" Polyamory " เมื่อรักมีมากกว่า 1 ทำไมสังคมจึงตีตรา ? " ผิดมั้ยที่อยากรักใคร หลาย ๆ คน

" Polyamory " เมื่อรักมีมากกว่า 1 ทำไมสังคมจึงตีตรา ? " ผิดมั้ยที่อยากรักใคร หลาย ๆ คน

"เมื่อรักมีมากกว่า 1 สังคมจึงตีตรา" รักใครหลายคน ทำไมถึงเป็นคนไม่ดี ทำความรู้จักความสัมพันธ์แบบ " Polyamory " รักนี้ไม่ได้มีแค่เธอกับฉัน

17 September 2021
มะลิฉัตร [ Malichat ]
17 September 2021
เลือกอ่านตามหัวข้อ

Monogamy รักนี้มีแค่ เราสอง
Monogamy การมีคู่สมรสคนเดียว คู่ครองคนเดียว การรักเดียวใจเดียว

ตั้งแต่เด็กจนโต มนุษย์ Gen Y อย่างเรา (รวมถึงตัวผู้เขียน) ถูกปลูกฝังมาตลอดว่า ค่านิยมแบบ "Monogamy" หรือความสัมพันธ์แบบรักเดียวใจเดียว มีสามีเดียวภรรยาเดียวเป็นสิ่งที่ถูกต้องและสูงส่งที่สุดตามบรรทัดฐานทางสังคมในทุก ๆ ด้าน ทั้งด้านกฎหมาย ในรูปแบบของคู่สมรส (Marital monogamy) ด้านวิถีสังคม ในรูปแบบคู่ครอง, คู่รัก หรือการคบหาดูใจกัน (Social monogamy) รวมถึงด้านศีลธรรมเช่น ความเชื่อในรักเดียว, ความเชื่อเรื่องเนื้อคู่ แม้แต่คำสอนของบางศาสนา ก็มีการสอนให้รักเดียว เราต่างถูกสอนให้ซื่อสัตย์ ยึดมั่นในความรัก ต้องมีคู่รักคู่ครองเพียงคนเดียวและสามารถจดทะเบียนสมรสได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น หากจะมีอีกครั้ง ก็ต้องหลังที่เลิกลาและจบความสัมพันธ์ครั้งเก่าก่อนหรือสามารถนิยามว่า "Serial monogamy"[1]

Marital monogamy คู่ครองที่มีการแต่งงานกัน ทั้งแบบจดและไม่จดทะเบียนสมรส เช่น คู่สมรส, คู่สามีภรรยา, คู่สามี หรือคู่ภรรยา Social monogamy : คู่ครองที่มีความสัมพันธ์กัน คบหาดูใจกัน อยู่ร่วมกันโดยที่ยังไม่แต่งงานกัน เช่น คู่รัก แฟน หรือคู่หมั้น
Sexual monogamy  การมีความสัมพันธ์แบบคู่นอน มีเพศสัมพันธ์กัน โดยไม่มีกับผู้อื่นของจากคู่ของตน Serial monogamy  การมีความสัมพันธ์ครั้งละ คน ไม่ว่าระยะยาวหรือสั้น ต้องเลิกลากับความสัมพันธ์ครั้งเดิมก่อน ถึงจะเริ่มครั้งใหม่

จึงปฎิเสธไม่ได้เลยว่าในยุคของเรานั้น การเชิดชู ค่านิยมแบบ Monogamy นั้นฝังรากลึกมาก ๆ จนยากที่เราจะถอนรากถอนโคนค่านิยมนี้ออกจากจิตสำนึกของเรา เป็นเรื่องยากเหลือเกิน ที่เราจะยอมรับความสัมพันธ์รูปแบบอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากการมีรักเดียวใจเดียว หรือมีคู่ครองแบบคนเดียว หากให้ทุกคนลองจินตนาการถึงความรักในอุดมคติของตัวเอง เชื่อเหลือเกินว่า หลายคนต้องจินตนาการถึง ความรักที่มีแค่เราสอง ฉันและเธอ หากให้มีเธอ หรือใครอีกคน ความรักก็จะกลายเป็น เรื่องเศร้า หรือที่มาของวลี "รักสามเศร้า" ขึ้นมาทันที

