1. SistaCafe
  2. ตกขาวแต่ละสีบอกอะไร?

Kamonlak Punngam (Kitty)

บรรณาธิการ/Supervisor

Content Manager

ตกขาวแต่ละสีบอกอะไร?

ซิสคะ! ลองจินตนาการดูนะคะว่า "ช่องคลอด" ของเราเนี่ย ไม่ได้เป็นแค่ท่อส่งผ่านหรือทางผ่านธรรมดาๆ แต่มันคือ "ป่าดิบชื้นที่อุดมสมบูรณ์และซับซ้อนที่สุดในร่างกาย" ค่ะ! ภายในป่าแห่งนี้มีระบบการจัดการตัวเอง (Self-cleaning system) ที่อัจฉริยะยิ่งกว่าเทคโนโลยีระดับโลก และนี่คือองค์ประกอบหลักที่ทำให้ระบบนี้ขับเคลื่อนไปได้ค่ะ:

ตกขาวคืออะไร?


1. กองทัพ "แลคโตบาซิลลัส"

ในป่าแห่งนี้ มีอัศวินตัวจิ๋วที่ชื่อว่า แลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus) อาศัยอยู่เป็นล้านๆ ตัวค่ะ น้องคือแบคทีเรียตัวดีที่เป็นมิตรกับเราที่สุด หน้าที่ของน้องคือการกิน "น้ำตาลไกลโคเจน" จากผนังช่องคลอด แล้วคายออกมาเป็น "กรดแลคติก" (Lactic Acid) ค่ะ กรดนี้แหละค่ะคือเกราะป้องกันชั้นยอดที่ทำให้ช่องคลอดมีค่าความเป็นกรดอ่อนๆ โดยมากคือ “ภายในช่องคลอด” (ค่า pH ประมาณ 3.8–4.5) แต่ “ผิวภายนอก (vulva)” มักไม่จำเป็นต้องใช้ pH ต่ำขนาดนั้น และการใช้ผลิตภัณฑ์เยอะเกินไปอาจระคายเคืองได้ ดังนั้นล้างเฉพาะภายนอกด้วยน้ำเปล่า หรือผลิตภัณฑ์สูตรอ่อนโยนที่ไม่ระคายเคือง และหลีกเลี่ยงการสวนล้างภายใน


2. "ตกขาว"

ตกขาวไม่ใช่ของเสียนะคะซิส! แต่มันคือ "น้ำพุธรรมชาติ" ที่ไหลเวียนเพื่อชะล้างเซลล์ที่ตายแล้วและสิ่งแปลกปลอมออกไป มันคือการรีโนเวทห้องหับภายในให้สะอาดอยู่ตลอดเวลา

  • ช่วงไข่ตก : น้ำพุนี้จะใสแจ๋วเหมือนแก้วเจียระไน ลื่นและยืดหยุ่น เพื่อเปิดทางสว่างให้ผู้มาเยือน (สเปิร์ม)
  • ช่วงก่อนเมนส์มา : มันจะกลายเป็นสีขาวนวลและข้นขึ้น เพื่อปิดประตูป้องกันสิ่งแปลกปลอม
  • นี่คือความฉลาดของฮอร์โมนที่คอยบงการ "กระแสน้ำ" นี้ให้เปลี่ยนไปตามความต้องการของร่างกายค่ะ

3. สมดุลค่า pH "ตาชั่งแห่งความสมดุล"

ค่าความเป็นกรด-ด่างในช่องคลอดคือสิ่งที่เปราะบางมากค่ะซิส! ถ้าเมื่อไหร่ที่ค่า $pH$ เปลี่ยนไป (กลายเป็นด่างมากขึ้น) เช่น จากการสวนล้างด้วยสบู่แรงๆ, การกินยาปฏิชีวนะที่ไปฆ่าอัศวินแลคโตบาซิลลัสจนเกลี้ยงซอย หรือแม้แต่น้ำอสุจิที่มีค่าเป็นด่างสูง... เมื่อนั้นแหละค่ะที่ "สมดุลพังทลาย" พอเกราะป้องกัน (กรด) หายไป พวกลุ่มเจ้าที่เดิมที่เป็นแบคทีเรียเลวๆ หรือเชื้อราที่ซุ่มรอจังหวะอยู่แล้ว ก็จะลุกขึ้นมา "ยึดอำนาจ" ทำให้น้องสาวเกิดอาการอักเสบ กลิ่นมา สีเปลี่ยน และคันยิบๆ นั่นเอง!

