หยุด อย่าหาทำ! 8 'พฤติกรรมน่าอี๋' ของสาวๆ สายบิวตี้ ดูแลผิวแบบนี้ หน้าจะพังก่อนวัยอันควร T[]T!

หยุด อย่าหาทำ! 8 'พฤติกรรมน่าอี๋' ของสาวๆ สายบิวตี้ ดูแลผิวแบบนี้ หน้าจะพังก่อนวัยอันควร T[]T!

อย่าาา หาาา ทำ!!!! ถ้าไม่อยากเจอสารพัดปัญหาผิว จนหน้าพัง หน้าแหกก่อนวัยนะคะซิสขา...

21 October 2020
Mollacake
21 October 2020
เลือกอ่านตามหัวข้อ


ฮัลโหลค่าาา สาวๆ SistaCafe สายความงามทั้งหลาย (♥ω♥ ) ~♪

ผู้หญิงสายบิวตี้อย่างเรา การมีกิจวัตรดูแลผิว หรือ Beauty Routine เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว แต่ละคนก็มีวิธีดูแลผิวหน้า ผิวตัวต่างกันออกไป แต่จะมีสักกี่คนที่มี Beauty Routine ที่ดีกับสุขภาพกายและสุขภาพผิวจริงๆ ไม่ใช่แค่ลองผลิตภัณฑ์ใหม่ไปวันๆ หรือเอาแค่ที่ตัวเองสะดวก? บางคนเอาเครื่องสำอาง สกินแคร์จาก Vlog เซเลบหรือไอดอลคนโปรดมาใช้ อาศัยว่าอยากใช้ของตามคนที่ชอบ โดยไม่ดูว่าเหมาะกับสภาพผิวของตัวเองรึเปล่าด้วยซ้ำ ความสะอาด รักษาสุขอนามัยก็ไม่ได้ใส่ใจเท่าที่ควร

จึงไม่แปลกที่ทำตามขั้นตอนเดียวกันทุกอย่าง แต่ผิวหน้าเขากับเราอาจไม่เหมือนกันเลย เพราะมันยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากที่มองไม่เห็น หนึ่งในนั้นก็คือ ' การละเลย / ดูแลผิวที่ไม่ถูกต้อง ' นั่นเองค่ะ หนักสุดคือไม่รู้ว่าที่ทำมันผิด! วันนี้เราจึงอยากพาสาวซิสมาส่อง ' 8 พฤติกรรมน่าอี๋ ของสาวๆ สายบิวตี้ที่เผลอทำโดยไม่รู้ตัว ' กัน สาวซิสคนไหนที่คิดว่าดูแลผิวดีแล้ว แต่ทำไมหน้ายังพัง สิวยังเห่อ ลองมาเช็คซิว่าเผลอทำแบบนี้กันหรือเปล่า??? บางทีนี่อาจจะเป็นสาเหตุก็ได้ค่ะ

1. ล้างหน้าไม่สะอาด ล้างไม่ถูกวิธีอีกต่างหาก
image_1009333
- ที่มารูป: www.img.in.th

ผิวหนังมนุษย์มีการผลัดเซลล์ผิวเก่า เกิดเซลล์ผิวใหม่ทุกวัน และในแต่ละวันไม่ว่าจะอยู่บ้านหรือออกไปข้างนอก ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีเซลล์ผิวที่ตายแล้ว น้ำมัน เหงื่อ มลภาวะที่มาเกาะตามผิวหน้า หากล้างหน้าไม่สะอาด ไม่ถูกวิธี สิ่งสกปรกบางส่วนก็จะยังติดค้างฝังแน่นที่ผิว อุดตันรูขุมขน นานไปก็เกิดการอักเสบ เป็นต้น้หตุของขนคุด สิว หรือแม้แต่สัญญาณของผิวแก่ก่อนวัย เช่นจุดด่างดำและริ้วรอยค่ะ ยิ่งถ้าเป็นสิ่งสกปรกที่มีพิษ มีเชื้อแบคทีเรียและไวรัสแอบแฝง หน้าจะติดเชื้อและเกิดเป็นโรคผิวหนังได้เลยทีเดียว


