1. SistaCafe
  2. ชวนคุยยังไงดี ? ทริก (ไม่) ลับจีบยังไงให้เขาประทับใจ ฉบับคนคุยไม่เก่ง

ฮัลโหล~ สวัสดีค่าชาวซิสและสวัสดีนักอ่านที่แวะเวียนเข้ามาอ่านทุกคนเลยน้า บทความนี้เรามาว่ากันด้วยเรื่องของ "วิธีชวนคุย เริ่มยังไงดี ?" เชื่อว่าหลาย ๆ คนเวลาชอบใครหรืออยากจะจีบใครก็อยากจะชวนเขาคุยกันใช่ไหมล่ะคะ แต่ว่าเป็นคนคุยไม่เก่งเอาซะเลยก็เลยไม่รู้ว่าควรจะเริ่มยังไงดี ควรทำอะไรบ้าง งั้นเอาแบบนี้ไหมคะ...เรามาเรียนรู้เรื่องนี้ไปพร้อม ๆ กันเลยดีกว่า เอาตั้งแต่เรื่องของความสัมพันธ์และการทำความรู้จักในยุคนี้เลยว่ามันมีอะไรบ้าง แล้วมีวิธีชวนคุยยังไงบ้าง หัวข้อไหนบ้างที่จะช่วยทำให้บทสนทนาไหลลื่น หัวข้อไหนเลี่ยงได้เลี่ยง พร้อมตอบคำถามยอดฮิตที่หลาย ๆ คนสงสัยกันแบบฉ่ำ ๆ ไปเลย ว่ามาถึงตรงนี้หลายคนก็อยากจะรู้แล้วล่ะซี่ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาก็เลื่อนจอมาอ่านกันให้ไวเลยค่า!

เลือกอ่านตามหัวข้อ

Profile picture of parae

parae

บรรณาธิการ/Supervisor

Content Manager

นักคิดนักเขียนผู้มีประสบการณ์ด้านเนื้อหาบิวตี้ ไลฟ์สไตล์ และสุขภาพในออนไลน์กว่า 10 ปี

เทรนด์รูปแบบความสัมพันธ์และการทำความรู้จักกัน 2025

ก่อนจะเริ่มมีความสัมพันธ์ เราลองมาทำความรู้จักรูปแบบความสัมพันธ์ต่าง ๆ ที่กำลังเป็นเทรนด์ในช่วงนี้กันก่อนดีกว่า จะได้รู้ว่าในปัจจุบันนี้มันมีความสัมพันธ์แบบไหนบ้างที่กำลังเป็นเทรนด์ แถมยังได้สังเกตรูปแบบความสัมพันธ์ของตัวเองที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วย ซึ่งเราได้ทำการรวบรวมข้อมูลในโซเชียลมีเดียต่าง ๆ รวมไปถึงรวบรวมจากเว็บไซต์ Bumble (เว็บไซต์หาคู่ชื่อดังที่เน้นให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาก่อน) มาให้ทุกคนแล้ว แต่ละความสัมพันธ์คืออะไรมาทำความเข้าใจกันเล้ย~

  • Contra-Dating : การออกเดตกับคนที่ไม่ใช่สเปก ออกเดตกับคนที่แตกต่างจากที่ตัวเองเคยชอบ เป็นการเปิดมุมมองตัวเองให้กว้างขึ้น ได้พบคนใหม่ ๆ มากขึ้นและยังได้โอกาสใหม่ ๆ มากขึ้นด้วย
  • Reels Relationship : การส่ง Reels หรือคลิปสั้นให้กันในแชตทุก ๆ วัน นับเป็นการแชร์เรื่องราวต่าง ๆ ไม่ว่าจะความชอบ ความบันเทิง ความสนใจต่าง ๆ ให้อีกฝ่ายรับรู้ว่าเราชอบหรือสนใจอะไร อีกทั้งยังได้รู้ด้วยว่าอีกฝ่ายชอบและสนใจอะไร
  • Multi-dating : การออกเดตพร้อมกันหลาย ๆ คนแต่ทุกคนที่เราเดตด้วยจะต้องรับรู้การกระทำนี้ เช่น เรากำลังเดตกับคน 2 คนพร้อมกัน คือ A และ B คุณ A จะต้องรู้ว่าเราเดตกับ B และคุณ B ก็ต้องรู้ว่าเราเดตกับคุณ A นั่นเองค่ะ
  • Soft Launch : การคบกัน/รักกันแบบไม่ได้เปิดตัวแรง ลงรูปพอให้คนเห็นและเดาได้ว่ามีแฟนแล้ว ไม่ได้ตั้งใจลงอวดแบบให้เห็นหน้าชัด ๆ
  • Micro-mance : การจีบกันหรือคบกันแบบโรแมนติกเบา ๆ ไม่ต้องหวานเจี๊ยบแต่ขอหวานสักหน่อย จะทำให้ความสัมพันธ์ยืดยาวขึ้น กระชุ่มกระชวยหัวใจมากขึ้นอีกด้วย
  • Male-Casting : การให้เพื่อนผู้ชายไปเดตด้วยจะได้ช่วยคัดกรองอีกฝ่าย ก็คือพาเพื่อนผู้ชายไปด้วยตอนที่ออกเดต เพื่อให้เพื่อนผู้ชายคอยเช็กและคอยสังเกตให้ว่าผู้ชายที่มาเดตกับเราเนี่ยโอเคไหม ท่าทางต่าง ๆ เป็นยังไง พูดง่าย ๆ ฟีลผีเห็นผี ผู้ชายมองกันออกอะไรแบบนั้นนะคะ
  • Future-Proofing : การคุยเรื่องของอนาคตต่าง ๆ ตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ที่เริ่มทำความรู้จักกัน ไม่ว่าจะเป็นแผนการเงิน การมีลูก หน้าที่การงานต่าง ๆ เพราะบางคนรู้สึกว่าสิ่งนี้มันสำคัญมาก ๆ จะต้องเช็กให้ชัวร์แต่แรกไปเลย
  • On The Same (Fan) Page : การอยู่ในวงโคจรที่มีความชอบเดียวกัน ไม่ว่าจะกลุ่มในเฟซบุ๊ก คอมมูนิตี้ต่าง ๆ หรือการอยู่ใน Open Chat ของกลุ่มแฟนคลับ/คนที่สนใจสิ่งเดียวกัน การอยู่ในวงโคจรที่ชอบอะไรเหมือน ๆ กันก็ทำให้มีโอกาสพัฒนาความสัมพันธ์ได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
  • DWM (Date With Me) : การบอกหรือแชร์เรื่องการเดตของเราตั้งแต่เริ่มเดตไปจนถึงหลังจากเดต ฟีลคล้าย ๆ การทำ GRWM (Get Ready With Me) อะไรแบบนั้นเลยนะคะ เป็นการแชร์มุมมองการไปเดตของคนโสดที่กำลังหาคู่กันว่าฉันเจออะไรมา เธอเจออะไรมานั่นเอง
  • Ghosting : การที่จู่ ๆ คนคุย/คนรักหายไปแบบกะทันหันไม่ตอบกลับ ไม่บอกไม่กล่าว หายไปเหมือนกับผีที่หายตัว
  • Breadcrumbing : แปลตรงตัวว่าการโปรยเศษขนมปัง ซึ่งเป็นการเรียกความสัมพันธ์แบบจีบไปเรื่อย คุยไปเรื่อยแต่ไม่ได้คิดจะจริงจังกับใคร
  • Love Bombing : การทุ่มเทให้ความรัก ความเอาใจใส่ต่าง ๆ แบบสุดตัวในช่วงแรกที่รู้จักกัน โน้้มน้าวให้เราเชื่อใจจนตกหลุมรัก แล้วค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นคนละคนเมื่อเราตกหลุมรักเขาแล้ว
  • Situationship : พูดง่าย ๆ คือคุยกันแต่ไม่มีสถานะ ฟีลมากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน ทำนั่นนี่โรแมนติกเหมือนแฟนมากแต่ยังไม่ใช่นะเออ
  • Friends With Benefits (FWB) : การมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง (มีเพศสัมพันธ์) แต่ไม่ได้มีสถานะต่อกันนอกจากคำว่าเพื่อน แค่แลกเปลี่ยนความต้องการของกันและกันเท่านั้น ไม่มีสานต่อความสัมพันธ์นอกรอบแต่เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่ได้จบแค่ในวันเดียว ยังมีความเป็นเพื่อนกันอยู่และจะต้องมีข้อตกลงระหว่างกันและกันที่ชัดเจนด้วย
  • One Night Stand (ONS) : การมีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง (มีเพศสัมพันธ์) แบบคืนเดียวจบ แลกเปลี่ยนกันแล้วแยกย้าย