เมื่อ "ระบบนิเวศ" ส่งสัญญาณ SOS!

ซิสคะ! เมื่อไหร่ก็ตามที่ "อัศวิน" เพลี่ยงพล้ำ หรือ "กระแสน้ำ" เริ่มปนเปื้อน สิ่งแรกที่หล่อนจะเห็นคือ "ตกขาว" ที่เปลี่ยนไปค่ะ มันเปรียบเสมือน "ควันไฟ" ที่บอกว่าภายในป่าแห่งนี้กำลังเกิดเหตุไฟไหม้หรือน้ำเน่าเสีย!

  • ถ้าตกขาวเริ่ม เปลี่ยนสี (เหลือง, เขียว, เทา)
  • ถ้าตกขาวเริ่ม เปลี่ยนกลิ่น (คาวปลา, เหม็นเปรี้ยวจัด, เหม็นเน่า)
  • ถ้าตกขาวเริ่ม เปลี่ยนเนื้อสัมผัส (เป็นก้อนแป้งเปียก, เป็นฟอง)

นั่นคือ "น้องสาว" กำลังตะโกนบอกหล่อนว่า "ช่วยฉันด้วย! ฉันคุมซอยไม่ไหวแล้ว!" ซึ่งอาการเหล่านี้แหละค่ะที่จะนำไปสู่มหากาพย์เฉดสีบอกโรคที่เรากำลังจะคุยกันต่อจากนี้...


ตกขาวแต่ละสีบอกอะไร?

1) ตกขาวสีใส หรือขาวใส

ทำไมถึงเกิดขึ้น : นี่คือสภาวะที่ช่องคลอดมีความสุขที่สุดค่ะ! มักจะมาในช่วงที่ ฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) พุ่งสูง โดยเฉพาะช่วง "ไข่ตก" (ประมาณวันที่ 14 ของรอบเดือน) ร่างกายจะผลิตมูกที่ลื่นและยืดหยุ่นได้เหมือนไข่ขาวดิบ เพื่อช่วยให้สเปิร์มเดินทางไปผสมกับไข่ได้ง่ายขึ้น

  • ถ้าหล่อนออกกำลังกายหนักๆ หรือช่วงที่มีความรู้สึกทางเพศ ตกขาวชนิดนี้จะออกมาเยอะเป็นพิเศษ เพราะร่างกายต้องการหล่อลื่นและระบายความร้อน รวมถึงช่วยกำจัดเซลล์ที่ตายแล้วออกมาค่ะ ตราบใดที่ไม่มีกลิ่นเหม็นเน่า หล่อนคือผู้หญิงที่สุขภาพภายในปังมากค่ะ!

2) ตกขาวสีขาวขุ่น

ทำไมถึงเกิดขึ้น : หลังช่วงไข่ตก ฮอร์โมนตัวแม่จะเปลี่ยนเป็น โปรเจสเตอโรน (Progesterone) ซึ่งจะทำให้มูกที่เคยใสกลายเป็นสีขาวนวลหรือขาวขุ่นเหมือนนม และมีความเหนียวข้นมากขึ้น เพื่อ "ปิดประตูปากมดลูก" ป้องกันสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่มดลูกช่วงที่ร่างกายคิดว่าอาจจะมีการตั้งครรภ์

  • สีขาวขุ่นนี้ต้องไม่มีกลิ่นคาวปลาชัดเจน และไม่ทำให้หล่อนรู้สึกคันยิบๆ ถ้ามันแค่เลอะกางเกงในเป็นคราบขาวนวลๆ นั่นคือเรื่องธรรมชาติ 100% ค่ะ