เครื่องสำอางและสกินแคร์ส่วนเกิน เมื่อเจอกับความร้อนและการทำกิจกรรมต่างๆ ระหว่างวัน เช่น ออกกำลังกาย ร่างกายจะผลิตน้ำมันส่วนเกินและเหงื่อออกมา ยิ่งถ้าเป็นกิจกรรมที่แชร์อุปกรณ์ร่วมกับคนอื่น ก็ยิ่งกระจายเชื้อโรคได้ง่ายกว่าเดิม ดังนั้นแนะนำให้ใช้สกินแคร์หรือเมคอัพทุกชนิดเป็นสูตร non-comedogenic ที่ไม่ก่อการอุดตัน ( โดยเฉพาะครีมกันแดด!! ) ล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์สูตรอ่อนโยนเช้า-เย็น หากเหงื่อออกหน้าหนักๆ ก็ควรล้างระหว่างวันด้วย ไม่ให้เหงื่อเกาะติดหน้านานเกินไปค่ะ

ช่วงเวลาล้างหน้าที่สำคัญที่สุดคือ " ตอนกลางคืน " เพราะผิวเจอสิ่งสกปรกมาทั้งวัน หากล้างได้สะอาดจะช่วยลดโอกาสในการเกิดสิว อย่าลืมย้ำช่วงรอบตา ใต้ตาให้ดี เพราะผิวบริเวณดวงตามักติดเชื้อแบคทีเรียได้ง่าย หากใช้รีมูฟเวอร์ไม่เกลี้ยง อายแชโดว์เอย มาสคาร่าเอย จึงควรล้างอย่างน้อย 2 ครั้ง แต่ล้างหน้ามากเกินไปก็ไม่ดี เพราะน้ำจะชำระล้างน้ำมันตามธรรมชาติออกไป ทำให้หน้าแห้ง เกิดริ้วรอยก่อนวัย ใช้น้ำอุณหภูมิอุ่นๆ ไม่ร้อนหรือเย็นจัด หลังล้างหน้าเสร็จ ให้ใช้ผ้าขนหนู หรือกระดาษเช็ดหน้าซับหน้าเบาๆ อย่าถูแรง! แล้วลงมอยส์เจอไรเซอร์ทันที เท่านี้ผิวก็สะอาด ไร้สิว ไม่เกิดริ้วรอยกวนใจค่ะ

2. นอนหลับข้ามคืน ทั้งที่เครื่องสำอางยังติดเต็มหน้า!
image_1009334
- ที่มารูป: www.img.in.th

สาวซิสหลายคนทำงานหนัก เดินทางก็ไกล ถึงบ้านมาก็เพลียสุดพลัง บางคนผล็อยหลับไปทั้งที่ยังไม่ได้ล้างหน้า ทั้งมาสคาร่า อายไลเนอร์ บลัชออน แป้งฝุ่นก็คาอยู่บนหน้าจนถึงเช้า สิวขึ้นพรึ่บพรั่บก็ไม่แปลก! การไม่ทำความสะอาดหน้าก่อนนอนคือการทำร้ายผิวขั้นรุนแรง ทั้งสิ่งสกปรก น้ำมัน เหงื่อ ฝังบนผิวทั้งวัน 12 ชั่วโมงก็ว่าแย่แล้ว นี่คูณเข้าไปอีกสองเท่า เท่ากับว่าสิ่งสกปรกอยู่บนหน้าเธอ 24 ชั่วโมงเต็มหรือนานกว่านั้น แค่คิดก็สยองแล้ว ถึงตอนเช้าจะล้างหน้า ทาครีมดีแค่ไหนก็สายเกินไปแล้วล่ะค่ะซิส