เรียกได้ว่าในยุคปัจจุบันมีความสัมพันธ์ที่มีชื่อเรียกเยอะแยะมากมายเลยนะคะ ซึ่งอาจมาจากปัจจัยหลาย ๆ อย่าง เช่น เทคโนโลยีที่เข้ามาทำให้การพบปะผู้คนเป็นไปได้มากขึ้น กว้างขึ้น เจอคนที่ตรงสเปกง่ายขึ้น เจอคนที่ชอบอะไรเหมือน ๆ กันง่ายขึ้นเลยทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่มีทั้งเจอคนที่ใช่ไปเลยหรือไม่ก็คุยเป็นวงกว้างเยอะขึ้น คุยหลายคนเยอะขึ้น มีความรู้สึกฉาบฉวยไม่ลึกซึ้งมากขึ้นเพราะทุกอย่างรวดเร็วไม่ต้องรอคอยแบบสมัยก่อนที่จะคุยกันแต่ละครั้งต้องรอจดหมายบ้างล่ะ ต้องรอโทรศัพท์บ้างล่ะ ไหนจะเรื่องของสภาพสังคมที่ทุกคนเปิดเผยความเป็นตัวเองมากขึ้น กล้าแสดงออกมากขึ้น สามารถดูในโซเชียลมีเดียคร่าว ๆ ได้เลยไม่ต้องคุยก็พอจะคาดเดาความชอบ/ความสนใจได้จึงทำให้ความสัมพันธ์มันเริ่มต้นง่ายขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก ๆ อีกทั้งเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่ทำให้คนบางกลุ่มไม่ได้อยากมีความสัมพันธ์ที่ยึดติด ซึ่งหมายถึงการแต่งงานไปจนถึงการมีลูก แต่ในอีกมุมกลับกันคนบางกลุ่มก็อยากมีความสัมพันธ์ที่ดี ๆ มั่นคงไปเลย

และล่าสุดทางคุณเมลิสซ่า ฮ็อบลีย์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของ Tinder (แอปพลิเคชันหาคู่ชื่อดัง) ก็ได้ออกมาเปิดเผยว่าในปี 2569 ที่จะถึงนี้เทรนด์ของคนโสดรุ่นใหม่แบบชาวเจน Z มากกว่า 50% (ทั้งในไทยและทั่วโลก) กำลังเปิดใจกว้างมองหาความสัมพันธ์ที่จริงจังมากขึ้นแต่ก็ไม่ได้กดดันมากมาย เน้นความสบาย ๆ แต่ต้องชัดเจนไม่คลุมเครือ ซื่อสัตย์ สื่อสารตรงไปตรงมาและต้องมีความฉลาดทางด้านอารมณ์มากกว่าเดิม ที่สำคัญคือต้องไม่วิเคราะห์คู่เดตมากจนเกินไปด้วย ก็เลยทำให้เทรนด์ความสัมพันธ์ต่าง ๆ ในปี 2025 ที่เรารวบรวมมาจะเน้นไปที่ความสัมพันธ์แบบจริงจังและยั่งยืนมากกว่านั่นเอง



สไตล์การจีบยอดฮิต 2025

ซึ่งคนที่อยากมีความสัมพันธ์ที่ดี ๆ ก็จะต้องเริ่มจากการเริ่มจีบ เริ่มคุยและทำความรู้จักกันใช่ไหมล่ะคะ แน่นอนว่าในปี 2025 เนี่ยรูปแบบการทำความรู้จักมันเปลี่ยนไปจากยุคก่อน ๆ มากแล้ว ซึ่งยุคนี้วิธีการทำความรู้จักเพื่อเริ่มต้นความสัมพันธ์ก็จมักจะเกิดจากการ...

  • ขอ Instagram : ยุคนี้ไม่ขอเบอร์ ขอเฟซ แลกไลน์กันแล้วนะเพราะเขารู้สึกว่ามันเป็นของส่วนตัวมากเกินไป ส่วนใหญ่จะแลกไอจีกันมากกว่าเพราะเป็นพื้นที่สาธารณะ เห็นหน้าค่าตาในรูปที่ลง เห็นไลฟ์สไตล์ชีวิตในไอจีสตอรี่ วิธีการนี้เด็ก ๆ เจนใหม่ ๆ บอกว่าโอเคกว่าขอเบอร์ แลกไลน์ แลกเฟซกันมาก ๆ เลยนะคะ เพราะวิธีการที่ว่ามันเชยไปซะแล้วนะซี่
  • Reply IG Story : หลังจากได้ไอจีหรืออินสตาแกรมกันไปแล้วจะให้ทักไปคุยสวัสดีค่า/สวัสดีครับเลยก็ไม่ได้อีกนั่นแหละค่ะ คนยุคนี้เขาจะรู้สึกแปลก ๆ รู้สึกเหมือนมันเป็นวิธีเข้าหาที่ตรงเกินไป ควรจะเนียน ๆ อ้อม ๆ ดีกว่า ซึ่งวิธีที่ว่าก็คือวิธีการคือให้เรารีพลายสตอรีในการชวนคุย เช่น เขาลงรูปไปคาเฟ่ที่นึง ถ้าเรารู้ว่าเป็นร้านไหนก็ทักเปิดไปเลยว่า "ใช่ร้าน...ไหม?" / "ร้านอะไรเหรอ?" เป็นต้น ก็เป็นการเริ่มต้นบทสนทนาที่ตรงจุดและทำให้บทสนทนาลื่นไหลได้ง่ายด้วยนะคะ แล้วคนยุคนี้ก็แฮปปี้มากด้วยเพราะเป็นการเริ่มต้นแบบเนียน ๆ ดูสบาย ๆ ไม่ทางการเกินไปด้วยค่ะ
  • คุยใน DM ใน Instagram : หลังจากทักไปครั้งแรกแล้ว ถ้าอยากคุยอีกจะทักใน DM ของไอจีซ้ำก็จะไม่ค่อยแปลกแล้วนะคะ สามารถทักได้เลยหรือรีพลายสตอรี่บ่อย ๆ ก็ได้เหมือนกัน เนื่องจากในยุคนี้ไม่ค่อยจีบกันในไลน์แล้วนะคะเพราะอย่างที่บอกไปเลยว่าไลน์ เฟซบุ๊กต่าง ๆ มันค่อนข้างส่วนตัว การเริ่มจากไอจีก่อนจะทำให้รู้สึกสบาย อาจจะต้องคุยไปสักระยะนึงก่อนให้ชัวร์หรือดูมีแววจะไปต่อสุด ๆ แล้วค่อยแลกไลน์กันอีกทีค่ะ วิธีการนี้เวิร์กแน่นอนนะคะเพราะเป็นการพูดคุยแบบเนียน ๆ ถือว่าไม่กระโตกกระตากหรือดูทื่อ ๆ เกินไป
  • Speed Dating : นอกจากการทำความรู้จักในโซเชียลแล้ว การทำความรู้จักแบบเห็นหน้าค่าตาก็ยังมีอยู่นะคะ แต่มักจะจัดเป็นอีเวนท์เลย ซึ่งในไทยจะนิยมทำแบบ Speed Dating หรือก็คือการทำความรู้จักด้วยการคุยกันประมาณ 5 นาที/คน เป็นการคุยกันคร่าว ๆ แล้วก็สลับคนไปเรื่อย ๆ วนจนครบแล้วถ้าคลิกกับใครก็ค่อยไปทำความรู้จักกันต่อนั่นเองค่า ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่ประเทศเกาหลีใต้นิยมกันมาก ๆ ด้วยนะคะ ส่วนผลลัพธ์สำหรับบางคนก็ถือว่าดีค่ะ สั้น ๆ แต่คลิกเลยก็มี แต่สำหรับบางคนรู้สึกว่าเวลามันน้อยไปหน่อยกำลังจะคลิกแต่ต้องเปลี่ยนคนซะก่อน เสียดายโอกาสไปเลย
  • Slow Dating : คล้าย ๆ กับ Speed Dating เลยค่ะ มักจะจัดเป็นอีเวนท์ แต่จะแตกต่างกันก็ตรงที่การ Slow Dating หรือ Slow Burn Dating จะใช้เวลาในการทำความรู้จักนานกว่า ค่อยเป็นค่อยไปกว่า เน้นการทำกิจกรรมร่วมกัน จุดเริ่มต้นก็มาจากสายเฮลตี้ซะส่วนใหญ่นะคะ เช่น การไปวิ่งมาราธอน เป็นต้น ทำให้ได้เจอกันคนที่มีความชอบเหมือน ๆ กัน มีกิจกรรมให้ทำร่วมกัน ค่อย ๆ ทำความรู้จักกันไป เป็นอีกวิธีที่เห็นผลได้ดีมาก ๆ วิธีนึงเลยนะคะ

