Curator
curator
Sarafim
1 followers
summary intro: 5201

[นิยาย] The SAGA of Demon - บทที่ 2

เป็นจอมมาร...นอกจากอาละวาดแล้วให้ผู้กล้ามาฆ่า ข้าก็ไม่มีอะไรทำแล้วนะ! ลักพาตัวเจ้าหญิง? หือ? ข้าจะเอาเจ้าหญิงที่สวยน้อยกว่าข้ามาทำไม! ให้ลักพาตัวเจ้าชายยังดูเข้าท่ากว่าเลย!

13 December 2015
curator_Sarafim Sarafim
13 December 2015

 

 



ชีวิตอันน่าเบื่อ ตอนที่ 2 : จอมมารถูกเชิญไปงานเลี้ยง



มีแสง ย่อมมีเงา


จอมมารคือตัวแทนของความมืดมนชั่วร้าย ดำรงอยู่เพื่อคงความสมดุลกับโลก เหมือนเช่นเทพแห่งแสงสว่างที่ดำรงอยู่เพื่อรักษาความสว่าง ดังนั้นจอมมารจึงไม่อาจหายไปจากโลกได้ ตราบเท่าที่เทพแห่งแสงสว่างยังคงอยู่


นั่นก็คือ ฆ่ายังไงก็ไม่ตายนั่นเอง


ความจริงแล้ว การที่จอมมารอาละวาดแล้วให้ผู้กล้ามาปราบนั้น เป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมาอยู่หลายสหัสวรรษ อาจเริ่มต้นด้วยความนึกสนุกของจอมมารรุ่นไหนสักรุ่น เอาพลังที่มีมาอาละวาดสร้างหายนะ แล้วพอมีผู้กล้าเดินทางมาเพื่อปราบ จอมมารก็นึกสนุก สร้างด่านอรหันต์มากั้น พอผู้กล้าฝ่าจนมาถึงตัว แล้วโดนฆ่า แทนที่จะเข็ดหลาบกลับรู้สึกสนุกแบบแปลกๆ ฟื้นมาอีกรอบก็อาละวาดให้คนมาฆ่าอีก ฆ่ากันไปฆ่ากันมาจนในที่สุด จอมมารกับอัศวินแห่งแสงแทบทุกรุ่นก็สนิทกัน ช่างเป็นความสัมพันธ์อันแปลกประหลาดหาที่เปรียบไม่ได้จริงๆ


หลังจากหลายหมื่นหลายพันปีผ่านไป ผลัดเปลี่ยนจอมมารมาไม่รู้กี่รุ่นต่อกี่รุ่น บ้างครองอำนาจนานหลายหมื่นปี  อยู่มานานจนชักเบื่อชีวิตอมตะ เลยสละบัลลังก์แล้วไปฆ่าตัวตายที่ไหนสักแห่ง บ้างครองบัลลังก์มืดแค่สิบปีก็เบื่อแทบตาย จับเจ้าหนูแถวๆ นั้นมานั่งบัลลังก์แล้วตัวเองหายต๋อมไปหาเรื่องสนุกทำ แต่ไม่ว่าจะยังไง จอมมารรุ่นปัจจุบันก็มีชื่อว่า เกรเทล หลังจากที่จอมมารรุ่นก่อนสละบัลลังก์แห่งความมืดให้ เธอก็นั่งอยู่บนนี้มาตลอดหลายร้อยปี และก็เบื่อมาตลอดด้วยเช่นกัน


เกรเทลเบื่อ...เบื่อสุดขีด...อัศวินแห่งแสงคนล่าเพิ่งเกษียณออกไปแต่งงาน กลายเป็นอดีตอัศวินแห่งแสง อัศวินแห่งแสงคนใหม่ก็ยังไม่แต่งตั้ง ถ้าไม่มีอัศวินผู้พิทักษ์ความดีงาม คอยพิทักษ์ความยุติธรรมให้ประชาชน เกรเทลก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะอาละวาดไปทำไม ไม่สนุกเลยสักนิด


ดังนั้น เมื่อความเบื่อดำเนินติดต่อกันหลายสิบวัน เบื่อจนแทบจะบรรลุสัจจะธรรมของความเบื่อ เบื่อจนแทบเหาะทะลุขึ้นไปบนฟ้า ไปเค้นคอจอมมารรุ่นแรก ถามว่าทำไมไม่ทำให้ตำแหน่งจอมมารมันมีอะไรสนุกกว่านี้บ้าง ประตูห้องโถงที่ถูกปิดตายสนิทมาหลายวันก็ถูกเปิดออก