สายเมคอัพขอให้รู้ไว้ รองพื้นและไพรเมอร์สูตร oil-based นี่แหละ ตัวการทำผิวมันเป็นสิว เพราะต้องทาให้ทั่วผิวหน้า ซ้ำยังต้องตบแป้งทับให้อุดตันรูขุมขนขึ้นไปอีก เมื่อนอนหลับข้ามคืนโดยมีสิ่งเหล่านี้บนหน้า ก็ยิ่งเสริมให้สารอนุมูลอิสระเพิ่มมากขึ้น อีลาสตินบนผิวลดลง ทำให้หน้าแก่ก่อนวัย ใครเมคอัพตาหนักๆ ก็อาจส่งผลให้ระคายเคือง ตาบวม เป็นภูมิแพ้หรือตาติดเชื้อได้เลย

ดังนั้นไม่ว่าขี้เกียจหรือง่วงแค่ไหน ถ้าอยากผิวสวย จงเผื่อเวลาไว้ 10-20 นาทีมาล้างหน้าให้สะอาด ไม่มีข้อยกเว้น! ใช้คอตตอนบัดจุ่มเมคอัพรีมูฟเวอร์ เช็ดส่วนที่บอบบางบนหน้าก่อน แล้วค่อยชุบรีมูฟเวอร์ใส่สำลีแผ่นใหญ่เช็ดให้ทั่วหน้า ( หรือใช้แบบบาล์ม หรือแบบเจลล้างหน้าก็ดี ไม่เสียดสีผิว ) ก่อนจะล้างหน้าให้สะอาดเพื่อกำจัดสิ่งสกปรกและจุลินทรีย์ที่เหลืออยู่ วันไหนไม่ได้แต่งหน้าหนัก ไม่ได้แต่งตา และเวลาน้อยจริงๆ ก็ใช้ Makeup Wipes เช็ดทั่วหน้าแก้ขัดได้ ในกรณีที่เผลอหลับข้ามคืนไปแล้ว ตอนเช้าให้รีบล้างหน้าเร็วที่สุด ล้างสองครั้งและใช้โทนเนอร์เช็ดผิวอีกรอบด้วย ( แต่ต้องทำใจว่าผิวจะไม่ดีเท่าล้างออกตั้งแต่เมื่อคืนนะคะ ดังนั้นคราวหน้าล้างตั้งแต่แรกดีกว่านะ )

3. ใช้แปรงแต่งหน้าเป็นชาติแล้ว ก็ไม่เคยเอาไปล้าง!
image_1009335
- ที่มารูป: www.img.in.th

แค่คิดก็อี๋แล้ว! แต่งหน้าทุกวัน ใช้แปรงแต่งหน้าเซ็ตเดิมทุกวัน บางคนมีแค่เซ็ตเดียว ถ้าเอาไปล้างจะแห้งไม่ทันใช้วันรุ่งขึ้น เลยไม่ล้างซะเลย! ( มีคนคิดแบบนี้จริงๆ นะ... ) ผ่านไปหลายสัปดาห์จนเป็นหลักเดือน คุณเธอก็ยังใช้ซ้ำ ผงบลัช ผงแป้งบนแปรงเปลี่ยนเป็นสีตุ่นๆ บ่งบอกว่าใช้งานอย่างหนัก นี่เลยต้นเหตุของสิว! อยากผิวดีผิวสวย ต้องรักษาสุขอนามัยของแปรงด้วยเด้อ จะงบน้อยยังไง ถ้าแต่งหน้าบ่อยก็ต้องมีสองเซ็ตอย่างต่ำ เผื่อต้องเอาไปล้าง จะได้มีเซ็ตอื่นใช้ ดูอย่างดารา คนดังที่ต้องออกทีวีบ่อย บางทีต้องยกกล่องแปรง กล่องเมคอัพไปเองด้วยซ้ำ เพราะระวังเรื่องความสะอาดนี่ล่ะค่ะ