เทคโนโลยีเปลี่ยนไป โซเชียลมีเดียใหม่ ๆ ก็เข้ามามากมายเลยทำให้วิธีการจีบในยุคนี้เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมาก ๆ นะคะ สำหรับใครที่อยากจะเริ่มจีบใครสักคนใช้วิธีการพวกนี้บวกกับวิธีชวนคุยที่เราจะแนะนำต่อไปนี้มารวมกันได้เลย รับรองว่าไหลลื่น ความสัมพันธ์พัฒนาแน่น้อน!


วิธีชวนคุยสำหรับคนคุยไม่เก่ง ให้เขาแอบประทับใจ

อยากจะเริ่มทักทายเซย์ฮายแต่ก็คุยไม่เก่งไม่รู้ว่าควรจะเริ่มยังไงดี งั้นเราก็มีวิธีดี ๆ มาแนะนำให้ชาวซิสลองเอาไปชวนคุยกับคนในใจกันค่ะ จะมีวิธีอะไรบ้างนั้นเดี๋ยวเราจะพาไปส่องกันแน่นอน แต่ ๆ อยากขอแนะนำอะไรสุดจะพื้นฐ้านพื้นฐานก่อนเลย นั่นก็คือเราควรทักทายอีกฝ่ายอย่างจริงจังและจริงใจก่อนเลยนะคะ จริงจังที่ว่าไม่ใช่พูดขึงขังเป็นทหารอะไรแบบนั้นนะเออ แต่หมายถึงการพูดที่ชัดถ้อยชัดคำหรือการพิมพ์ที่ถูกต้องหรือไม่วิบัติจนเกินไป ซึ่งสิ่งนี้สำคัญมาก ๆ เลยนะคะ เพราะเปิดตัวดีมีชัยไปกว่าครึ่ง ดังนั้นเปิดตัวให้ดี พูดให้ชัดถ้อยชัดคำ พิมพ์ให้ถูกต้องหลังจากนั้นก็มาดูวิธีการชวนคุยด้านล่างกันต่อเลยจ้า~



  • ชวนคุยด้วยคำถามปลายเปิด : เช่น ความสนใจ (เพลง, ภาพยนตร์, การ์ตูน, ดารา/นักร้อง, กีฬา, หนังสือ ฯลฯ) / การเรียนหรือการทำงาน / เรื่องราวในชีวิตประจำวัน เป็นต้น การชวนคุยด้วยคำถามปลายเปิดพวกนี้จะทำให้บทสนทนาไหลลื่นไปได้มาก ๆ เลยนะคะ บอกเลยว่าถ้ามันลงล็อกละก็คุยเพลิน คุยยาวสุด ๆ ยิ่งถ้าคำถามปลายเปิดดันมีความคล้ายคลึงกับเราด้วยนี่ไหลลื่นคุยได้เป็นวันแน่น้อน!
  • ชวนคุยเรื่องงานอดิเรก : ถามไถ่ต่อเลยค่ะว่างานอดิเรกปกติชอบทำอะไร ถ้ามันเกี่ยวข้องกับความสนใจก็จะยิ่งทำให้บทสนทนาไหลลื่นมากยิ่งขึ้นด้วยนะคะ เช่น ถามว่าเขาชอบอะไรแล้วเขาตอบมาว่าชอบเกี่ยวกับภาพยนตร์ แล้วถามไปถึงงานอดิเรกของเขาแล้วเขาตอบมาว่าชอบไปดูหนัง ก็ลองชวนคุยให้เขาแนะนำหนังสนุก ๆ ให้หน่อยหรือถามว่าเขาชอบหนังแนวไหน ชอบเรื่องอะไรก็ได้นะคะ เชื่อว่าเดี๋ยวบทสนทนาไหลลื่นคำถามต่าง ๆ มันก็จะค่อย ๆ ผุดขึ้นมาในหัวเรื่อย ๆ แน่นอนเลยล่ะ
  • ใช้การ์ดคำถามสร้างบทสนทนา : สิ่งนี้เรียกได้ว่าหลายคนอาจจะไม่คุ้นชินแต่มันมีอยู่จริงนะเออ นั่นก็คือชุดการ์ดคำถามนั่นเอง สามารถหาซื้อได้ในช่องทางออนไลน์ต่าง ๆ ได้เลย เขาจะมีเป็น Boxset เลยนะคะ เป็นการสุ่มเปิดการ์ดขึ้นมาว่าคำถามคืออะไร บางทีอาจจะเป็นคำถามแบบชวน Deep Talk เช่น คิดว่าทุกคนสมควรได้รับความสุขหรือไม่ ไปจนถึงคำถามชวนคุยเรื่องทั่วไป เช่น แนะนำทรงผมที่ตัดล่าสุดของตัวเอง เรียกว่าทรงอะไร ทำไมถึงตัด เป็นต้น แล้วก็ค่อย ๆ ชวนคุยหรือตอบคำถามเรื่องนั้น ๆ ไป เท่านี้ก็จะช่วยแก้ปัญหาการคิดคำถามไม่ออกให้คนคุยไม่เก่งแบบเราคุยเก่งมากขึ้นแล้ว
  • พยายามเลือกเรื่องเชิงบวกมาคุย : ส่วนใครที่ถึงจะชวนคุยไม่เก่งแต่ยังไม่ถึงขั้นคิดคำถามไม่ออกเลยก็แนะนำว่าคิดคำถามเองหรือคิดเรื่องชวนคุยขึ้นมาเองก็ได้นะคะ แต่แนะนำว่าให้คุยเป็นเรื่องเชิงบวกแบบชอบอะไร สนใจสิ่งไหน วันนี้กินอะไรมา มีอะไรอร่อย ๆ แนะนำไหม ฯลฯ ก็ได้ พยายามอย่าคุยเรื่องลบ ๆ ส่งต่อพลังลบ ๆ หรือถ้าบังเอิญวนไปถึงเรื่องลบ ๆ ก็อย่าให้เรื่องลบ ๆ มันอยู่ในบทสนทนานานเกินไป ไม่งั้นบรรยากาศการคุยมันจะอึมครึมหม่นหมอง คุยแล้วไม่จอยได้น้า
  • รู้จักต่อยอดบทสนทนา : สิ่งนี้สำคัญมาก ๆ เลยนะคะ อย่าตอบสั้น ๆ แบบ "อ๋อ,อ่อ, อ่า, อือ, อืม, จ้า, ค่ะ/ครับ" หรือ "55555" นะคะ คือถ้าจะตอบอะไรพวกนี้ก็อย่าลืมต่อยอดบทสนทนาด้วย เช่น อีกฝ่ายชอบนักร้องวงนึงมาก ๆ เราก็ถามเลยว่าชอบใคร ได้คำตอบมาก็อาจจะต่อยอดว่าทำไมชอบคนนี้ล่ะหรือชอบเพลงไหนของวงนี้ เคยไปคอนเสิร์ตไหม เคยไปเจอตัวจริงไหม ฯลฯ อย่าตอบแค่ "อ๋อ" แล้วจบไป มันจะกลายเป็นการปิดบทสนทนา ให้ความรู้สึกเหมือนไม่อยากคุยต่อแล้วได้ ดังนั้นระวังสิ่งนี้กันด้วยนะคะ
  • รู้จักเป็นผู้ฟังที่ดี : นอกจากจะต้องถามเก่งเพื่อชวนคุยให้บทสนทนามันไหลลื่นแล้ว เราก็ควรจะเป็นผู้ฟังที่ดีด้วยนะคะ ตั้งใจอ่าน/ฟังคำตอบของอีกฝ่ายเสมอ ถ้าอยู่ตรงหน้าก็พยายามสบตา มีพยักหน้าเออออตามบ้าง การทำแบบนี้จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดีเพราะเป็นการได้รับความใส่ใจในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ส่งผลให้เกิดความรู้สึกเชิงบวกได้ แล้วก็อย่าลืมตอบกลับแบบให้เขารู้ว่าเราตั้งใจฟัง/อ่านในสิ่งที่เขาตอบด้วยน้า จับประเด็นที่เขาตอบแล้วตอบให้ตรงประเด็นนั้น ๆ สิ่งนี้จะยิ่งทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดีมากยิ่งขึ้นแล้วก็เป็นการบ่งบอกว่าเราตั้งใจฟังเขามาก ๆ ด้วยนะคะ
  • หยอดบ้าง เล่นมุกบ้างก็ได้ : เพื่อให้บทสนทนากับคนคุยของเรามีสีสันกุ๊กกิ๊กก็ลองหยอดหรือลองเล่นมุกบ้างก็ได้น้า แต่ก็ต้องดูบทสนทนาและสถานการณ์ด้วยนะคะ ถ้าคุยเรื่องที่ซีเรียสอยู่มาก ๆ จะไปติดเล่นเกินก็จะดูไม่รู้จักเวร่ำเวลาเกินไป ดูจังหวะที่เหมาะสมแล้วก็เล่นมุกขำ ๆ ไปบ้าง สิ่งนี้ก็จะช่วยทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าเราคุยสนุก อยากจะคุยด้วยบ่อย ๆ ได้เลยน้า
  • อย่าพยายามทำให้เขาชอบจนไม่เป็นตัวเอง : คนคุยไม่เก่งจะเจอปัญหานี้กันเยอะมาก ๆ เพราะเราคุยไม่เก่ง ถามไม่เก่ง ต่อบทสนทนาไม่เก่งก็เลยกลายเป็นว่าพยายามคิดเยอะไปหมดทั้งคำถาม/คำตอบเพื่อให้ตรงใจอีกฝ่าย พยายามทำตัวในแบบที่อีกฝ่ายชอบมากจนเกินไป จนตัวเราเองก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจหรือรู้สึกอึดอัดได้ ดังนั้นเราควรรู้ตัวเองอยู่เสมอว่าที่เราทำไปเนี่ยมันเป็นตัวเราเองไหม มันฝืนตัวเองเกินไปรึเปล่า คือมันก็ต้องมีบ้างที่ต้องปรับเข้าหาอีกฝ่ายบ้างอะนะคะแต่ก็ไม่ใช่ว่าปรับไปจนหมดจนไม่เหลือความเป็นตัวเองเลย ถ้าเป็นตัวเองก็แล้ว ปรับเข้าหาเขาในแบบที่พอเหมาะก็แล้วและมันยังไม่เวิร์กจริง ๆ ก็แปลว่ามันอาจจะยังน้า ต้องตัดใจโบกมือบ๊ายบายไปก่อนนั่นเองนะคะ