เอลฟ์ผิวขาวเผือกที่มีผมสีดำ สวมชุดสีดำ ราวกับห่มคลุมรัตติกาลทั้งหมดลงบนร่างก้าวเข้ามาพร้อมกลิ่นอายแห่งความตาย


เกรเทลปรายตามองพ่อบ้านประจำปราสาทผู้รับใช้จอมมารมานับสิบรุ่นอย่างเซ็งๆ


“มีอะไรดิลอง”


พ่อบ้านเอลฟ์ผู้ถูกสาปโค้งตัวต่ำให้กับคำถามนั้นด้วยความเคารพสูงสุดดังเช่นที่เขามีมาให้จอมมารทุกรุ่น


“มีเทียบเชิญจากปราสาทมนุษย์ส่งมาถึงท่านขอรับ”




ที่ปราสาทมีงานเลี้ยง


เกรเทลไม่รู้หรอกว่าเลี้ยงเนื่องในโอกาสอะไร แต่ปราสาทก็หาทางจัดงานเลี้ยงได้ทุกโอกาสอยู่แล้วนั่นล่ะ เพิ่งเจอภัยพิบัติก็เลี้ยงปลอบขวัญ เพิ่งผ่านพ้นเรื่องร้ายก็เลี้ยงฉลอง จะมีข่าวมงคลก็เลี้ยงยินดี เปลี่ยนฤดูทีก็เลี้ยงต้อนรับฤดูใหม่ หาเหตุผลจัดมันได้แทบทุกเดือนจนไม่รู้เหมือนกันว่าจะบ้าคลั่งเลี้ยงอะไรกันนักกันหนา


ปกติจอมมารไม่ค่อยชอบมางานเลี้ยง เทียบเชิญเองก็ส่งมาให้ตามมารยาทเท่านั้น เพราะทางนั้นเกรงว่าถ้าไม่ยอมเชิญ เธอจะโมโหอาละวาด ยกกองทัพฝันร้ายบดขยี้ตั้งแต่ประตูเมืองยันห้องโถงปราสาท แล้วสาปด้วยคำสาปปัญญาอ่อนให้เจ้าหญิงโดนเข็มเครื่องปั่นด้ายแทงนิ้วแล้วหลับไปจนกว่าจะมีเจ้าชายมาจูบปลุก หรืออะไรประมาณนั้น


แม้เกรเทลจะไม่ค่อยชอบงานเลี้ยง แต่ในสถานการณ์ที่อารมณ์เบื่อใกล้จะถึงสุดขีดแบบนี้ ต่อให้เป็นงานเลี้ยงวันเกิดของตาแก่คนไหนสักคนในราชวงศ์ ก็นับว่ายังสนุกกว่านั่งเบื่ออยู่บนบัลลังก์มืด


จอมมารก็ปรากฏตัวอย่างเงียบๆ ในงานเลี้ยงด้วยมนตรา แต่งตัวเรียบง่ายด้วยกระโปรงสีทึบเรียบๆ แทบไม่มีเครื่องประดับ และเพราะครั้งล่าสุดที่มางานเลี้ยง ความงามต้องสาปเธอทำให้พวกมนุษย์ที่ใจไม่เข้มแข็งพอลุ่มหลงจนแทบจะทำให้เกิดการปฏิวัติกลางปราสาท ดังนั้นทุกครั้งที่มาที่นี่ เธอจำต้องสวมผ้าลูกไม้ปิดหน้า เปิดเพียงดวงตาเอาไว้เสมอ


“ท่านแม่มดก็มาด้วยหรือ”


คำทักทายจากขุนนางหนุ่มคนหนึ่งที่เธอเคยเห็นเขากระทั่งรุ่นทวดทำให้เกรเทลพยักหน้ารับ เพราะรู้ดีว่า คนที่นี่รู้จักเธอในฐานะแม่มดจากหุบเขา