3) ตกขาวสีขาวเป็นก้อนหนา

ทำไมถึงเกิดขึ้น : นี่คืออาการของ "เชื้อราในช่องคลอด" (Vaginal Candidiasis) ค่ะ มักเกิดจากสมดุลพัง เช่น หล่อนกินยาปฏิชีวนะมานาน (ยาไปฆ่าแบคทีเรียตัวดีหมด) หรือใส่กางเกงที่รัดและอับชื้นเกินไป ทำให้เชื้อรา Candida เติบโตผิดปกติ

  • ลักษณะจะเหมือน "นมบูด" หรือ "คราบโยเกิร์ต" ที่จับตัวเป็นก้อน ไม่ค่อยมีกลิ่น แต่ความทรมานคือ "ความคัน" ค่ะ! คันจนอยากเกา แสบเวลาปัสสาวะ และบริเวณปากช่องคลอดจะแดงช้ำ สีขาวก้อนๆ นี้คือเศษเซลล์ผนังช่องคลอดที่ถูกเชื้อรากัดกินนั่นเองค่ะ!

4) ตกขาวสีเหลืองอ่อน

ทำไมถึงเกิดขึ้น : บ่อยครั้งมันคือตกขาวสีขาวปกติที่หลุดออกมาสัมผัสกับอากาศข้างนอก (Oxidation) หรือผสมกับเศษน้ำปัสสาวะที่หลงเหลืออยู่ ทำให้เมื่อมันแห้งติดกางเกงในแล้วดูเป็นสีเหลืองนวล

  • ถ้าหล่อนเพิ่งกินวิตามินบีรวม (Vitamin B Complex) มา ตกขาวอาจจะมีสีเหลืองสะท้อนแสงได้เบาๆ นะจ๊ะ! ตราบใดที่เนื้อตกขาวไม่ข้นเหนียวเหมือนหนอง และไม่มีกลิ่นเหม็นเขียว ก็ยังถือว่าปลอดภัยหายห่วงค่ะ

5) ตกขาวสีเหลืองเข้ม หรือเหลืองจัด

ทำไมถึงเกิดขึ้น : เมื่อมีการติดเชื้อแบคทีเรีย ร่างกายจะส่งกองทัพ "เม็ดเลือดขาว" ออกมาต่อสู้ในสมรภูมิช่องคลอด ซากของเม็ดเลือดขาวที่ตายแล้วจะผสมกับมูกจนกลายเป็นสีเหลืองเข้มหรือสีหนอง ถ้ามีกลิ่นแรง คัน แสบ ปวดท้องน้อย หรือเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ นั่นคือสัญญาณว่ามดลูกหล่อนเริ่มอักเสบแล้วนะจ๊ะ อย่าปล่อยไว้จนเป็นหนอง ลุกลามไปอุ้งเชิงกราน/ท่อนำไข่เด็ดขาด! ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ



6) ตกขาวสีเขียว

ทำไมถึงเกิดขึ้น : สีเขียวคือ "สัญญาณอันตรายขั้นสุด" มักเกิดจากการติดเชื้อโปรโตซัวที่ชื่อว่า Trichomonas vaginalis ซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STI) ชนิดหนึ่ง

  • ลักษณะพิเศษคือ "ตกขาวเป็นฟอง" (Frothy Discharge) และมีกลิ่นเหม็นรุนแรงมาก สีเขียวเหลืองนี้มาจากการสู้กันดุเดือดระหว่างเชื้อกับระบบภูมิคุ้มกัน ถ้าเจอสีนี้หล่อนต้องพุ่งตัวไปหาหมอทันที และที่สำคัญ "ต้องพาแฟนไปรักษาด้วย" ไม่อย่างนั้นจะติดสลับกันไปมาไม่จบไม่สิ้นค่ะ!