"ใครล่ะอยากจะให้คนที่เรารัก ไปรักใครอีกคน ของของเรา ก็ย่อมเป็นของเรา จริงไหม ?"


image_1056473

"ของของเรา ก็ย่อมเป็นของเรา" หากมองในมิติของสัจธรรมโดยไม่ปรุงแต่งรสของความเชื่อ ความศรัทธาและไม่ไป romanticize เรื่องความรักแล้ว เราจะได้คำตอบว่า จริง ๆ แล้ว ไม่มีใครเป็นของใครเลย เราต่างเป็นตัวของตัวเอง "ไม่ได้ และ ไม่เคย" ตกเป็นของใครเลยด้วยซ้ำ เพียงแต่ "เราอาจจะตกเป็นส่วนนึงของ ผลึกค่านิยม แบบ Monogamy ต่างหาก รึเปล่า ? "

ในความเป็นจริง ค่านิยมเรื่องการครองรักนั้น เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดตามยุคสมัย หากย้อนกลับไปในอดีตตามประวัติศาสตร์ ในหลาย ๆ ระบบสังคมโบราณ รวมถึงไทย หรือ "สยาม" เอง ก็ไม่ได้มีค่านิยมแบบ Monogamy ตั้งแต่เดิม เราเพิ่งได้รับแนวคิดค่านิยม "Monogamy หรือแบบรักเดียวใจเดียว" ในช่วงยุคล่าอาณานิคมจากมหาอำนาจแบบตะวันตก ที่มองว่าครอบครัวแบบผัวเดียวเมียเดียวคือสิ่งที่แสดงถึงความศิวิไลซ์ และความก้าวหน้าของรัฐสมัยใหม่[2] และมองว่าการมีคู่ครองมากกว่าหนึ่ง หรือ Polygamy นั้นเป็นเรื่องล้าหลัง และป่าเถื่อน[3] จนเริ่มส่งอิทธิพลมากขึ้น ถึงในระดับที่ต้องผลักดันกฎหมายไทย สู่การแก้ไขกฎหมายให้ชายมีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายเพียงคนเดียวหลังปี พ.ศ. 2475 หรือไม่ถึงหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมาเลยด้วยซ้ำ

Polygamy แบบไทย ๆ ภายใต้สังคมปิตาธิปไตย
Polygamy มีสามีหรือภรรยา หรือคนรักหลายคน ในเวลาพร้อมกัน

หลายระบบสังคมสมัยโบราณรวมถึงสยาม เดิมทีมีค่านิยมแบบ "Polygamy" ซึ่งหมายถึงการมีสามี, ภรรยา หรือคนรักหลายคน ในเวลาพร้อมกัน โดยส่วนใหญ่จะเป็นแบบ "Polygyny" หรือผู้ชายที่มีภรรยาหรือคนรักหลายคนในเวลาพร้อมกัน[4] เราสามารถเห็นได้จากละครย้อนยุค วรรณคดี หรือในสังคมชั้นสูงในอดีต จะมีค่านิยมมากเมีย โดยที่ไม่ได้ผิดบรรทัดฐานทางสังคม ไม่ว่าจะด้านกฎหมายหรือหลักศาสนา[5] อย่างเช่น ศาสนาพุทธก็ไม่ได้เจาะจงว่า การมีมากเมีย ไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิด แต่จะผิดก็ต่อเมื่อ ผิดลูกผิดเมียผู้อื่นหรือเป็น "ชู้" และศาสนาอิสลามก็อนุญาตให้สามีสามารถมีภรรยาได้ถึง 4 คนโดยไม่ผิดหลักศาสนาเลย ในขณะที่ "Polyandry" หรือผู้หญิงที่มีสามีหรือคนรักหลายคนในเวลาพร้อมกันกลับพบน้อยมากเพียงไม่กี่ระบบสังคมในโลกนี้[6]