ถึงสาวๆ จะใช้แปรงหลังล้างหน้าเสร็จทุกครั้ง คิดว่าใช้กับผิวสะอาดตลอดไม่น่าเป็นอะไร แต่แน่ใจแค่ไหนว่าเราล้างหน้าสะอาดจริงๆ ไม่มีสิ่งสกปรก 100% เอาจริงแค่ล้างหน้าเสร็จ แต่งตัว มานั่งที่โต๊ะเครื่องแป้ง หน้าก็เริ่มมีสิ่งสกปรกจากอากาศมาเกาะแล้ว แถมแปรงแต่งหน้าก็สัมผัสกับผิวโดยตรง แตะๆ ปัดๆ ยิ่งถ้าคอนทัวร์แทบจะถูผิว ขนแปรงนี่ที่อยู่ของเชื้อโรคเลยค่ะ ใช้ไปนานๆ สิวอักเสบเอย รอยแดงเอย อาการระคายเคืองเอย มาเยี่ยมเยียนแน่นอนไม่ต้องสืบ เผลอๆ ติดเชื้อแบคทีเรียร้ายแรง ต้องไปหาหมอผิวหนังแทบไม่ทัน

เพื่อรักษาสุขภาพผิวหน้า จงหาเวลาเอาแปรงไปล้างอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพื่อกำจัดพิกเมนต์สี สิ่งสกปรก น้ำมันส่วนเกินจากขนแปรงให้หมดไป ใช้น้ำสบู่อ่อนๆ หรือน้ำยาล้างแปรงสูตรอ่อนโยน ซักให้สะอาดแล้วตากแดดให้แห้ง เดี๋ยวนี้ก็มีนวัตกรรมใหม่ๆ เป็นเครื่องใส่น้ำยา เอาขนแปรงจุ่มลงไปหมุนๆ ก็สะอาดเลย ไม่เปลืองแรง ก็ลองเลือกทางที่สะดวกกับตัวเองนะคะ

4. แชร์เครื่องสำอาง อุปกรณ์ความงามต่างๆ ร่วมกับคนอื่น
image_1009336
- ที่มารูป: www.img.in.th

โอย ไม่ได้ อย่าหาทำ! สาวๆ บางคนมีกลุ่มเพื่อนที่แชร์เครื่องสำอาง แปรงแต่งหน้ากันใช้เป็นประจำ อายแชโดว์พาเลทบ้าง แป้งฝุ่นบ้าง ( บางคนแชร์กระทั่งลิปสติกแท่งเดียวกัน เห้ย... ) หรือบางคนทำงานกองถ่ายที่ต้องแต่งหน้าบ่อยๆ เลยใช้แปรง ใช้เมคอัพร่วมกับคนเป็นสิบๆ ร้อยๆ อยู่ทุกวัน โดยเฉพาะเครื่องสำอางที่เป็น water-based หรือมีส่วนผสมของน้ำเยอะ ที่ส่วนจุ่มทาถอดเปลี่ยนไม่ได้ จะมีแนวโน้มที่แบคทีเรียเติบโตได้ง่ายขึ้น เช่น อายไลเนอร์ ลิปกลอสค่ะ

คิดดูสิ ใครหน้าสกปรก มีโรคติดเชื้ออะไรมาบ้างก็ไม่รู้ แล้วเอาแปรงมาถู มาปัดบนผิวของเรา เสี่ยงสิวขึ้นหรือโชคร้ายหน่อยก็หน้าติดเชื้อ ปากเป็นเริม ตาบวม ต้องไปหมอทายา ไม่คุ้มกับการประหยัดเครื่องสำอางเล้ย ทางที่ดีสุดคือไม่ควรแชร์เมคอัพและแปรงแต่งหน้ากับใคร แต่! ถ้ามีเหตุจำเป็นต้องแบ่งคนอื่นใช้จริงๆ ก็ต้องใช้ applicator ( ไม้จุ่มทา ) ของแต่ละคนที่สะอาดเอี่ยม และจุ่มใช้แค่ครั้งเดียว ห้ามจุ่มซ้ำ! หากแชร์แป้งฝุ่น ก็ต้องใช้แปรงที่สะอาดจริงๆ และทำความสะอาดด้วยสเปรย์แอลกอฮอล์ทุกครั้งก่อนใช้งานค่ะ