ควรต้องอธิบายสักนิดว่า นอกจากจอมมารกับอัศวินแห่งแสงจะฆ่ากันไปมาจนสนิทกันแล้ว จอมมารแต่ละรุ่นยังมีความสัมพันธ์อันดีกับราชาของอาณาจักรแห่งแสงอีกด้วย


เรื่องที่จอมมารต้องอาละวาดแก้เบื่อนั้นเป็นอะไรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นเพื่อเป็นการลดผลกระทบที่อาจตามมา ราชารุ่นไหนสักรุ่นที่สืบจนล่วงรู้ความจริงถึงได้เจรจากับจอมมารขอทำสัญญา ให้ฉากหน้าจอมมารแสดงตัวเป็นพ่อมดอายุหลายพันปีคอยพยากรณ์บอกเวลา บอกว่าเมื่อไร วันไหน จอมมารถึงจะเริ่มต้นอาละวาด เริ่มอาละวาดที่ไหน รูปแบบใด จะเกิดอาเพศนานแค่ไหน พระราชาจะได้เตรียมกำลังพล ตุนเสบียง ประกาศราชโองการพร้อมรับมือสถานการณ์ และจะได้จัดขบวนส่งอัศวินแห่งแสงไปปราบจอมมารได้อย่างทันท่วงที


ตำแหน่งจอมมารสืบทอดมาแต่ละรุ่น พร้อมๆ กับตำแหน่งพ่อมดพยากรณ์ของอาณาจักร เกรเทลเอง ก่อนจะรับตำแหน่งจอมมารก็เคยถูกจอมมารรุ่นก่อนพามาเข้าพิธีสืบทอดตำแหน่งผู้พยากรณ์ที่อาณาจักรเหมือนกัน และก็รับหน้าที่ควบสองตำแหน่งมานานหลายร้อยปี อยู่จนแทบจะรู้จักต้นตระกูลของขุนนางทุกคนในราชสำนัก และเพราะบอกว่าตัวเองเป็นแม่มด จึงไม่มีใครติดใจอะไรนักเรื่องอายุอันยืนยาวของเธอ


“ท่านเซอร์เฮมล็อตก็มางานด้วยนะครับ” ขุนนางหนุ่มคนนั้นว่า ยิ้มสนทนากับแม่มดผู้ลึกลับที่ไม่ใคร่ปรากฏตัวเท่าไรนัก “เห็นพาว่าที่อัศวินแห่งแสงสองคนมาร่วมงานด้วย”


เมื่อพูดถึงอัศวินแห่งแสงคนก่อน คนเดียวกับที่เกษียณหนีไปแต่งงานจอมมารก็ชักสนใจ และยิ่งสนใจมากขึ้น เมื่อได้ยินคำว่า ‘ว่าที่อัศวินแห่งแสง’


“งั้นข้าต้องขอไปดูหน้าสักหน่อยแล้ว” เธอขอตัว หมุนตัวเข้าไปในงาน ทิ้งขุนนางคนนั้นไปทันที


อัศวินแห่งแสงคนก่อนเป็นคนค่อนข้างโดดเด่น หาไม่ยากนัก จอมมารเดินไปเดินมาได้ไม่นานนัก ก็เจอเซอร์เฮมล็อตผู้ที่ร่างสูงกำยำจากการผ่านกรำศึกมานับครั้งไม่ถ้วนยืนคุยกับพระราชา ข้างกายมีเด็กผู้ชายสองคนวัยประมาณสิบกว่าขวบ หัวทองคนหนึ่ง หัวดำคนหนึ่ง ยืนเรียบร้อยรู้มารยาทดีอยู่ข้างๆ


แม้อดีตอัศวินแห่งแสงกำลังคุยกับพระราชา คนธรรมดาไม่ควรเข้าแทรก แต่เกรเทลไม่ใช่คนธรรมดา ทั้งยังไม่เคยเห็นหัวพระราชา ดังนั้นเมื่อเจอเป้าหมาย เธอก็เดินเข้าไป มองเมินพระราชาที่หันมาทักทาย มองเมินอัศวินแห่งแสงคนก่อนที่ทำหน้าแปลกใจ ตรงเข้าจับแก้มของว่าที่อัศวินผมดำคนหนึ่ง แล้วยืดอย่างแรง


“นี่เหรอว่าที่อัศวิน” เธอทำตาโต “โตขึ้นมาต้องหน้าตาดีกว่าท่านสิบเท่าเลยเซอร์เฮมล็อต”