ทั้ง 8 ข้อนี้บอกเลยว่าถ้าเอาไปปรับใช้อีกฝ่ายประทับใจในตัวเราแน่นอนนะคะ เพราะมันทำให้บทสนทนาไหลลื่นมากขึ้น รู้จักกันมากยิ่งขึ้น แล้วก็ก่อให้เกิดความรู้สึกดี ๆ ระหว่างกันและกันมากขึ้นด้วย นอกจากนี้แอบแนะนำเพิ่มอีกนิดนึงก็คือให้เราคอยสังเกตว่าเขาอัปสเตตัสเฟซบุ๊กว่าอะไร ลงไอจีสตอรีทำอะไรบ้าง แล้วก็ชวนคุยจากเรื่องพวกนี้ก็ได้นะคะหรือจะไปคอมเมนต์สเตตัส/รีพลายสตอรีไอจีถามอีกฝ่ายก็ได้ ยังไงก็ลองไปปรับใช้กันดูน้า


ตัวอย่างเรื่องชวนคุยที่ได้ผลจริง

เพื่อให้การคุยของคนคุยไม่เก่งมันง่ายขึ้นไปอีกหนึ่งสเต็ป เราก็จะขอยกตัวอย่างหัวข้อการชวนคุยที่ได้ผลลัพธ์ดี ๆ มาฝาก ซึ่งส่วนใหญ่ก็รวบรวมจากชาว Pantip ชาวเน็ตต่าง ๆ รวมถึงประสบการณ์ของตัวเองและข้อมูลที่ทาง Tinder (แอปพลิเคชันหาคู่ชื่อดัง) ได้สัมภาษณ์ทางคุณอีฟ ศศิภัทร์ อิทธิโสภณพิศาล (นักจิตวิทยาความสัมพันธ์) ที่ใช้แล้วได้ผลมาฝากกัน จะมีหัวข้ออะไรบ้างนั้น แล้วการถามแบบนี้ช่วยอะไรบ้างก็มาดูกันต่อเลยจ้า

