[นิยาย] สาปสโนไวท์ : นิยายแนวลึกลับ สยองขวัญ เกี่ยวกับนิทานที่ไม่ได้จบแบบ happy ending - 1

[นิยาย] สาปสโนไวท์ : นิยายแนวลึกลับ สยองขวัญ เกี่ยวกับนิทานที่ไม่ได้จบแบบ happy ending - 1

พริมา สมัครเป็นพี่เลี้ยงเด็กให้กับครอบครัวของนักธุรกิจที่มีชื่อเสียง ในคฤหาสน์นั้น มีสมาชิกอยู่ 8 คน ทั้งหมดเป็นพี่น้องกัน ชาย 7 และหญิง 1 ซึ่งงดงามราวกับภาพบรรยายในนิทานที่พริมาอ่านในวัยเด็ก ใต้ความงาม...มีความน่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่

18 December 2015
Lucky Seventh
18 December 2015
เลือกอ่านตามหัวข้อ

 

 

ตอนที่ 1 กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว


ตอนที่ 1


               พริมา...น้องเคยฟังนิทานมามากใช่มั้ย


               เรื่องใด ที่เกี่ยวกับ เจ้าหญิง เจ้าชาย คงเป็นนิทานที่น้องโปรดปรานมากที่สุด แน่อยู่แล้วที่น้องจะชอบเรื่องนั้น เพราะมันบรรจุไว้ซึ่งความฝันของเด็กผู้หญิงทั้งโลก


                มีเด็กผู้หญิงมากมาย อยากเป็นสโนไวท์


                สโนไวท์ เป็นหญิงสาวผู้โชคดี มีสิ่งน่าปรารถนาคือความงาม ทั้งผิวที่ขาวเหมือนหิมะ ปากแดงดังชาด และดวงตาดำสนิทเหมือนเปลือกไม้


              เธอได้ผจญภัยไปทั่ว ท่องไปในป่าดิบอันลึก ไกลห่างจากคฤหาสน์เดิมที่เคยอยู่ ในป่านั้น เธอพบคนแคระ ไม่สิ... ชายหนุ่มผู้น่ารักทั้งเจ็ดคน พวกเขาคอยดูแล และปกป้องเธอ


                 ในตอนท้ายของเรื่อง เธอได้ครอบครองเจ้าชาย และครองรักกันอย่างมีความสุข ...ตลอดไป


                จบแล้ว... เรื่องราวที่คนทั้งโลกต่างรู้จัก  เรื่องราวอันเป็นที่จดจำของเด็กผู้หญิงทุกคน


                แทบไม่เคยมีใคร ไม่รู้จักนิทานเรื่องนี้


                แต่นิทานเรื่องนี้สิ… เรื่องที่กำลังจะเริ่มต่อจากนี้ พี่มั่นใจว่า น้องคงไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน

               นิทานเรื่องพี่กำลังจะเล่าให้น้องฟัง... จงตั้งใจ... ฟังให้ดีๆ 


     เพราะนิทานเรื่องนี้ จะเล่าเพียงครั้งเดียว

 


กาลครั้งหนึ่ง… นานมาแล้ว...


******************

พ.ศ.2522


กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดด....


                เสียงหวีดร้องดังขึ้น...
 ฉันสะดุ้งตื่น ตกจากเตียง มองหาพี่ และเขาหายตัวไป


                กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดด...


                เสียงหวีดร้องดังอีกครั้ง คราวนี้ฉันรู้ เป็นเสียงของแม่


                “ใครก็ได้ ใครก็ได้ ช่วยตามหมอที!” เธอตะโกน เสียงสั่น กำลังกลัวสุดขีด


                ฉันหย่อนขาลงพื้น ลุกจากเตียง เดินออกจากเงามืดในห้องนอน เดินไปตามเงามืดตรงระเบียง ไปจนถึงห้องที่คิดว่าเป็นต้นกำเนิดของเสียง คือห้องเก็บหีบทองคำของพ่อ มีแสงสว่างรำไรลอดมาจากรอยต่อประตู


                ฉันเดินเข้าไป...