เมื่อเห็นจอมมารเพื่อนยากที่รู้จักกันแบบแปลกๆ มายี่สิบปีปรากฏตัวในงานเลี้ยง อดีตอัศวินแห่งแสงที่เพิ่งปลดระวางมาเป็นครูฝึกให้ว่าที่อัศวินแห่งแสงก็หันไปมองพระราชา พระราชาก็ยิ้มแป้นแบบแปลกๆ ให้ สุดท้าย เซอร์เฮมล็อตที่ใครๆ ต่างก็เกรงก็ชักสีหน้าอ่อนใจ แล้วก็เผลอสวนไปตามนิสัย


“ก็เจ้าหนูนี่ยังไม่เคยผ่านสนามรบแล้วโดนฟันจนหน้าบากแบบข้านี่!”


“เจ้าทำว่าที่อัศวินหน้ายืดหมดแล้ว เกรเทล” พระราชาผู้ยังอยู่ในวัยหนุ่มพูดยิ้มๆ ก่อนตบไหล่ปลอบใจว่าที่อัศวินน้อยคนนั้น “ทำใจเถอะ ตอนข้าเป็นเจ้าชาย กระบวนท่ายืดหน้าของแม่มดพยากรณ์ ข้ายังเคยเจอมากับตัวแล้วเลย”


“ท่านเป็นแม่มดพยากรณ์หรือครับ” เด็กน้อยผมทองอีกคนมองเพื่อนที่ลูบแก้มแดงๆ ของตัวเองป้อยๆ แล้วหันไปถามตาใส มองพี่สาวผู้ปกปิดใบหน้าลึกลับคนนั้นอย่างสงสัย


แม่มดจอมปลอมพยักหน้า “ข้าชื่อเกรเทล ถ้าเจ้าได้เป็นอัศวินแห่งแสง ในอนาคตเราต้องได้เจอหน้ากันบ่อยแน่”


“บ่อยมาก” อดีตอัศวินแห่งแสงเสริมเข้าไป


“มากๆ” พระราชาพยักหน้า จากนั้นก็เริ่มทำท่าเห็นใจ “สนิทกันไว้ก็ดีนะ”


ว่าที่อัศวินน้อยทั้งสองมองหน้ากัน เจ้าหนูตาใสคนนั้นยิ้มกว้างน่ารัก ส่วนอีกคนที่แม้แก้มจะยังทิ้งรอยแดงฟ้องแจ่มชัด เจ้าตัวก็ยังแค่พยักหน้าขรึมๆ


ท่าทีสงบนิ่งของว่าที่อัศวินน้อยผมดำทำให้จอมมารชักสนใจ วางมือบนหัวน้อยๆ นั่น แล้วยื่นหน้าเข้าไปชิด จนเด็กคนนั้นผงะถอย ก่อนจะทำตาโต


“ไปเก็บเด็กนี่มาจากไหนน่ะเฮมล็อต” เธอถาม ไม่สนใจว่าว่าที่อัศวินผมดำคนนั้นจะเริ่มหน้าแดงแปร๊ดไปถึงหูแล้วก็ตาม “ได้ของดีไม่เลว เจ้าหนูนี่มีสายเลือดที่ได้รับอนุญาตให้ยืมพลังของธรรมชาติมาใช้เสียด้วยสิ”


“เลือดพ่อมด?” เฮมล็อตเลิกคิ้ว ก้มมองลูกศิษย์ตัวเอง ก่อนถามล้อๆ “อยากเปลี่ยนไปเป็นนักบวชรึเปล่าวินซ์”


“ไม่ครับ” เจ้าหนูตอบ กลับมาแทบจะในทันที


จอมมารพยักหน้า “ดีแล้ว ถ้าอยากนี่คงเป็นยากหน่อย เพราะต้นตระกูลเขาเป็นพ่อมดดำ”


“ดำ? ลัทธิมนดำรึ” พระราชาถามอย่างสนใจ ในขณะที่เจ้าหนูสายเลือดพ่อมดเริ่มชักสีหน้าเครียด


เกรเทลพอเข้าใจความเครียดของเจ้าหนูนี่ดี ที่นี่เป็นอาณาจักรของเทพแห่งแสงสว่าง อะไรที่มืดๆ ดำๆ ถือเป็นเรื่องต้องห้ามในอาณาจักรทั้งสิ้น...แถมเจ้าตัวยังเป็นว่าที่อัศวินแห่งแสงที่ปฏิญาณจะกำจัดอำนาจมืดและความชั่วร้ายอีก พอมารู้ว่าตัวเองมีสายเลือดพ่อมดดำแบบนี้...


