.com
image_7930
- ที่มารูป: yt3.ggpht.com
The Voice ต่างกับเวทีการประกวดร้องเพลงอื่นยังไง?

  • พี่ว่าเค้าให้โอกาสหลายๆ อย่าง เช่น เพดานของอายุในการสมัครค่อนข้างกว้าง (ถึงอายุ 60 ปี ถ้าจำไม่ผิด) แล้วก็เลือกเสียงก่อนที่จะดูหน้าตา เราไม่ใช่คนหน้าตาดีอะไร เห็นแล้วมี First Impression เราเอาเสียงนี่ไปนี่แหละ มีแต่เสียงที่พอจะสู้กับเค้าได้ ตอนนั้นก็คิดว่าถ้ามันมีกฎเกณฑ์แบบนี้มันก็น่าจะเข้าไปลองดูนะ เผื่อจะได้มีโอกาสดีๆ โชคดีแบบคนอื่นเค้าบ้าง

image_7928
- ที่มารูป: static.tlcdn1.com
ทำไมถึงเลือกร้องเพลง Misty ในรอบ Blind Audition คะ?

ที่ถามในตอนแรกว่าชอบศิลปินคนไหน นอกจาก The Carpenters ก็จะชอบดนตรีแจ็ซของคนผิวดำ อย่าง Misty ต้นฉบับเป็นของ Ella Fitzgerald เป็นแม่แบบเลย พี่ชอบมาก ฟังแล้วประทับใจ เป็นเพลงแรกที่เราได้ฟังศิลปินคนนี้ร้อง

ถ้าเป็นเพลงไทย มีเพลงไหนที่พี่จอห์นชอบเป็นพิเศษมั้ย?

  • เพลงของพี่คิ้มค่ะ (เจนนิเฟอร์ คิ้ม) แนวป๊อบ-แจ๊ซเลยก็เป็นเพลง “คิดถึงเธอทุกทีที่อยู่คนเดียว” อยู่ตรงที่พี่คิ้มร้องแล้วมันดูมีเสน่ห์ ร้องกี่ครั้งก็ดูไม่ซ้ำซาก ทำให้คิดไปว่าถ้าเพลงได้มันทำได้แบบนี้ทุกเพลงก็คงจะดีนะ

จากการที่ได้ไป The Voice ใน season ที่ผ่านมา ได้รับอะไรจากรายการนี้บ้าง?

  • อย่างแรกก็คือ มีคนยอมรับในเสียงของเรามากขึ้น ได้เครดิตที่ดีในการร้องเพลง อย่างน้อยเค้าก็น่าจะชอบในความเป็นตัวเรา เหมือนมีอะไรมาการันตีถึงความสามารถของเรา (ประมาณว่าได้ Certificate) มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

image_7940
- ที่มารูป: scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net
จบรายการแล้วชีวิตเปลี่ยนไปยังไงบ้าง?

  • มีคนให้เกียรติมากขึ้น เป็นความรู้สึกที่ดี เป็นที่ยอมรับ ได้เพื่อนใหม่ๆ ที่ดี ทำให้มีรอยยิ้มมากขึ้น(ปกติเป็นคนยิ้มเก่งอยู่แล้วค่ะ) ที่สำคัญคือได้การยอมรับจากครอบครัวมากกว่าเดิม แต่ก่อนเค้าไม่ได้สนับสนุนหรือต่อต้านอะไร แต่เค้าก็คงคิดไม่ถึงเหมือนกันว่าเราจะมีอย่างทุกวันนี้ มาอยู่ถึงจุดนี้ได้

image_7942
- ที่มารูป: scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net
จะมีผลงานอะไรใหม่ ๆ ออกมาให้ชมให้ฟังกันบ้างมั้ย?

  • ตอนนี้กำลังจะมีซิงเกิ้ลออกมา 1 เพลง และภาพยนตร์ที่กำลังจะเล่นเรื่อง Timeline Next-Gen เป็นหนึ่งในตัวละครสำคัญที่ดำเนินเรื่อง และอาจจะได้ร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ด้วย ยังไงก็ฝากติดตามกันด้วยนะคะ

image_7944
- ที่มารูป: scontent-sin1-1.xx.fbcdn.net
สุดท้ายแล้วอยากให้พี่จอห์นให้กำลังใจ หรือฝากอะไรถึงผู้ที่อยากจะมาเวที The Voice ในรอบต่อไปหน่อยค่ะ

  • ถ้าเราคิดหรือมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนมีของ ไปลองดูเลยค่ะ เพราะรายการเค้าหยิบยื่นโอกาสให้เราแล้วส่วนนึง เรามีเวลาในการโฆษณาตัวเองอย่างเต็มที่ ทำไปเลย เพราะชีวิตคนเรามันสั้น ทำได้ก็ดี ถ้าทำไม่ได้ก็อย่ายอมแพ้ค่ะ ถ้าเราอยากจะทำในสิ่งที่เรารักต่อไป อย่างน้อยที่สุดเราก็ได้ประสบการณ์จากรายการ ได้เพื่อนใหม่ มิตรภาพที่ดีใหม่ๆ เอาให้เต็มที่ค่ะ

 

ได้ทราบเรื่องราวของพี่จอห์นนิเฟอร์ ก่อนจะมาเข้าสู่วงการดนตรีเต็มตัวอย่างทุกวันนี้ เป็นยังไงกันบ้างคะ? เห็นมั้ยว่าหากเราได้ทำอะไรที่ตัวเองรัก มันจะออกมาดีหรือว่าไม่ดี เราก็มีความสุขที่ได้ทำมันค่ะ หวังว่าเรื่องราวดีๆ แบบนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้กับชาว Sistacafe ทุกคนได้ทำตามความฝันกันต่อไปนะคะ โชคดีนะคะทุกคน ต้องลากันไปแล้ว สวัสดีค่ะ :)

Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ info@sistacafe.com

Tags

Comments

Sticker
Comment
Search @