                เห็นพ่อยืนหันหลังอยู่  นิ่งเหมือนท่อนไม้  ไม่ขยับ  ไม่แม้หายใจ เขาตายทั้งยังยืน ฉันรู้สึกเช่นนั้นจริงๆ


               แม่ทรุดเข่าอยู่กับพื้น มือสองข้างปิดหน้าไว้ทั้งหมด ตัวแม่สั่นระริก เสียงร้องไห้ครวญครางดังจากลำคอ


               “คุณพระช่วย คุณพระช่วย ทำไมทำอย่างนี้ ทำมายยย ฮือๆๆๆ”


               ตรงกลางห้อง ฉันเห็นกองเลือด  บนพื้นไม้นั้น...บางส่วนยังเป็นลิ่ม บางส่วนยังเป็นน้ำ สีแดงสด เหมือนสีแอปเปิ้ลในสวนของพ่อ ฉันไล่สายตาขึ้นเรื่อยจนถึงกางเกงสีฟ้าอ่อน ที่บัดนี้ไม่ใช่สีฟ้าอ่อนอีกแล้ว


               “พี่…” ฉันเรียกเขา


               เขาเงยหน้า มองฉัน...ดวงตาวาว ฉันเห็นรอยยิ้มของเขาเพียงลางในเงามืดนั้น


               “พี่!” ฉันเรียกดังขึ้น ฉับพลันนั้น มือของใครคนหนึ่งก็โผล่มา ตระครุบใบหน้าฉันไว้ กลิ่นบุหรี่จางๆทำให้รู้ว่าเป็นมือพ่อ เขาอุ้มฉัน วิ่งออกจากห้อง


               “พี่จ๋า พี่!” ฉันเรียกอีก หวังว่าเขาจะไม่เป็นไร


                หวังว่าพรุ่งนี้ ฉันจะตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าตนเองฝันไป พรุ่งนี้ ฉันจะพบเขาอีก เราสองวิ่งเล่นด้วยกันในสวน  เขาจะร้องเพลงให้ฉันฟัง


               แต่นับจากวันนั้น ฉัน... ก็ไม่ได้ยินเสียงเพลงของเขาอีกเลย


               เขาหายไป... ตลอดกาล...


               ไม่มีใครพูดชื่อเขาอีก... ไม่มีใครพูดชื่อ ‘พฤกษ์’ อีกเลย ไม่ว่า พ่อ... แม่... หรือน้า...


               หลายปีผ่าน...


               ฉันถึงลืม...ว่าตัวเองเคยมีพี่ชาย


               ******************



 พ.ศ.2536 (14 ปีผ่านไป...)


กรี๊งงงงงงงงงงงง...


               เสียงออดบอกเวลารถไฟออกดังขึ้น นาทีนั้น ฉันรู้สึกว่าคล้ายเสียงกรีดร้อง


               “ได้เวลาแล้ว” แว่นลุกขึ้นยืนเป็นคนแรก หันมามองฉันพร้อมรอยยิ้ม “พวกเราต้องไปแล้วนะ ไอ้เปี๊ยก”


                น้ำตาซึม... แต่กลบเกลื่อนด้วยรอยยิ้มอย่างรวดเร็ว


               “ไปกรุงเทพฯแล้วตั้งใจสอบนะเว้ย ปีหน้าจะตามพวกแกไป”


               “เปี๊ยกร้องไห้อีกแล้ว” ฟูบีบจมูกฉัน “ไม่มีพวกเราคอยคุ้มกัน แกต้องโดนแกล้งแน่ ยิ่งตัวไม่ค่อยโตอยู่”


               ควักกระดาษทิสชู่ออกมาซับน้ำตาตัวเอง บ่นพึมพำ “สอบเข้ามหา’ลัยให้ได้นะทุกๆคน”