  • เธอชอบ...เหรอ? : การถามเรื่องความชอบ ความสนใจ งานอดิเรกคือสิ่งที่เบสิกและแนะนำให้ทำมาก ๆ เพราะมันได้ผลดีจริง ถ้าเราสังเกตเขามาสังพักแล้วว่าเขาชอบสิ่งนี้ก็ถามไปเลย ยิ่งถ้าเป็นสิ่งที่ชอบเหมือนกัน บอกเลยว่าช่วยทำให้บทสนทนาสนุกสนานขึ้น มีเรื่องให้ชวนคุยได้มากขึ้น บ่อยขึ้นด้วย
  • เธอเป็นคนไทป์ไหน? : ไม่ว่าจะถามกรุ๊ปเลือด MBTI หรือไทป์สัตว์ต่าง ๆ ก็สามารถเป็นหัวข้อชวนคุยได้นะคะ แต่แอบกระซิบนิดนึงว่าเขาก็ต้องดูสนใจในเรื่องพวกนี้ด้วยเหมือนกันนะคะ บางคนอาจจะไม่ค่อยอินเราก็ต้องเลี่ยงถามไป แต่กับบางคนที่อินมากนี่แนะนำให้ถามเลยค่ะ เพราะถ้าได้ถามนอกจากจะได้รู้นิสัยคร่าว ๆ แล้วอาจจะทำให้มีเรื่องชวนคุยต่อด้วย เช่น ทำแบบทดสอบ MBTI ในเว็บไซต์ไหนเหรอ
  • วันนี้เป็นยังไงบ้าง? : การถามไถ่สารทุกข์สุกดิบในแต่ละวันก็เป็นการชวนคุยที่ดีอย่างนึงนะคะ นอกจากจะช่วยให้บทสนทนาไปต่อได้ในทุกวันแล้ว ยังเป็นการได้แชร์เรื่องราวของกันและกัน แล้วก็อาจจะได้ช่วยรับฟังปัญหาของเขาทำให้เขาสบายใจมากขึ้นได้ด้วยนะเออ
  • ช่วงนี้มีเพลงที่ชอบไหม? : นอกจากเรื่องความชอบต่าง ๆ การถามถึงเพลงที่ชอบฟังในช่วงนี้ก็ทำให้บทสนทนาไปต่อได้ไหลลื่นอีกเหมือนกันนะคะ เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วทุกคนก็จะมีเพลงที่ชอบฟังใช่ไหมละคะ แนวก็อาจจะแตกต่างกันไป ซึ่งการถามว่าช่วงนี้มีเพลงที่ชอบไหม มีเพลงอะไรที่ฟังบ่อย ๆ ในช่วงนี้บ้างก็จะช่วยทำให้เราได้รู้แนวเพลงที่เขาฟัง ได้แชร์เพลงเพราะให้กัน ได้มีเรื่องคุยเพิ่มเติม เป็นการจีบแบบน่ารัก ๆ ที่ไม่ว่ายุคไหนใช้เสียงเพลงช่วยก็ดีงามเสมอเลย
  • ชอบไปเที่ยวที่ไหน? : การถามเรื่องที่เที่ยวก็เป็นการถามที่ทำให้บทสนทนาไหลลื่นได้ดีมาก ๆ เลยนะคะ เพราะนอกจากจะช่วยเรื่องที่ได้คุยยาว ๆ แล้วว่าชอบเที่ยวที่ไหน ในไทยหรือต่างประเทศ ชอบเที่ยวทะเล/ภูเขา ฯลฯ ยังทำให้ได้รู้สไตล์การเที่ยวและสถานที่ที่เขาชอบด้วยว่าเป็นแบบไหน หลังจากนี้ถ้าจะชวนไปเที่ยวก็จะสามารถแพลนหรือเดา ๆ ทางแล้วชวนไปเที่ยวได้แล้วนะคะ รุกแบบเหนือ ๆ ไปเล้ย
  • ชอบกิน/ดื่มอะไรเป็นพิเศษ? : เรื่องของกินก็สำคัญนะเออ สมมติว่าอยู่ที่ทำงานเดียวกันหรือเรียนที่เดียวกัน ถ้าได้รู้ว่าเขาชอบกินอะไร ไม่ชอบกินอะไรก็ยิ่งช่วยได้เลย เราก็จะสามารถซื้อหรือทำไปให้เขาเป็นพิเศษได้ ยิ่งถ้าได้ทำเองนะบอกเลยว่าอีกฝ่ายต้องประทับใจไม่มากก็น้อยแน่ ๆ ล่ะ
  • อยากเรียนคณะอะไร? : คำถามนี้ถามได้ทั้งในวัยเรียนและวัยทำงานเลยนะ เพราะนอกจากจะช่วยเรื่องการแลกเปลี่ยนแนวคิดพวกคณะต่าง ๆ ได้ความรู้เรื่องคณะที่อีกฝ่ายสนใจแล้ว ก็ยังทำให้ได้เรื่องชวนคุยเพิ่มอีกด้วยนะคะ แถมถ้าอยู่ในวัยเรียนหรือเราเด็กกว่าก็อาจจะให้เขาช่วยแนะนำหรือถ้าอายุเท่ากันก็ช่วยกันแชร์แนวข้อสอบ ช่วยกันติวก็ยังได้

คำถามหัวข้อพื้นฐานสุด ๆ แต่เชื่อเถอะค่ะว่าได้ผลสุด ๆ เหมือนกัน เพราะส่วนตัวเคยลองใช้บทสนทนาไหลลื่นมาก ๆ เลยนะคะ แถมเพื่อน ๆ ชาว Pantip เพื่อน ๆ รอบตัวเราและคำแนะนำจากคุณอีฟก็ใช้คำถามแนว ๆ นี้เหมือนกัน ซึ่งที่คุณอีฟได้แนะนำก็คือเน้นเป็นคำถามที่ทำให้บทสนทนามันไปต่อได้ (คำถามที่เราแนะนำไปต่อได้ทั้งนั้นเลย) , ส่องความชอบ ความสนใจ/งานอดิเรกของเขามาเป็นคำถามหรือเรื่องชวนคุย (คำถามที่เราแนะนำก็เป็นคำถามที่เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ทั้งนั้น), พวกหัวข้อพวกนี้ต้องไม่จริงจังเกินไป ปล่อยจอย เบาสมอง (ทุกหัวข้อเป็นเรื่องทั่วไป ไม่ใช่เชิงลบและทำให้รู้สึกตึงเครียดเวลาคุยจนเกินไป) และสุดท้ายคือต้องมีมุกตลกเพิ่มสีสันให้บทสนทนาสนุกสนานมากขึ้นค่ะ ที่ว่ามาดูพื้นฐานก็จริงแต่มันก็ได้ผลเสมอ ไม่ลองไม่รู้น้า แต่ ๆ นอกจากชุดคำถามพวกนี้แล้วเราก็อยากจะมีคำเตือนเล็ก ๆ มาฝากทุกคนในหัวข้อถัดไปด้วย!


สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงในการชวนคุย

เมื่อมีหัวข้อชวนคุยแบบเพลิน ๆ จอย ๆ แล้ว เราก็ต้องรู้หัวข้อสนทนาที่ควรหลีกเลี่ยงหรือควรระวังกันไว้ด้วย ซึ่งเราขอลิสต์ข้อหลัก ๆ มา 5 ข้อให้ชาวซิสคอยระมัดระวังในชวนคุยกัน จะมีอะไรบ้างนั้นมาจดจำและนำไปใช้กันได้เลยค่า

  • ถามละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวเกินพอดี :
  • ❌ การถามละลาบละล้วงที่ว่าคือการถามเรื่องที่ค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัวสูง ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นเรื่องของการถามถึงข้อมูลส่วนตัว ครอบครัว แฟนเก่า อาชีพ/ฐานะทางการเงิน เป็นต้น หรือการถามถึงบาดแผล รอยแผลเป็น เรื่องพวกนี้บางคนก็ถือว่าเป็นเรื่อง personal สำหรับเค้าด้วยเหมือนกันนะคะ แม้แต่คนที่ขนาดสนิทกันมาก ๆ บางคนยังไม่ค่อยจะกล้าถามกันเลย ยิ่งถ้าเราเพิ่งจะเริ่มคุยกับเขาได้ไม่นานนี่ไม่ควรถามซอกแซกเลยน้า ไม่งั้นอีกฝ่ายอาจจะรู้สึกไม่โอเคแล้วพาลเทเราได้
  • ✅อาจเริ่มจากถามเรื่องกว้างๆ ทั่วๆ ไป พอเริ่มคุยกันเป็นประจำถึงค่อยถามเรื่องที่เป็นหัวข้อที่ลึกขึ้น หรือทางที่ดีควรให้เค้าเริ่มเล่าด้วยตัวเองก็ได้ เพราะเค้าอาจจะรู้สึกสบายใจมากกว่า หรือหากอยากหาเรื่องชวนคุยจริงๆ แล้วเผลอถามคำถามส่วนตัวไป ก็ควรถามแค่ครั้งสองครั้ง สังเกตท่าทีของเค้า ถ้าเค้าไม่อยากเล่าต่อเราก็ควรหยุดถามเรื่องนั้นซ้ำๆ ค่ะ
  • เซ้าซี้ไม่เลิก :
  • ❌ต่อเนื่องจากข้อก่อนหน้า แน่นอนว่าบทสนทนาชวนคุยมันจะต้องมีการถาม - ตอบกันเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเวลาเราถามเขาแล้วอยากได้คำตอบ ถ้าเริ่มเซ้าซี้อยากให้เขาพูด พยายามย้ำ ๆ วอแวมากขึ้นเรื่อย ๆ แบบนี้อีกฝ่ายอาจจะไม่พอใจได้น้า
  • ✅ทางที่ดีอาจจะลองใช้วิธีอ้อน ๆ ให้เขาบอกหน่อยน้าสัก 1 - 2 ครั้งกำลังพอดี ไม่มากไม่น้อยเกินนะคะ
  • คุยโอ้อวดตัวเองมากเกินไป :
  • เชื่อว่าจะต้องมีกลุ่มคนที่คุยไม่เก่งมาก ๆ แล้วเผลอคุยอวดเรื่องตัวเองจนมากเกินไป เช่น อวดว่าตัวตำแหน่งหน้าที่สูง เงินเดือนเยอะมาก เรียนจบมหาลัยดัง ได้เกรดดี บลา ๆ การทำแบบนี้จะทำให้คู่สนทนาของเรารู้สึกอึดอัดได้นะเออ ว่ากันโดยทั่วไปเราฟังคนขิงข่าอวดนั่นอวดนี่ให้ฟังแบบกรุบกริบมันก็พอทน แต่จะให้ฟังคุยอวดเรื่องเดิม ๆ อยู่อย่างนั้นบางคนเขาก็อาจจะพอเลย ยิ่งเป็นคนคุยที่เพิ่งเริ่มคุยกันไม่นานอีกนี่บอกเลยว่าโอกาสปิ๋วไม่ได้ไปต่อสูงมากเลยล่ะ
  • ✅วิธีการคุยเรื่องตัวเองในแบบพอดีคือ ถามกลับเขาด้วยว่าเขาคิดเห็นอย่างไรในสิ่งที่เราเพิ่งแชร์ไป หรือให้เขาเล่าในมุมของเขาว่ามีประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร หรือจะถามเรื่องราวฝั่งเขาก่อน แล้วค่อยแชร์ฝั่งของเรา เล่าทีละนิดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องแบหมดทุกเรื่อง เดี๋ยวก็หมดเรื่อจะคุยกันพอดีล่ะ
  • ดูถูกอีกฝ่าย :
  • มีความเชื่อมโยงกับข้อด้านบนนิดหน่อยตรงที่การคุยโอ้อวดตัวเองมากไปอาจจะเป็นการไปดูถูกอีกฝ่ายทำให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่ได้ เช่น เราอวดเลยว่าเราได้เกรด 4.00 แล้วบอกว่าชิล ๆ ทำได้ง่ายมาก ๆ อีกฝ่ายถ้าไม่ได้เกรด 4.00 ก็อาจจะรู้สึกแย่เหมือนเราไปดูถูกว่าง่าย ๆ แค่นี้ทำไมเธอทำไม่ได้ล่ะได้เลยนะคะ หรือถ้าเขามาคุยปรึกษาหรือบ่นสัพเพเหระทั่วไป แล้วเราดันไปบอกว่าปัญหามันเล็กนิดเดียว เรื่องแค่นี้เอง ฯลฯ ก็อาจจะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกแน่หรือรู้สึกโดนดูถูกได้เหมือนกันนะคะ ต้องระวังน้า
  • ✅วิธีการพูดไม่ให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่กับสิ่งที่เราบอกหรือเล่า อาจลองใช้ความอ่อนน้อมถ่อมตนในการพูดคุยเข้ามาใช้ เช่น ออกตัวว่าอันนี้เป็นมุมมองของเรา แต่สำหรับคนอื่นอาจจะมีมุมมองอีกแบบก็ได้ หรือกรณีที่เขาเล่าปัญหามาอาจลองเสนอทางเลือก ทางแก้ แต่ไม่ตัดสินวิธีการของเขา หรือบางครั้งการเป็นผู้ฟังที่ดี เป็นผู้ช่วยรับฟังการระบายปัญหาของเค้าก็ช่วยได้ไม่น้อยเลยค่ะ
  • คุยเรื่อง 18+ :
  • ถ้าคนคุยของเราเป็นสายทะลึ่งตึงตังหรือสายเสพอะไรแบบ 18+ และเราก็เป็นสายนี้ด้วย กรณีนี้ไม่ว่ากันนะคะคุยกันได้ตามสบายเลย แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่เคยพูดเรื่องแบบนี้มาก่อน ไม่ได้มีไลฟ์สไตล์เสพอะไรติดเรต 18+ แบบนี้ก็แนะนำว่าเลี่ยงการพูดคุยเรื่องพวกนี้ไปก็จะดีนะคะ เพราะมันค่อนข้างสุ่มเสี่ยงมาก ๆ ที่จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกไม่ปลอดภัย รู้สึกถูกคุกคามได้เลย
  • ✅การพูดเรื่องติดเรต 18+ สามารถสังเกตสีหน้า พฤติกรรม อาการของอีกฝ่ายประกอบไปได้ว่าเขาเอนจอยกับหัวข้อสนทนานี้หรือไม่ ถ้าเค้าไม่สบายใจที่จะพูด เราก็ควรเลี่ยงหรือพูดสนทนาในเรื่องทั่วๆ ไป แบบกว้างๆ ไปก่อน เมื่อไหร่ที่สนิทกันมากขึ้น เขาอาจจะเก็ตมุมนี้ของเรา เมื่อนั้นเราค่อยพูดเรื่องแนวนี้ก็ยังได้ หรือถามเขาตรงๆ กับการพูดถึงเรื่องแนวนี้ ถามแบบสุภาพ เช่น เธอคิดเห็นยังไงกับการพูดคุยหัวข้อเหล่านี้ พร้อมกับรับฟังวิธีคิดของเค้า สลับกับแชร์วิธีคิดของเราก็อาจจะช่วยให้เข้าใจมุมของกันและกันได้ดียิ่งขึี้น

หลัก ๆ ก็มีประมาณ 5 ข้อนะคะ แต่จริง ๆ ยังมีประเด็นอ่อนไหวอย่างเรื่องเชื้อชาติ เพศ ศาสนา สีผิว การเมือง ด้วยที่มันค่อนข้างก้ำกึ่งนิด ๆ ในแง่เลี่ยงไม่คุยไปเลยก็จะเลี่ยงการปะทะหรือทะเลาะกันได้ แต่ในอีกแง่มุมนึงทัศนคติและความคิดเรื่องพวกนี้มันก็สำคัญ ถ้าไม่ได้คิดเห็นตรงกันแล้วดันคบกันไปแล้วก็อาจจะทำให้ความสัมพันธ์แย่ลงจนเลิกคบกันได้ในที่สุดเหมือนกัน ดังนั้นขอแนะนำว่าให้ดูสถานการณ์ไปเรื่อย ๆ จะดีกว่า ถ้ามีจังหวะก็ลองถามหยั่งเชิงดูว่าเขาจะตอบยังไงหรือสังเกตเวลาเขาพูดเรื่องเกี่ยวกับพวกนี้ขึ้นมาก็ได้ ก็สามารถวัดทัศนคติได้เหมือนกันค่ะ


คำถามที่พบบ่อย

บอกรักแบบอ้อม ๆ ยังไงดี ?

แนะนำให้แสดงออกทางการกระทำค่ะ ถ้าไม่กล้าพูดออกมาชัด ๆ ตรง ๆ ก็ให้ใช้การกระทำเป็นหลักเลย

  • ใส่ใจรายละเอียดในตัวเขา จำได้ว่าเขาชอบหรือไม่ชอบอะไร
  • เป็นห่วงเป็นใย คอยถามไถ่สารทุกข์สุกดิบในทุกวัน คอยบอกเขาว่าเราอยู่ข้าง ๆ เสมอ มีอะไรก็หันมาปรึกษาได้ตลอด
  • วันสำคัญ/วันเกิดก็ให้ของขวัญแบบที่ตั้งใจทำให้กับมือก็จะยิ่งดี
  • ชวนไปเที่ยวด้วยกันบ่อย ๆ จะได้ใช้เวลาร่วมกัน
  • พูดชื่นชมเขาบ่อย ๆ จะบอกว่าเก่งมาก ภูมิใจในตัวเธอมาก ชอบรอยยิ้มของเธอมาก
ชวนคุยยังไงให้มีเสน่ห์ ให้เขาคิดถึง ?