image_1056475

ระบบสังคมที่มีค่านิยมแบบ Polygyny นั้นหากเป็นฝ่ายหญิงบ้างที่มีสามีพร้อมกันหลายคนนั้น ถือเป็นเรื่องผิดมหันต์ เพียงแค่ปันใจให้ชายใดที่ไม่ใช่สามีของตน ก็ยังถูกสังคมตีตราทันทีว่าเป็น หญิงบาป หญิงชั่ว หญิงหลายใจทันที มีตัวอย่างให้เห็นในละคร และวรรณคดีไทยหลาย ๆ เรื่องเช่น นางวันทอง ตัวละครในเรื่องขุนช้างขุนแผน หากมองตัวละครนี้ผ่านมิติค่านิยมแบบ Monogamy ของสังคมปัจจุบันแล้ว นางวันทองไม่ได้ละเมิดบรรทัดทางสังคมแบบ Monogamy เลย เพราะเลิกกับขุนแผนก่อนที่จะครองคู่กับขุนช้างตามคอนเซปต์ของ Serial Monogamy หากแต่ขุนแผนมาลักพาตัวกลับไปภายหลัง เป็นที่มาของจุดจบที่ไม่ยุติธรรมเลย !

เมื่อลองมองตัวละครวันทองให้ลึกไปอีก จะเห็นว่าวันทองเป็นตัวอย่างของ "เหยื่อ" จากค่านิยมแบบ Polygyny ในสังคมระบบปิตาธิปไตย หรือสังคมชายเป็นใหญ่ที่มองว่า การที่ผู้ชายมีมากเมีย มากภรรยาช่วยเสริมอำนาจบารมี "เมียมาก บารมีมาก" และยังเป็นกระบวนการสืบทอดอำนาจของชนชั้นสูง การมีเมียมากนอกจากจะดูมีอำนาจแล้วก็มีโอกาสมีทายาทสืบทอดตระกูลมากขึ้น

image_1056556

เมื่อพาทุกคนย้อนจากปัจจุบันกลับไปสู่อดีต ก็เหมือนยิ่งตอกย้ำว่า ค่านิยมแบบ Monogamy ดูเหมือนจะเป็นรูปแบบความสัมพันธ์ที่น่ายกย่อง เป็นความรักในมโนคติที่โครตจะโรแมนติกเลย แต่อย่างที่บอกค่ะ อย่าเพิ่ง Romanticize ก่อน ! ถ้าหาลองพลิกอีกด้านนึงก็จะพบว่า Monogamy ก็ไม่ได้มีแต่ข้อดีเสมอไป บ่อยครั้งที่ค่านิยมนี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการตีตราผู้ที่ประพฤติต่าง เห็นต่าง อย่างที่ชาวตะวันตก มองว่าค่านิยม Polygamy ของชนพื้นเมือง ป่าเถื่อน ล้าหลัง ตรงนี้ผู้เขียนเองก็เห็นด้วยว่าล้าหลัง เพราะมองว่าค่านิยม Polygamy มีพื้นฐานมาจากความไม่เท่าเทียมกันของชายหญิง มักด้อยค่าและกดขี่อีกเพศอย่างไม่เป็นธรรม

แต่ถ้าหากพินิจพิเคราะห์ในมิติของปัจเจกบุคคลแล้ว หากว่าบรรดาภรรยาทั้งหลายต่างยินยอมพร้อมใจที่จะครองสามีร่วมกัน แล้วใช้ชีวิตแบบมีความสุข พึงพอใจในความสัมพันธ์แบบ Polygamy ล่ะ จะมองว่าเป็นสิทธิเสรีภาพได้รึเปล่า ?

"หรือจริง ๆ แล้ว รูปแบบความสัมพันธ์แบบ Polygamy ไม่ได้ล้าหลังเลย ถ้า ! เกิดจากความยินยอมพร้อมใจของทุกฝ่าย ?"