               “อยู่กรุงเทพฯ พวกเราจะกลายเป็นชาวกรุง ทีนี้จะเหลือแกเป็นบ้านนอกอยู่คนเดียว” อ้วนล้อฉัน


               “แกอยู่นี่... อย่าคิดมากนะไอ้เปี๊ยก ตั้งใจทำงานเก็บเงิน ปีหน้าจะได้มาอยู่ด้วยกัน”


               “เออๆ รีบไปเถอะ รถไฟใกล้จะออกแล้ว” ฉันโบกมือไล่ ไม่อยากให้น้ำตาไหลมากกว่านี้


               เพื่อนๆยิ้มเศร้า การลาจากมาถึง  พวกเขาโบกมือ...เดินไปหาพ่อแม่ของตน ร่ำลา แล้วทยอยกันขึ้นรถไฟ


         


เสียงกริ่งรถไฟดังอีกครั้ง....


               เมื่อล้อรถไฟเคลื่อน เสียงฉึกฉักๆดังตามมา...  ใบหน้าแต่ละคนโผล่ออกมาตรงหน้าต่าง แย่งกันโบกไม้มือโบกมือจนกระทั่งหัวรถจักรลับหายไปกับหัวโค้งของสายทาง


                เพื่อนๆของฉัน กับฉายาของพวกมัน ‘อ้วน’ ‘แว่น’ ‘ฟู’ และฉายาฉัน ‘เปี๊ยก’ เราสี่คนกับชีวิตมัธยม 6 ปี  ช่วงเวลาแสนมีชีวิตชีวา สว่างไสว ตรงข้ามกับโลกสีดำสนิท...ในครอบครัวที่ฉันอยู่


               “พริมา แล้วหนูไม่เข้ากรุงเทพฯไปสอบเอนทรานส์กับเพื่อนๆหรือจ๊ะ”


               “แม่หนูอยากให้ทำงานก่อนน่ะค่ะ” ฉันส่ายหน้า...หลบตา ด้วยรู้สึกอาย


               “แม่...” หญิงวัยกลางคนเลิกคิ้วฉงน “หนูมาลีบอกว่า แม่ของหนูเสียไปแล้วไม่ใช่เหรอ หรือป้าจำผิด”


               ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่ข้าง รีบสะกิด เป็นเชิงว่าอย่าพูด แต่ฉันยิ้ม เป็นเชิงว่าไม่เป็นไร


               “แม่เลี้ยงน่ะค่ะ คือน้าหนูเอง พอแม่ตาย เขาก็อาสาดูแลพ่อ”


                “อ..อ้อ อย่างนี้นี่เอง ขอโทษนะคะที่เสียมารยาท”


               “ไม่เป็นไรค่ะ” ฉันกล่าวซ้ำอีกครั้ง...ตาเหลือบมองนาฬิกาของสถานี “หนูคงต้องไปแล้วนะคะ ออกจากบ้านมานานมาก เดี๋ยวน้าจะเป็นห่วง”


               “จ้ะๆ รีบกลับไปเถอะ แล้วจะให้พวกเราขับรถไปส่งมั้ย”


               “ไม่เป็นไรค่ะ ทางเข้าบ้านหนูไม่ดีมาก รถของคุณแม่จะพังเปล่าๆ” ฉันนึกถึงทางลูกรัง ที่เต็มไปด้วยหินและบ่อโคลน


               “แล้วหนูจะกลับสวนยังไงจ๊ะ”


               “ปั่นจักรยานกลับค่ะ” ฉันตอบ...แล้วรีบเอ่ยปากลา “หนูไปแล้วนะคะ สวัสดี”


               พ่อแม่ของเพื่อนรับไหว้ โบกมือลา มองตามฉันที่รีบหนีมา...ด้วยแววตาเป็นห่วง  ใครๆก็เป็นห่วงฉันทั้งนั้น เพราะดูเสมือนว่า...ฉันจะหยุดโตตั้งแต่ม.1 ความสูง 150 กับน้ำหนักเพียง 35 ทำให้ใครๆต่างก็ทำเหมือนฉันเป็นเด็กเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่...หรือรุ่นเดียวกัน