**คำเตือน : อุปกรณ์บางอย่าง จะสะอาดแค่ไหนก็ห้ามใช้ร่วมกันเด็ดขาด เพราะเสี่ยงเกิดรอยแผล เลือดออก ติดเชื้อ! เช่น มีดโกนขนคิ้ว แหนบถอนขนคิ้ว #จงระวัง!!

5. ใช้เครื่องสำอาง-สกินแคร์หมดอายุ เสียเป็นปีแล้วก็ยังใช้อยู่
image_1009337
- ที่มารูป: www.img.in.th

สาวๆ หลายคนเป็นพวกบ้าซื้อของใหม่ ทั้งที่ของเก่าก็กองเต็มบ้านอยู่แล้ว คอลเลคชั่นนี้ออก ยี่ห้อนั้นออกไลน์ใหม่ โอ๊ย ของมันต้องมี ซื้อเก็บไว้ก่อนเดี๋ยวว่ากัน ลงเอยด้วยกองเมคอัพ-สกินแคร์ กองพะเนินเป็นภูเขา แน่นอนว่าใช้ไม่ทัน สุดท้ายก็หมดอายุเป็นแถบๆ ! แต่ด้วยความเสียดายเงิน ไม่อยากทิ้ง ก็เลยทยอยใช้ของหมดอายุไปเรื่อยๆ จนหน้าเริ่มแหก สิวเริ่มเห่อก็ยังไม่รู้ว่าต้นเหตุมาจากอะไร ไม่เอาค่ะซิส ไม่ใช้ของหมดอายุค่ะ #กุมขมับ

ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอางยี่ห้อไหน สูตรใดก็ตาม มันจะมีประสิทธิภาพแค่ช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น นั่นคือก่อนหมดอายุ! เมื่อเลยช่วงนั้นไปแล้ว ส่วนผสมในเครื่องสำอางก็จะเสื่อมลงเรื่อยๆ ประสิทธิภาพแย่ลง หรือแย่หน่อยก็ทำให้ผิวระคายเคือง บวมแดงติดเชื้อได้ง่ายๆ เลย ให้จำไว้ขึ้นใจเลยว่า เมคอัพที่เป็นของเหลวต้องเปลี่ยนทุก 6 เดือน, ผงแป้งเปลี่ยนทุก 2 ปี, มาสคาร่าและลิควิดอายไลเนอร์ เปลี่ยนทุก 3 เดือนค่ะ ส่วนสกินแคร์ เนื้อเซรั่มเปลี่ยนทุก 6 เดือน-1 ปี, มอยส์เจอไรเซอร์ทุกชนิด 1 ปี และกันแดดทุก 2 ปีนะคะ


>> ควรเสริมอายุให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ด้วยการเก็บในที่แห้งและเย็น เพื่อไม่ให้ส่วนผสมข้างในเปลี่ยนสภาพเร็วเกินไป หากไปวางไว้ตากแดด เจออากาศร้อนหลอมละลาย ก็อาจหมดอายุก่อนวันที่พิมพ์ไว้บนฉลากได้เช่นกันค่ะ

6. กดสิว บีบสิวเองมั่วๆ แบบผิดวิธี (แถมมือสกปรกด้วย อี๋!)
image_1009338
- ที่มารูป: www.img.in.th