7) ตกขาวสีเทา + กลิ่นคาวปลา

ทำไมถึงเกิดขึ้น : เกิดจากสภาวะ "ช่องคลอดอักเสบจากแบคทีเรีย" (BV) ไม่ใช่การติดเชื้อจากข้างนอกเสมอไป แต่เป็นเพราะแบคทีเรียตัวร้ายในน้องสาวมัน "ยึดอำนาจ" แบคทีเรียตัวดีค่ะ

  • ลักษณะจะบางๆ เหลวๆ เคลือบผนังช่องคลอด แต่ความร้ายกาจคือ "กลิ่นคาวปลาที่รุนแรง" โดยเฉพาะหลังจากมีเพศสัมพันธ์ เพราะน้ำอสุจิมีค่าเป็นด่าง ไปกระตุ้นให้แบคทีเรียตัวร้ายคายกลิ่นออกมาเหม็นหึ่ง! สีเทานี้บอกถึงความไม่สมดุลอย่างรุนแรงของค่า pH ในน้องสาวค่ะ

8) ตกขาวสีน้ำตาล

ทำไมถึงเกิดขึ้น : มันคือ "เลือดเก่า" ที่ค้างอยู่ในมดลูกนานจนกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มเหมือนกาแฟ ปกติมักเจอในช่วง 1-2 วันหลังประจำเดือนหมด หรือช่วงที่มีเลือดออกกะปริดกะปรอยจากการใช้ยาคุมกำเนิด

  • แต่ถ้าสีน้ำตาลมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย มาทุกวัน และมีกลิ่นเหม็นเน่าร่วมด้วย ต้องระวังเรื่อง "ติ่งเนื้อในมดลูก" หรือ "แผลที่ปากมดลูก" นะคะ ร่างกายอาจจะกำลังระบายเลือดเสียจากรอยโรคบางอย่างออกมาให้หล่อนเห็นค่ะ

9) ตกขาวสีชมพู


ทำไมถึงเกิดขึ้น : เกิดจากมีเลือดสดปริมาณน้อยมากๆ มาผสมกับตกขาวใส มักพบในช่วง "วันไข่ตก" เพราะผนังมดลูกมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย หรืออาจเป็นเลือดที่เกิดจากการเสียดสีระหว่างมีความสัมพันธ์

  • ในบางราย สีชมพูจางๆ อาจเป็นสัญญาณของ "เลือดล้างหน้าอ่อน" (การฝังตัวของตัวอ่อน) สำหรับคนที่กำลังลุ้นมีน้อง แต่ถ้ามาบ่อยๆ หลังจากยกของหนักหรือออกกำลังกาย อาจหมายถึงผนังช่องคลอดบางหรืออักเสบเบาๆ ค่ะ

10) ตกขาวสีแดง / มีเลือดสดปน

ทำไมถึงเกิดขึ้น : ถ้าไม่ใช่ช่วงรอบเดือน สีแดงคือ "รหัสแดง" ค่ะ! อาจเกิดจากความผิดปกติที่รุนแรง เช่น ปากมดลูกอักเสบติดเชื้ออย่างหนัก, เนื้องอกในมดลูก, หรือความเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูก

  • หากมีเลือดสดปนตกขาวออกมาหลังมีเพศสัมพันธ์ (Post-coital bleeding) นี่คือสัญญาณที่หมอสูติฯ กังวลที่สุด หล่อนต้องตรวจภายในและคัดกรองมะเร็งปากมดลูก (Pap Test) ทันทีเพื่อความชัวร์นะคะ อย่าเลื่อนนัดเด็ดขาด!

สรุปสั้นๆ จำให้ขึ้นใจ!

  • ใส/ขาว : สบายใจได้ (ฮอร์โมนทำงานปกติ)
  • ก้อนขาว/คัน : เชื้อรา (อย่าอับ อย่าชื้น)
  • เหลืองเขียว/เหม็น : ติดเชื้อ (หาหมอด่วน)
  • เทา/คาวปลา : สมดุลพัง (งดล้างสบู่ข้างใน)
  • แดง/น้ำตาลผิดปกติ : ต้องตรวจ (เช็กภายในด่วน)

เคล็ดลับตัวแม่: วิธีรักษาน้องสาวให้ "สีสวย กลิ่นสะอาด"

1. งดการสวนล้าง


ทำไมถึงต้องห้ามเด็ดขาด?