แต่สิ่งที่ทำให้ค่านิยมนี้ล้าหลังก็คือ ค่านิยมนี้ ดั๊นนนเกิดจากระบบสังคมแห่งความไม่เท่าเทียมต่างหากล่ะ 

Polyamory ผลึก "ค่านิยมมากรักรูปแบบใหม่" ในพื้นฐานสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียม
Polyamory การมีคนรักมากกว่าหนึ่งโดยไม่จำกัดเพศ ไม่จำกัดรูปแบบ โดยมีพื้นฐานจากความยินยอมพร้อมใจ, สิทธิเสรีภาพ และความเท่าเทียม

ในยุคปัจจุบัน ที่เราต่างมีอุดมคติให้ความสำคัญของเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมมาก ๆ หากรูปแบบความสัมพันธ์แบบ Polygamy เกิดจากความยินยอมพร้อมใจ (Consent) โดยไม่มีใครได้รับความเจ็บปวดจากค่านิยมนี้ และทุกคนต่างเลือกเองได้อย่างเท่าเทียม ไม่ว่าจะเพศไหน ๆ เราควรจะเปิดใจให้กับความสัมพันธ์แบบนี้ได้รึเปล่า ?

“ Polyamory” คือนิยามของความสัมพันธ์ที่เราสามารถมีคนรักได้หลายคนไม่ว่าเพศไหน ซึ่งสิ่งที่แตกต่างจาก Polygamy ก็คือ Polyamory ยึดหลักความยินยอมพร้อมใจของทุกฝ่ายหรือ Consent[7] และ สามารถเกิดขึ้นได้อย่างเท่าเทียมไม่ว่าเพศไหนก็ตาม ในขณะที่ Polygamy ไม่ได้ยึดเรื่องพวกนี้เลย มีเพศหนึ่งเพศใดเป็นศูนย์กลาง และอาจจะไม่ได้เกิดจากความยินยอมพร้อมใจก็ได้


ดั้งนั้น "Polyamory ≠ Polygamy"

เรียกได้ว่า Polyamory คือผลึกของ “ค่านิยมมากรักรูปแบบใหม่” ในพื้นฐานสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมนั่นเองค่ะ

image_1056558

Polyamory อาจจะเป็นเรื่องใหม่มาก แต่ใด ๆ ก็คือไม่ควรถูกมองว่าแปลก หากเราคิดว่าเราให้ความสำคัญกับสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมจริง ๆ เราก็ควรเปิดใจให้กับทุกรูปแบบความสัมพันธ์ ที่ไม่ได้ขัดต่อสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียม

อาจจะเป็นเรื่องยากหน่อยถ้าเรายังยึดหลักของค่านิยมแบบรักเดียวใจเดียวอยู่ ลองเปิดใจให้กว้าง และยอมรับความจริงเถอะว่า เราไม่จำเป็นต้องมีรักเดียวเสมอไป

"จริง ๆ แล้วนางวันทอง ไม่จำเป็นต้องเลือกเลยระหว่างขุนแผนแสนรัก หรือขุนช้างที่แสนดี หากทั้ง 3 ตกลงปลงใจกันที่จะอยู่แบบ 3 คนเมียผัว โดยที่ไม่มีใครต้องสูญเสียหรือเจ็บปวด" บางทีความสัมพันธ์แบบ Polyamory อาจจะมีข้อดี ไม่ต่างอะไรกับ Monogamy เลย 

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ไม่ว่าจะความสัมพันธ์รูปแบบไหน สิ่งที่ยังสำคัญที่สุดก็คือ จะต้องเกิดจากการตกลงปลงใจ ยินยอมพร้อมใจ ซื่อสัตย์ เชื่อใจและเข้าใจกัน โดยที่ไม่ต้องมีฝ่ายไหนต้องเสียใจและเจ็บปวด

อ้างอิงข้อมูลจาก
Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ [email protected]

Tags

Comments

Sticker
Comment
19 September 2021 08:34
19 September 2021 04:22
17 September 2021 11:37
Search @