จอมมารถอนหายใจ จากนั้นก็เริ่มต้นอธิบายแก้ความเข้าใจ


“พ่อมดดำไม่ใช่ไม่ดีสักหน่อย แค่สายเวทย์ของเขาสังกัดอยู่ในสายมืด มนตร์ส่วนใหญ่เลยเกี่ยวกับการตาย สาปแช่ง ปลุกวิญญาณ คืนชีพร่างเนื้อ แต่มันเป็นแค่สายเวทย์ พวกเขาศึกษาเรื่องนี้เพราะมันทำให้เข้าใจวิญญาณ เข้าใจโลกหลังความตาย ปรารถนาจะสื่อสารกับผู้ที่ล่วงลับไป รวมทั้งปลุกสิ่งที่ตายไปขึ้นมารับใช้”


“ปลุกวิญญาณคนตายมันผิดศีลธรรมนะเกรเทล” เฮมล็อตให้ความเห็น แล้วโดนจอมมารค้อนตาเขียวใส่


“ทีนักบวชวิหารที่เป็นพ่อมดขาวยังมีวิชาพวกนี้เลย ไอ้วิชาอัญเชิญเทพ อัญเชิญวิญญาณจากสวรรค์ เรียกซะสวยหรู แต่พื้นฐานมันคือเรียกวิญญาณคนตายมาช่วยเหมือนกันนั่นล่ะ แค่วิญญาณที่สายเวทย์ขาวเชิญมามันดูดีมีเนื้อหนังสมบูรณ์มากกว่า ไม่ได้หมายความว่าเวทย์ของสายดำจะไม่ดีสักหน่อย” จอมมารฮึดฮัดขัดใจ “ในแง่ของเวทมนตร์ อย่ามองเวทย์สว่างและเวทย์มืดเป็น อะไรดีๆ กับอะไรชั่วๆ สิ มันเป็นแค่ธาตุเท่านั้น ไม่ได้ต่างอะไรกับธาตุสามัญอย่างดินน้ำลมไฟเลย หรือท่านจำแนกได้ว่า ดิน น้ำ ลม ไฟ ธาตุไหนเป็นธาตุดี ธาตุไหนเป็นธาตุเลว”


แล้วปาฐกถาเรื่องพ่อมดดำอันยืดยาวของเกรเทลก็จบลงเท่านี้ โดยที่เจ้าตัวจะไม่ลืมจิกกัดพระราชาแถมเข้าไปอีกว่า


“ขนาดแม่มดดำอย่างข้ายังยอมสละตัวเองช่วยพยากรณ์ภัยพิบัติให้กับอาณาจักร ในขณะที่พ่อมดขาวในวิหารของท่านยังอมเงินกันศรัทธาของประชาชนอย่างสนุกสนาน น่าจะพอพิสูจน์ที่พูดมาได้บ้างแล้ว”


พระราชาโดนสวนไปก็สะอึกไปนิด ไม่มีอะไรจะเถียง ส่วนเฮมล็อตนิ่วหน้ากับคำว่า ‘สละตัวเองช่วยพยากรณ์ภัยพิบัติให้กับอาณาจักร’


แล้วใครมันล่ะที่เป็นคนก่อภัยพิบัติให้อาณาจักรได้ปีละหนสองหน...


“ท่านเป็นแม่มดดำเหมือนกันหรือ” ว่าที่อัศวินสายเลือดพ่อมดคนนั้นถามอย่างสนใจ


“ใช่” ...ซะที่ไหนล่ะ...เธอเป็นจอมมารต่างหาก แถมสายเลือดยังเป็นครึ่งพรายครึ่งปีศาจ ไม่มีเอี่ยวอะไรกับพวกแม่มดเลยแม้แต่น้อย “ถ้าอยากเรียนมนตร์ดำ ข้าจะสอนให้”