หลัก ๆ เลยคือการเป็นตัวของตัวเองค่ะ เสน่ห์ของเราถ้าเขาจะชอบก็ต้องชอบที่เราเป็นตัวเองนี่แหละสำคัญที่สุดเลย

ต่อมาก็จะต้องชวนคุยในสิ่งที่เขาชอบ/สนใจหรืองานอดิเรกต่าง ๆ มีเล่นมุกบ้าง ทำให้บทสนทนาสนุกสนานมากขึ้น เมื่อเราคุยสนุกใคร ๆ ก็อยากจะคุยด้วยใช่ไหมล่ะคะ

สุดท้ายอย่าลืมเป็นผู้ฟังที่ดีด้วย แค่นี้รับรองเลยว่าโอกาสที่เขาจะประทับใจอยากคุยด้วย คิดถึงบ่อย ๆ น่ะมีแน่นอนเลยล่ะ

คำพูดอะไรบ้างที่ทำให้ใจฟู ?

จริง ๆ มีเยอะมากนะคะ แต่ขอยกประโยคและวลีเด็ด ๆ ที่หลายคนชอบใช้พูดกันมาหลัก ๆ 4 หัวข้อตามนี้เลยค่ะ

  • ชื่นชม : เธอเก่งมาก ๆ เลยนะ / ภูมิใจในตัวเธอที่สุดเลย
  • ปลอบใจ : เธอทำดีที่สุดแล้ว / ไม่เป็นไร ครั้งหน้ามาเริ่มกันใหม่ / ถ้าเหนื่อยก็พักบ้างก็ได้นะ แล้วค่อยลุยกันต่อ
  • ซัปพอร์ต : มีอะไรก็คุยได้ตลอดนะ / เราจะอยู่ข้าง ๆ เธอเอง / ถ้าอยากร้องไห้ก็ร้องมาเลย เดี๋ยวเราอยู่ปลอบเอง
  • จดจำรายละเอียดได้ : เห็นอันนี้แล้วนึกถึงเธอเลยอะ จำได้ว่าชอบ / อันนี้เธอไม่ชอบกินนี่ เดี๋ยวเรากินให้
ดูยังไงว่าเค้าสนใจเรา ?

สังเกตง่าย ๆ ตามนี้เลยค่ะ

  • จดจำรายละเอียดของเราได้ : เราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร สนใจสิ่งไหน ถ้าเขาจำได้ ยิ่งกับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ คือมีแววมาก ๆ เลยล่ะ
  • ชวนคุยตลอด : พยายามหาเรื่องชวนคุยไม่ให้มีเดดแอร์ ทักมาหาทุกวัน คอยรายงานว่าถึงบ้านแล้ว จะนอนแล้ว ฯลฯ แต่อันนี้ก็ต้องรู้นิสัยเขาด้วยนะคะว่าปกติเป็นคนพูดเก่งอยู่แล้วไหม ถ้าไม่ใช่คนพูดเก่งแต่ชวนคุยตลอดก็มีแววเลยน้า
  • ทำให้เราประทับใจ : อาจจะเปลี่ยนลุค พยายามแต่งตัวให้มากขึ้นจากปกติไม่ค่อยทำ ใส่ใจรายละเอียด ดูแลอย่างดีก็มีแววเลยล่ะค่ะ
  • ชมเก่ง : เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือเรื่องใหญ่ก็ชมไปหมด เราเก่งไปหมด แบบนี้ก็มีแววเหมือนกันค่ะ
  • มีอาการหึงหวง : เวลาเราอยู่ใกล้คนนั้นคนนี้แล้วเขามีอาการหึงหวงบ้่าง ชอบมากวน ๆ มาแหย่ ๆ ทู้กทีก็ทดไว้ในใจได้เลย
ควรตอบแชทในกี่นาที ?

จริง ๆ ไม่ได้มีคำตอบที่ตายตัวค่ะแต่ก็ไม่ควรตอบช้าเกินไป ดองข้ามวันข้ามคืนแบบนี้บทสนทนามันขาดช่วงนานเกินไปนะคะ แนะนำว่าให้ตอบเร็ว ๆ หรือเว้นระยะสัก 5 - 10 นาทีก็ถือว่าอยู่ในระยะที่ไม่รีบเกินไปแล้วก็ไม่ช้าเกินไปด้วยนะคะ

สเตตัสอ่อยยังไงให้ดูแพง ?
  • จะเป็นทำไมคนเหงา มาเป็นคนของเราดีกว่า
  • ข้าวมันไก่ หรือจะสู้ ข้าวมาใกล้ ๆ หน่อยอยากกอด
  • สตอรี่เรายังว่าง อยากเข้ามาอยู่บ้างไหมล่ะ
  • ต้องตัวเล็กขนาดไหน ถึงจะเข้าไปอยู่ในใจเธอได้
  • เคยเห็นตอนเรามีแฟนยัง ถ้ายังไม่เคยก็มาเป็นแฟนเราสิ
  • โตแล้วก็ควรจริงกับอะไรสักอย่างได้แล้วนะ เช่นมาจริงจังกับเราไง
  • ไม่อยากให้เธอเป็นอะไรเลย นอกจากเป็นของเรา
  • ที่ห้องไม่มีแมวหรอก มีแต่เรานี่แหละอ้อนเก่งเหมือนกัน
  • ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย งั้นมาดูแลเราหน่อย นี่อ่อยแล้วนะ
  • ช่วงนี้ดูแลตัวเองด้วยนะ ไม่อยากให้เธอเป็นอะไรเลย นอกจากเป็นของเรา
  • มาชิตะแปลว่าอร่อย แต่มาหาหน่อยมันแปลว่าอ่อยแล้วนะ
มีคำคมคิดถึงอะไรบ้าง ?
  • มิตรที่ดี คือ Miss you
  • จะคิดมุกได้ ต้องคิดถึงเธอก่อน
  • ถ้าความคิดถึงเป็นการแข่งขัน เราคงได้เหรียญทอง
  • เป็นคนสมาธิสั้นมาก ทำอะไรแป๊บ ๆ ก็คิดถึงเธออีกละ
  • อรุณสวัสดิ์คือคำทักทาย แต่มิสยูนะนายคือคำคิดถึง
  • ยอมรับว่าเป็นคนคิดมาก แต่ก็ไม่มากเท่าคิดถึงเธอหรอก
  • กระปุกออมสินมีไว้หยอดตังค์ แต่คิดถึงจัง มีไว้หยอดเธอ
  • ช่วงนี้คิดมุกไม่ค่อยออก เพราะใจมันบอกให้คิดถึงแต่เธอ
  • คริสต์มาสต้องคิดถึงซานตาคลอส แต่ที่คิดถึงตลอดก็คือเธอ
  • คริสต์มาสปีหนึ่งมีแค่วันเดียว แต่คิดถึงเธอคนเดียวมีทุกวัน
วิธีชวนคุยกับผู้หญิง ผู้หญิงมักชอบแนวไหน ?

ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะชอบแนวเนียน ๆ มาคุยด้วย ถามไถ่เรื่องทั่วไป เปิดบทสนทนาแบบไม่จำเจ แนว ๆ คำถามว่า 'ทำอะไรอยู่' นี่ไม่ควรถามซ้ำ ๆ วันละหลาย ๆ รอบเพราะมันน่าเบื่อเอามาก ๆ นะคะ แล้วก็จะไม่ชอบการถามตรง ๆ ทื่อ ๆ เหมือนไม่ศึกษาเกี่ยวกับตัวเธอมาเลย เช่น เธอชื่ออะไร / อยู่ม.นี้เหรอ / มีแฟนรึยัง / เราขอจีบนะ เป็นต้น มันทำให้ขาดเสน่ห์ในการพูดคุยเพราะดูไม่มีชั้นเชิง แต่ถ้าผู้หญิงถามว่ามาจีบเหรอก็ต้องชัดเจนนะเออว่ามาจีบ อย่าบอกว่าเปล่าเพราะบางคนถ้าเข้าหาแบบเพื่อน สาว ๆ เขาก็จะให้คุณเป็นได้แค่เพื่อนนะจ๊ะ

วิธีชวนคุยกับผู้ชาย ผู้ชายมักชอบแนวไหน ?