               ฉันเป็นไอ้เปี้ยกของทุกคนเสมอ


               “แกกลับมาช้าเชียวนะ” เสียงดังมาจากในบ้าน


           “ค่า... หนูไปส่งเพื่อนมาน่ะ เฮ่อออ อยากไปเรียนกับเพื่อนจังเลยค่ะน้า”


               “บอกกี่ทีแล้วอย่าเรียกน้า” สาวเจ้าของเสียงนั่งอยู่ในห้องทำงานพ่อ สาละวนพิมพ์ดีดขะมักเขม้น


               “โธ่ ก็มันติดปากนี่คะ” ฉันถอดหมวกออก พยายามจะโยกให้ถึงที่วาง แต่มันร่วงลงพื้นทุกที


               “พริมา ไปดูพ่อแกหน่อยสิ นอนอยู่ข้างบนล่ะมั้ง” แม่เลี้ยงเหลือบตามองฉันนิดหน่อยขณะพูด


               ฉันพยักหน้า เดินขึ้นบันไดไม้ที่มีเสียงเอียดอาด คล้ายว่าจะพังอยู่ทุกขณะ เคยจินตนาการนึกอยากให้บันไดไม้นี่พังลงมา เผื่อว่า...ทั้งครอบครัว จะย้ายไปอยู่ที่อื่น ที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ที่นี่


               “พ่อขา!”  ฉันร้องเสียงใส...โผเข้าไปกอดชายที่นอนอยู่บนพื้น “ทำไมมานอนอยู่กลางบันไดอย่างนี้ละค้า ยังไม่ถึงห้องนอนเลย”


              กลิ่นเหล้าเหม็นหึ่ง ฉันพยายามดึงเขาขึ้น...แม้รู้ว่าไม่มีทางทำได้สำเร็จ


               “ไป...” เขาผลักหัวฉันออก ด้วยความรำคาญ ไม่ชอบให้ใครมายุ่งในตอนที่กำลังหลับ


               “พ่อคะ ถ้านอนอยู่ตรงนี้แล้วหนูจะขึ้นห้องตัวเองได้ไง จะให้หนูกับน้าเดินข้ามพ่อเหรอคะ” ฉันพยายามอีก ที่จะถึงเขาขึ้น


               “ไป!” เขาผลักอีกครั้ง คราวนี้แรงแทบเป็นตบ ทำฉันหัวคะมำลงพื้น เหยียบขวดเหล้าที่เขาวางทิ้งไว้กลางขั้นบันได ลื่นล้ม กลิ้งหลุนๆลงมาอยู่บนพื้นพรมชั้นล่าง


               ปึง ปึง ปึง ปั้ง!


           “อ้าวๆ คราวนี้ใครตกบันไดล่ะนั่น เสียงเบาๆอย่างนี้สงสัยจะเป็นพริมา” น้าส่งเสียวแซวมาจากในห้องทำงาน ตาจ้องอยู่ที่พิมพ์ดีด


               “อ๋า...” ฉันจับหัวและลำคอตัวเอง ดูว่าบาดเจ็บมั้ย “พ่อออกฤทธิ์อีกแล้ว”


           “หึ...” น้าเค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “ปล่อยนอนกลางบันไดไปอย่างนั้นล่ะ”


               “ไม่ได้หรอก เดี๋ยวตกลงมาคอหัก” ฉันพยายามปีนขึ้นบันไดอีกครั้ง แม้เคล็ดยอกไปทั้งตัว  ขึ้นไปถึงตัวพ่อ ลากเขาลงมาในท่าทีทุลักทุเล


               “อย่วางบนโซฟานะ เดี๋ยวอ้วกอีก โซฟาผ้า ทำความสะอาดยาก” แม่เลี้ยงส่งเสียงกำกับไม่ขาดปาก