ช่องคลอดของเราไม่ใช่ "ท่อระบายน้ำ" แต่มันคือ "ระบบทำความสะอาดตัวเอง (Self-Cleaning System)" ที่ล้ำสมัยที่สุดค่ะ ภายในมีเมือกและแบคทีเรียเจ้าที่ (Lactobacillus) ที่คอยขับไล่สิ่งสกปรกออกไปในรูปแบบตกขาวปกติอยู่แล้ว

  • ภัยร้ายจากสบู่และน้ำยา : เมื่อหล่อนฉีดน้ำยาเข้าไป แอลกอฮอล์ น้ำหอม หรือสารฆ่าเชื้อในนั้นจะทำการ "ล้างบาง" แบคทีเรียตัวดีจนเหี้ยนค่ะ พอไม่มีทหารคอยเฝ้า ค่า $pH$ ก็จะพุ่งสูงขึ้น (กลายเป็นด่าง) ทีนี้แหละค่ะ... เชื้อราและแบคทีเรียตัวร้ายจากข้างนอกจะวิ่งเข้ามายึดพื้นที่ทันที ผลคือเหม็นกว่าเดิม คันกว่าเดิม และตกขาวเปลี่ยนสีแน่นอน!
  • วิธีที่ถูกต้อง : ล้างแค่ "ภายนอก" ด้วยน้ำเปล่าหรือสบู่อ่อนๆ ที่มีค่า $pH$ เหมาะสมกับจุดซ่อนเร้น (ประมาณ 3.5 - 4.5) เท่านั้น ไม่ต้องล้วง ไม่ต้องฉีดเข้าไปในโพรงนะคะซิส! ให้ช่องคลอดจัดการเรื่องข้างในของเขาเองค่ะ

2. ซับให้แห้ง "หน้าไปหลัง"

ทำไมทิศทางถึงสำคัญนัก?

นี่คือจุดที่ผู้หญิงหลายคนพลาดที่สุด! ซิสคะ... ทวารหนักคือ "แหล่งรวมแบคทีเรีย ขนาดใหญ่ ซึ่งมันอยู่ห่างจากน้องสาวแค่ไม่กี่เซนติเมตรเองค่ะ

  • ยุทธการหน้าไปหลัง : ทุกครั้งหลังทำธุระเสร็จ การซับจาก "หน้า (ช่องคลอด) ไป หลัง (ทวารหนัก)" คือการป้องกันไม่ให้เชื้อโรคจากลำไส้มา "ทัศนศึกษา" ที่น้องสาวค่ะ ถ้าหล่อนซับย้อนศร (หลังมาหน้า) เท่ากับหล่อนกวาดกองทัพแบคทีเรียตัวร้ายมาเสิร์ฟถึงปากช่องคลอด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบและตกขาวสีเขียว/เหลืองค่ะ!
  • ซับเบาๆ อย่าถู : ผิวบริเวณน้องสาวบอบบางยิ่งกว่าหน้าอีกค่ะ! ให้ใช้ทิชชูคุณภาพดี "กดซับ" เบาๆ จนแห้งสนิท เพราะความชื้นคือ "บ้านแสนสุข" ของเชื้อราค่ะ

3. กินโพรไบโอติก

ทำไมการกินถึงช่วยน้องสาวได้?

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Gut-Vagina Axis ค่ะ แบคทีเรียในลำไส้กับในช่องคลอดเขาสื่อสารกันได้!

  • แลคโตบาซิลลัส : การกินโยเกิร์ตสูตรน้ำตาลน้อย, นมเปรี้ยวที่มีเชื้อจุลินทรีย์มีชีวิต, หรือกิมจิ/ผักดองธรรมชาติ จะช่วยเติมจุลินทรีย์ตัวดีเข้าไปในระบบ ร่างกายจะส่งต่อทหารเหล่านี้ไปยังช่องคลอด เพื่อช่วยผลิตกรดแลคติกคุมค่า pH ให้คงที่
  • เคล็ดลับเลือก Probiotics : ถ้าจะซื้ออาหารเสริม ให้มองหาสายพันธุ์ที่เน้นดูแลผู้หญิงโดยเฉพาะ เช่น Lactobacillus rhamnosus (GR-1) และ Lactobacillus reuteri (RC-14) สองตัวนี้คือ "หน่วยรบพิเศษ" ที่เก่งเรื่องการเกาะผนังช่องคลอดและฆ่าเชื้อราได้ชะงัดนักค่ะ!