คล้าย ๆ กับผู้หญิงเลยค่ะ เนียน ๆ มาถามไถ่ได้เลย อย่าเข้ามาแบบทางการเกินไปมันก็จะทำให้ดูไม่ธรรมชาติ คอยสังเกตและชวนเขาคุยในเรื่องที่เขาสนใจ/ชอบหรืองานอดิเรกต่าง ๆ เข้าหาแบบพอดี ๆ อย่าจีบมากเกินไปมันจะทำให้เขารู้สึกอึดอัดได้ ที่สำคัญคืออย่าตอบสั้น ๆ พยายามต่อบทสนทนาให้ลื่นไหล ถ้าเขาสนใจเราจริง ๆ เดี๋ยวเขาก็จะชวนเราคุยต่อเอง

ชวนคุยกับคนที่ไม่ค่อยตอบยังไงดี ?

เริ่มต้นบทสนทนาด้วยเรื่องรอบตัวง่ายๆ เช่น

  • ซักถามเกี่ยวกับเรื่องที่เขาสนใจ เช่น หนัง เพลง หนังสือ อาหาร
  • สังเกตจุดร่วมระหว่างเรากับเขา แล้วชวนคุยเรื่องนั้น เช่น เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน ทำงานสถานที่ใกล้กัน ขับรถยี่ห้อเดียวกัน กลับบ้านทางเดียวกัน เป็นต้น
  • ส่งมีมตลกๆ หรือเรื่องขำขันแง่คิดที่น่าจะตรงใจเขาไปให้
  • คุยเรื่องที่ทำให้เรานึกถึงเขา เช่น เจอสิ่งของที่เขาใช้ คอนเสิร์ตนักร้องที่เขาชอบ คนที่เขารู้จัก ฯลฯ
  • ใช้คำถามปลายเปิด ไม่ใช่ถามแต่สิ่งที่ตอบได้แค่ว่าใช่หรือไม่
ทักไปแล้วเขาอ่านไม่ตอบ ต้องทำไง ?

ลองเว้นระยะการทักไปสักพัก หรือลองเปลี่ยนเรื่องคุยหรือส่งข้อความเบาๆ ไป แต่ถ้าเขายังไม่ตอบอีกก็ไม่ควรตื๊อเขาซ้ำๆ เพระาอาจเป็นการเพิ่มความรำคาญใจให้เขาได้

คุยในแชทยังไงให้ไม่เดดแอร์ ?

บางครั้งการเดดแอร์ก็ไม่ได้แย่เสมอไป นอกจากจะช่วยให้เราได้สังเกตพฤติกรรมระหว่างการนิ่งเงียบนั้น ก็ยังเป็นเรื่องปกติของการคุยหรือการคบกันที่อาจมีช่วงเวลาเงียบๆ อยู่ด้วยกันได้บ้าง เหมือนเป็นการเว้นระยะหายใจให้ได้อยู่กับตัวเองบ้าง รีเซ็ตความรู้สึก ก่อนเริ่มคุยกันใหม่

แต่ถ้าอยากสร้างบทสนาที่ลื่นไหลจริงๆ ให้ใช้ความเป็นธรรมชาติ และสร้างความต่อเนื่องแต่ไม่ต้องตลอดเวลา เช่น หากแชตคุยกันก็ให้มีการโต้ตอบบทสนทนาของเขาเป็นข้อความบ้าง เป็นอีโมจิหรือสติ๊กเกอร์บ้าง และเว้นการมี react กับกิจกรรมของเขาบ้าง ทำลูปนี้วนไปอย่างสม่ำเสมอ อาจช่วยให้เขาเห็นเราอยู่ในชีวิตประจำวันและคิดถึงการพูดคุยกับเราบ้าง

หรืออาจใช้มุกตลกง่ายๆ แนวที่เขาชอบ, แชร์เรื่องราวของเราที่คล้ายกับของเขาให้ฟัง สลับฟังเรื่องที่เขาอยากแชร์บ้างเพื่อให้การสนทนาไหลลื่น ทำให้เขาสบายใจที่จะคุยกับเรา โดยต้องเป็นรรมชาติจากตัวเราที่ไม่ฝืนจนเกินไปด้วยนะ

คุยกี่วันถึงชวนไปเดตได้ ?

จริงๆ ไม่มีสูตรตายตัวหรอกค่ะว่าต้องกี่วัน แต่ให้สังเกตจากการพูดคุยกันใน 3-4 ครั้ง ถ้ายังคุยกันถูกคอ คุยสนุก บทสนทนาไหลลื่นและต่างคนต่างสะดวกที่จะนัดเจอกันก็สามารถนัดเดตได้ หรือถ้ามีการคุยกันทุกวันอยู่แล้ว การนัดเจอกันหลัง 2 สัปดาห์ก็กำลังดี แต่แนะนำว่าไม่ควรใจร้อนหรือรีบร้อนจนเกินไป และขึ้นอยู่กับความสัครใจของทั้งสองฝ่ายว่าพร้อมหรือมั่นใจที่จะออกมาเจอกันหรือยัง ถ้าอีกฝ่ายยังไม่พร้อมก็ไม่ควรเร่งรัดเขาโดยไม่จำเป็นค่ะ แต่ควรจำไว้ว่าการนัดพบกันควรอยู่ในที่โล่ง โปร่ง ปลอดภัย และใช้เวลาด้วยกันซัก 2-3 ชั่วโมงก็พอจะสังเกตได้แล้วว่าเขากับเราจะไปต่อกันได้หรือไม่


สรุป วิธีชวนคุยควรเริ่มจากการทักทายที่ดีและคุยในเรื่องเชิงบวก

การเริ่มจากการทักทายที่ดี พูดจาชัดถ้อยชัดคำ/พิมพ์ถูกต้อง แล้วหลังจากนั้นก็ให้ชวนคุยในเรื่องเชิงบวก ไม่ว่าจะความชอบ/ความสนใจ/งานอดิเรกของอีกฝ่าย ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบต่าง ๆ ก็จะทำให้บทสนทนาต่าง ๆ ไหลลื่นไปเอง รวมไปถึงควรจะเป็นผู้ฟังที่ดี ไม่พูดแทรก ไม่ถามเรื่องที่ละลาบละล้วงมากเกินไป เท่านี้เราก็จะสามารถเริ่มคุยหรือเริ่มจีบใครสักคนได้แล้วล่ะ

แต่ ๆ ก็ต้องขอเน้นย้ำเลยน้าว่าการชวนคุยที่เราแนะนำหรือหัวข้อการชวนคุยที่บอกไปมันไม่ได้เป็นสูตรตายตัวหรือเป็นสูตรสำเร็จนะคะ เรื่องของความรัก ความรู้สึกหรือการทำให้อีกฝ่ายประทับใจได้มันขึ้นอยู่กับความสามารถ กึ๋น จังหวะและการฝึกฝนบ่อย ๆ ล้วน ๆ เลย ซึ่งการฝึกฝนไม่จำเป็นต้องไปคุยกับคนนั้นคนนี้ไปเรื่อยก็ได้นะคะ อาจเริ่มจากการทำความรู้จักเพื่อนใหม่ ๆ ก็ได้พราะเป็นการเริ่มต้นความสัมพันธ์เหมือนกันแค่จุดมุ่งหมายไม่เหมือนกัน อย่างตัวนักเขียนเองเป็นแฟนคลับศิลปินก็เลยชอบ make friend กับเพื่อน ๆ ในกลุ่มแฟนคลับด้วยกัน เลยทำให้เวลาคุยกับเพื่อนใหม่ก็เป็นการได้ฝึกฝนทักษะการต่อบทสนทนา การคิดคำถามต่าง ๆ การแชร์ทัศนคติต่าง ๆ ไปในตัว เวลาไปคุยกับคนคุยบทสนทนาก็เลยจะไหลลื่นดี ไม่ค่อยมีสะดุดเลยล่ะ ยังไงก็ลองเอาไปฝึกฝนกันดูนะคะ รับรองเลยว่าฝึกเรื่อย ๆ พัฒนาสกิลเรื่อย ๆ เราจะเป็นคนที่คุยสนุกจนได้หวานใจมาแน่นอน!


ขอบคุณภาพปกจาก X (Twitter) : @DarkDiceSeries

ขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ bumble.com, marketeeronline.co และ th.tinderpressroom.com


- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -


แนะนำบทความอื่น ๆ ที่น่าสนใจ!