               ฉันลากพ่อไปแทบจะถึงโซฟาแล้ว เหนื่อยใจแทบขาด ขี้เกียจลากไปที่อื่นอีก จึงทิ้งเขาไว้บนพื้นข้างโซฟาแทน


               “พริมา มานั่งใกล้ๆซิ” แม่เลี้ยงกระดิกนิ้วเรียกฉัน ถอดแว่นตาวางข้างแป้นพิมพ์ดีด เริ่มจุดบุหรี่สูบ


               “ขา...” ฉันขานรับเบื่อหน่าย เดินกระปลกกระเปลี้ยไปนั่งข้างน้า ในห้องทำงาน...รกราวลังหนู


               เธอจ้องตา ยิ้มเอ็นดู...พ่นควันบุหรี่สีขาวใส่หน้าฉัน  “เก็บข้าวของเตรียมไปเชียงรายหรือยัง”


               “รีบไล่หนูไปไหนนัก!” ฉันบึ้งปากอย่างน้อยใจ


               “แม่ไม่ได้ไล่แก ฉันจะให้แกไปอยู่ที่ๆมันสบายกว่านี้ต่างหาก ต่อจากนี้แกจะได้อยู่ดีกินดี ยังอดอิจฉาแกไม่ได้เลย ถ้าอายุน้อยกว่านี้นะ จะไปสมัครงานที่นั่นอีกคน”


               “ถ้าอยากให้หนูไปสวรรค์ ทำไมไม่ส่งหนูไปกรุงเทพฯพร้อมเพื่อนล่ะ”


               “ออกมาทำงานก่อนน่ะดีแล้ว คิดถึงเงินก้อนโตที่กำลังจะได้ไว้สิ แล้วอีกอย่าง น้ำหน้าอย่างแกรึจะเอนติดปีนี้ แกไม่ได้เก่งเหมือนพวกเพื่อนๆของแกนะ แค่สอบยังได้ที่โหล่ของห้อง เด็กคนไหนที่ไม่เก่ง พ่อแม่เขาก็ให้ไปทำงานกันทั้งนั้นแหละ รู้ว่าส่งไปเรียนก็เสียเงินเปล่าๆ” แม่เลี้ยงของฉัน...เริ่มมีสีหน้าไม่พอใจ  


               “แต่หนูไม่ค่อยอยากไปทำงานแล้วนี่นา วันที่หนูไปสมัครงานก็มีคนในบ้านนั้นคนหนึ่งบอกไม่อยากให้หนูไปทำงานที่นั่น เขาขู่หนูสารพัด หนูก็บอกน้าแล้วไม่ใช่เหรอ” ฉันก้มหน้าลง...จิกเล็บลงบนมือตัวเอง


           “ใครไม่อยากให้แกไป  ก็ไม่ต้องไปสนใจมันหรอก ถ้ามันไม่อำนาจพอจะไล่แกออก แกก็สนใจเฉพาะคนที่จ้างแก คนที่จะให้เงินแกก็พอแล้ว”


               “พูดง่ายจังนะ...” ฉันแสร้งสะบัดหน้าไปทางอื่น “แม่ไม่ใช่หนู แม่จะไปรู้อะไร”


               “เอาล่ะๆ ในเมื่อไม่อยากทำงาน ไม่อยากได้เงินแล้ว ก็ขึ้นรถไฟไปเตรียมสอบเลยก็ได้” แม่เลี้ยงของฉันสะบัดหน้าไปทางอื่น


            ฉันหันหน้ากลับมอง ความหวังเล็กๆเกิดในใจ


           “ฉันไปกู้เงินมาให้แกเรียนก็ได้”


           ฉันเริ่มมีรอยยิ้ม...


               “แต่คงต้องไล่คนงานออกอีก ซักคนสองคน” เธอพูดพลางพ่นควันบุหรี่ “ที่จริงไม่ต้องลาก็ได้ แค่นี้พวกนั้นก็ทยอยกันมาลาออกทุกเดือนอยู่แล้ว อีกไม่นาน... สวนเราคงไม่มีคนงานเหลือซักคน”


               รอยยิ้มหุบลง...