รู้แหละว่าคันไม้คันมือ ทนไม่ไหว! ยั่วยุเหลือเกินกับสิวหัวแดงๆ เป่งๆ น่าบีบเป็นที่สุด จนบางคนห้ามใจไม่ไหว ใช้มือสกปรกบีบสิวโลด ซึ่งอาจจะสะใจได้ชั่วคราวตอนหัวสิวหลุด แต่มาทนทุกข์กับรอยสิวต่อ หรือถ้าบีบไม่หมดก็อาจบวมแดง ติดเชื้อ อักเสบกว่าเดิม ไปหาหมอ ค่าทำเลเซอร์ ค่ายาอาจแพงกว่าไปกดสิวแบบเสียเงินด้วยซ้ำ เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่ายที่แท้จริง! 


เรื่องนี้แก้ไขได้เพียง " อย่าเอามือไปบีบมัน!! " ปล่อยไว้ตามธรรมชาติ ให้สิวสุกเต็มที่จนแตกไปเอง หรือใช้เจลแต้มสิวช่วยให้แห้งเร็วขึ้น หากเป็นสิวหัวดำไม่หลุดง่ายๆ ก็อาจใช้วิธีสครับตามธรรมชาติ หรืองบเยอะก็หาหมอผิวหนังเลย โดยปกติสิวจะหายเร็วหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสภาพผิว ไลฟ์สไตล์ สภาพอากาศ และความเครียดของคนคนนั้น ทั้งนี้ ถ้าทำทุกอย่างแล้วสิวก็ยังไม่หายแถมเป็นเยอะกว่าเดิม อาจเป็นที่ฮอร์โมนแล้ว ปรึกษาหมอให้เร็วที่สุดจะดีกว่าค่ะ

7. ไม่ค่อยสระผม 3-4 วันสระทีนึง หรืออาจจะนานกว่านั้น
image_1009339
- ที่มารูป: www.img.in.th

แหนะ ใครไม่ค่อยสระผมสารภาพมาซะดีๆ! ถึงจะบอกว่าผิวแห้ง ผมแห้งไม่มีเหงื่อ ก็เลยไม่สระก็เถอะ ( บางคนก็ผมยาว สระทีเป็นชั่วโมง เลยขี้เกียจสระบ่อย ) แต่เวลาออกไปข้างนอก เจอฝุ่นควันมลภาวะลงหนังศีรษะ มันก็มีสิ่งสกปรกติดมาอยู่ดี หรือบางคนก็เห็นอยู่ว่าผมมันเยิ้มจะแย่ แต่ด้วยความขี้เกียจก็ใช้แป้งเด็กโรยหัวไปวันๆ ถ้าใช้ช่วงฉุกเฉินน่ะไม่ว่าหรอก แต่ใช่บ่อย ผมจะยิ่งพันกันเป็นก้อน สังกะตังกินหัว แถมมีก้อนขาวๆ เหมือนรังแคเต็มหัวด้วย อย่าหาทำจ้า!

ไม่ถึงกับต้องสระทุกวันหรอก บ่อยเกินไปก็ทำให้หนังศีรษะแห้ง น้ำมันตามธรรมชาติหายไป เกิดรังแคได้เหมือนกัน สระ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์กำลังดี หรือบ่อยสุดก็วันเว้นวัน ใช้แชมพูสูตรอ่อนโยน และครีมนวดผม หลังจากนั้นใช้แปรงซี่ห่างๆ สางให้ผมไม่พันกัน แล้วปล่อยแห้งตามธรรมชาติ เลี่ยงการใช้ไดร์หรือเครื่องทำความร้อนกับเส้นผม เพื่อให้เกล็ดผมไม่เสียหายจนผมแห้งชี้ฟูนะคะ