เธอเสนออย่างใจกว้าง ถึงจะไม่ใช่แม่มดดำของแท้ แต่สายเวทย์ดำมันก็เหมือนๆ กันอยู่แล้ว จะให้แม่มดดำสอน หรือจอมมารสอนมันก็เหมือนกันนั่นล่ะ


“ข้าจะคิดดูครับ” เด็กคนนั้นแบ่งรับแบ่งสู้ แต่สีหน้าและแววตาทำให้เกรเทลรู้ว่าเจ้าหนูนี่คงไม่เรียนแน่ๆ


เอาเถิด ทางของเขาเป็นสิ่งที่เขาต้องเลือกด้วยตัวเอง


“เหตุใดท่านถึงปิดหน้าครับ” ว่าที่อัศวินน้อยอีกคนถาม ตาใสแจ๋วเป็นประกายใคร่รู้ “ตาท่านสวยมาก ข้าว่าท่านต้องสวยมากแน่ๆ”


“ข้าถูกสาปให้สวยเกินไปเลยต้องปิดไว้” ผู้ถูกชมจับๆ ผ้าปิดหน้า “จริงๆ เจ้าผ้านี่มันก็น่าอึดอัดเหมือนกันนะ”


“อย่าได้ดึงมันออกมาเชียว” อดีตอัศวินแห่งแสงผู้อยู่ในเหตุการณ์หายนะคราวก่อนกล่าวเสียงเครียด “แผลบนคิ้วข้ายังอยู่จนทุกวันนี้เลย”


“จริงๆ ข้ามานี่เพราะมีคำพยากรณ์” เกรเทลหันไปหาพระราชา ก่อนจะกระแอม “จอมมารกำลังเบื่ออย่างมาก ถ้าในห้าปีนี้ท่านไม่รีบแต่งตั้งอัศวินแห่งแสง ท่านคงต้องสังเวยทหารจำนวนหนึ่งไปปราบจอมมารเอาเองแล้วล่ะ”


เซอร์เฮมล็อตเริ่มหางคิ้วกระตุก ว่าที่อัศวินแห่งแสงทั้งสองมองหน้ากัน เหมือนจะไม่เข้าใจกับประโยคที่ว่า ’จอมมารกำลังเบื่ออย่างมาก’ เท่าไรนัก


“ห้าปีหรือ” พระราชานิ่วหน้า “เด็กพวกนี้เพิ่งสิบเอ็ดเอง อย่างน้อยขอสักเจ็ดปี”


“มาต่อรองอะไรกับข้า ไปต่อรองกับจอมมารเองโน่น” แม่มดจอมปลอมแถอย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจ “ข้าแค่มาบอกข่าว แล้วว่าจะมาหาหน่อไม้ขาวกลับไปกินด้วย”


คำแถที่แย้งต่อหน้าธารกำนัลไม่ได้ทำให้พระราชาชักปวดหัวหนึบหนับ “ข้าหาหน่อไม้ขาวที่ดีที่สุดให้ท่านได้หนึ่งเกวียน แต่มีข้อแม้...”


จอมมารอ้าปากขัดทันที “ถ้าท่านไม่หาหน่อไม้ขาวที่ดีที่สุดมาให้ข้าหนึ่งเกวียน ข้ารับรองไม่ต้องรอถึงห้าปี พรุ่งนี้จอมมารจะเริ่มต้นกวาดล้างหมู่บ้านแถบชายแดนด้วยพายุโลหิต เมืองที่มีประชากรเกินพันคนขึ้นไปจะติดโรคระบาด แม่น้ำทุกสายจะเป็นพิษเน่าเสีย สัตว์ทั้งหลายจะล้มตาย ป่าจะลุกเป็นไฟ และ...”


“พอๆ ๆ” พระราชาของอาณาจักรยกมือยอมแพ้ “โอเค ข้าจะหาหน่อไม้ขาวที่ดีที่สุดให้ท่านหนึ่งเกวียน และจะแต่งตั้งอัศวินแห่งแสงคนใหม่ภายในห้าปี ต้องขอรบกวนท่านด้วย”


จอมมารจอมเจ้าเล่ห์ขยับยิ้มหวานหยดใต้ผ้าคลุมจนตาหยี พยักหน้าหนึ่งที


“รบกวนข้าอยู่แล้ว”

 

Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ info@sistacafe.com

Tags

Comments

Sticker
Comment
โฆษณา
Search @