วิธีเลือก "อาวุธคู่กาย" (กางเกงใน) ลดเชื้อรา 100%

ในเมื่อขอมายาวๆ ฉันแถมเรื่องนี้ให้เลยค่ะ เพราะกางเกงในคือสิ่งที่อยู่ติดน้องสาวเราทั้งวัน!

  1. ต้องผ้าฝ้าย (Cotton 100%) เท่านั้น : ผ้าใยสังเคราะห์ (Satin/Lace/Polyester) แม้จะดูเซ็กซี่แต่มัน "ไม่ระบายอากาศ" ค่ะ มันจะเก็บกักความร้อนและความชื้น ทำให้น้องสาวอบอ้าวเหมือนอยู่ในเตาอบ เชื้อราชอบมาก! ถ้าอยากใส่ลูกไม้ ให้เลือกแบบที่มี "ซับตรงเป้าเป็นผ้าคอตตอน" นะคะ
  2. ไซส์ต้องพอดี ไม่รัดเป้า : การใส่กางเกงในรัดเกินไปจะทำให้เกิดการเสียดสี ผิวหนังบริเวณนั้นจะดำคล้ำและอักเสบ แถมยังทำให้อากาศไม่ถ่ายเท ตกขาวจะสะสมและเหม็นไวขึ้นค่ะ
  3. การซักและตาก : ควรซักด้วยน้ำยาซักผ้าเด็กหรือสูตรอ่อนโยน และ "ต้องตากแดด" ค่ะ แสง UV คือตัวฆ่าสปอร์เชื้อราที่ดีที่สุด อย่าตากในที่ร่มหรือในห้องน้ำเด็ดขาด เพราะเชื้อราจะฝังตัวอยู่ในใยผ้า พอหล่อนใส่ปุ๊บ... มันก็กลับมาหาหล่อนปั๊บ!
  4. อายุการใช้งาน : กางเกงในมีอายุการใช้งานนะคะซิส! ถ้าเป้าเริ่มเหลือง แข็ง หรือใช้มาเกิน 6 เดือน ควรโละทิ้งแล้วซื้อใหม่ค่ะ อย่าเสียดาย เพราะเชื้อโรคมันสะสมอยู่ในใยผ้าที่ซักไม่ออกค่ะ

"กินลดกลิ่น"

อยากให้น้องสาวกลิ่นคลีนๆ ต้องเน้นกลุ่มนี้ค่ะ:

  • สับปะรด/แครนเบอร์รี่ : ช่วยสนับสนุนสุขภาพโดยรวม และลดความเสี่ยงบางอย่างในทางเดินปัสสาวะในบางราย
  • น้ำเปล่า : ดื่มให้ถึง 2-3 ลิตร เพื่อช่วยขับสารพิษและลดความเข้มข้นของปัสสาวะที่อาจมาปนกับตกขาวจนเหม็น
  • งด หอม/กระเทียม/เครื่องเทศจัด : อาหารกลิ่นแรงอาจทำให้กลิ่นเหงื่อและสารคัดหลั่งเปลี่ยนได้ในบางคน

"ความฉลาด" คือเครื่องสำอางที่ดีที่สุดของผู้หญิง

ซิสคะ! การที่หล่อนลุกขึ้นมาสังเกตสีตกขาว นับวันไข่ตก หรือเช็กความผิดปกติของร่างกาย มันไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่มันคือ "ความรักตัวเอง (Self-Love)" ระดับสูงสุดค่ะ

การดูแลจุดซ่อนเร้น ไม่ใช่แค่เรื่อง "กลิ่น" หรือ "ความสะอาด" แต่มันคือเรื่องของ "ศักดิ์ศรีในสุขภาพ" ผู้หญิงที่ดูแลตัวเองดีจากข้างใน จะมีความมั่นใจที่ส่งประกายออกมาถึงข้างนอกโดยไม่ต้องพยายามเลยค่ะ!



ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Freepik

ขอขอบคุณข้อมูลอ้างอิงจาก

CDC / NHS / Mayo Clinic (อาการตกขาว, BV, yeast infection, trichomonas)

ACOG (แนวทางสุขภาพสตรี)