**ทั้งนี้ หากสาวๆ เป็นสายเล่นกีฬา เข้าฟิตเนสทุกวัน จะสระทุกวันก็ได้ แต่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ในวันที่ผมไม่ได้สกปรกมาก ให้ล้างด้วยน้ำสะอาดและใช้แค่ครีมนวดผมเท่านั้น จะรักษาสุขภาพเส้นผมได้ดีกว่า

8. ไม่ใช้ไหมขัดฟัน เศษอาหารจิ๋วๆ ติดตามซอกฟันเพียบ!
image_1009832
- ที่มารูป: www.img.in.th

หน้าสวย ผิวดีแล้ว สุขภาพปากและฟันก็สำคัญ! เชื่อว่าอุปกรณ์จิ๋วๆ ที่เรียกว่า ' ไหมขัดฟัน ' ใครที่ผ่านการจัดฟันมาแล้วต้องเคยใช้อย่างแน่นอน แต่สาวๆ บางคนอาจไม่รู้จัก ทั้งที่เป็นไอเทมจำเป็นกับฟันมากๆ หลายคนชอบกินอาหารที่มีเส้นใยเยอะ จึงมีเศษอาหารเล็กๆ ติดตามซอกฟันโดยไม่รู้ตัว แม้จะใช้แปรงสีฟันยี่ห้อดีราคาแพง แปรงดีขนาดไหน ก็ยังมีโอกาสที่แปรงจะซอกซอนเข้าไปไม่ถึง เมื่อเศษอาหารเข้าไปติดนานๆ ก็ทำให้ฟันผุ ปวดฟันจนต้องวิ่งไปหาหมอฟันแทบไม่ทันนั่นเองค่ะ

ดังนั้นเพื่อเสริมสร้างบุคลิกภาพ ยิ้มสวยได้ไม่อายใคร เราขอให้สาวๆ ทุกคนพก ' ไหมขัดฟัน ' ไว้ในกระเป๋าเสมอ ควรใช้ทุกวัน อย่างน้อยวันละครั้ง ใช้ได้ทั้งระหว่างวัน และช่วงกลางคืนหลังแปรงฟันเสร็จก่อนนอน เพื่อเช็คสภาพฟันให้สะอาด กำจัดเศษอาหารและคราบพลัคให้หมดจด ใช้ไหมเบาๆ ขัดเบาๆ ก็พอนะคะ อย่าขัดฟันเอาเป็นเอาตาย เพราะการลงแรงเยอะไป ไหมจะไปขูดกับเนื้อเหงือก ทำให้เลือดออกได้น้า เอาแต่พอดีค่ะ (◍•ᴗ•◍)❤


------------------------------------
เรื่องมันก็ประมาณนี้ กับความพลาด ความโป๊ะของสาวๆ สายบิวตี้ทั้ง 8 อย่างที่มักเผลอทำในชีวิตประจำวันโดยไม่ตั้งใจ ( หรือตั้งใจแต่ไม่รู้ว่ามีผลเสียก็ตามแต่... ) แม้จะไม่ส่งผลทันที แต่เราขอยืนยันว่า ทั้งหมดในบทความนี้จะส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพกายและผิว เล็บ ฟันของเธอแน่นอนไม่มากก็น้อย รวมถึงแก้ข้อสงสัยว่าทำไม ( เหมือนจะ ) ดูแลตัวเองดีทุกอย่าง แต่ทำไมผิวไม่สวยซะที ฟันก็ผุบ่อย ผมมันก็มันเยิ้มตลอด ก็เพราะดีเทลเล็กๆ น้อยๆ ที่ละเลยไปนั่นเองค่ะ แก้ไขให้ถูกต้องเสียตั้งแต่ตอนนี้ จะได้มีผิวสวยๆ กล้ายิ้มสวย เพิ่มเสน่ห์ดึงดูดคนรอบข้างกันนะคะ เราเชื่อว่าสาวซิสทุกคนคือ ' คนสวย ' ขอแค่พยายาม!! 

Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ info@sistacafe.com
Search @