               “หรือจะขายสวนแอปเปิลดี ทุกวันนี้ก็ขายผลผลิตไม่ค่อยออกอยู่แล้ว คนบ่นกันทั้งเมือง ว่าแอปเปิลเราเปรี้ยวยิ่งกว่าอะไร”


               เหงื่อเริ่มตก...


               “หรือเราจะเอาข้าวของที่ยังเหลืออยู่ของแม่แกไปขายล่ะ!”


               “ไม่ต้องแล้ว หนูไปทำงานดีกว่า” ฉันโพล่งอย่างเร็ว


               เธอยิ้ม...สูดควันบุหรี่เข้าเต็มปอด เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ท่าทีผ่อนคลาย


               “แล้วแก ไม่อยากไปเรียนแล้วเหรอ”


                “ไม่แล้วๆ หนูว่าหนูไปทำงานเก็บเงินซักปี แล้วค่อยเอาเงินที่ได้จากการทำงาน ไปเรียนต่อเองดีกว่า” ฉันพูดละล่ำละลัก


               “อืมมม” น้าลูบผมหยิกยาวของฉัน และใช้นิ้วม้วนตรงปลายผมเล่น “แกก็เริ่มฉลาดคิดแล้วนะ พริมา”


               พอเห็นน้าเล่นผม...ฉันก็นึกเรื่องหนึ่งได้ “เอ้อ แม่ว่าหนูไปตัดผมดีมั้ย มันชักจะยาวมากไป”


               “อย่าเชียวนะ ผมทรงนี้น่ะดีแล้ว ปล่อยให้มันยาวไปเรื่อยๆ”


               “ยาวจนทิ่มก้นแล้ว เวลาเข้าส้วมต้องรวบกลัวว่ามันจะตกลงไป ผมทรงนี้ทำให้หนูถ่ายลำบากมากเลย” ฉันบ่น... จนแม่เลี้ยงต้องตบปากเบาๆหนึ่งทีด้วยความหมั่นไส้


               “ยัยเด็กบ้า แกนี่ชอบพูดจาทะลึ่งตึงตังอยู่เรื่อย รู้มั้ยว่าแม่แกน่ะ คิดตลอดเลยว่าแกจะโตขึ้นมาเป็นผู้หญิงที่สวย เหมือนตุ๊กตา เป็นสาวงามที่คนทั้งเมืองหมายปอง มีเศรษฐีมาขอไม่เว้นแต่ละวัน แต่ดูแกสิ... ใครจะไปรู้ว่าแกจะหยุดโตตั้งแต่อยู่ป.6”


           “ม.1 ต่างหาก!” ฉันเถียงเสียงเขียว  น้าส่ายหน้าเอือมๆ บ่นต่อ...


               “แม่เห็นแกตอนนี้แล้วไม่ไหว ดูซิ... มอมแมม ผมเผ้าก็ไม่หวี เด็กกะโปโลชัดๆ”


               น้าลุกขึ้น...เปิดลิ้นชัก หยิบแปรงออกมาแปรงผมให้ฉัน แปรงถี่ๆตรงที่เป็นสังกะตัง กระชากอย่างไม่สนเสียงร้องโอดโอยด้วยเจ็บของฉันสักนิด


               “แกตอนเด็กๆน่ะสวยรู้มั้ย ผิวขาวๆ ผมก็ดำๆ หยิกสลวยเป็นเงาตลอด ตอนแกเด็กๆ แม่ชอบเล่นแกมากเลยรู้มั้ย เหมือนตุ๊กตาไม่ผิด แต่ดูแกตอนนี้สิ อย่างกับตุ๊กตาโทรมๆเก่าๆที่ฉันไม่อยากเล่นอีกแล้ว”


           “น้า เอ๊ย! แม่ พูดเหมือนหนูเป็นของเล่นเลยนะ” ฉันปัดมือเขาออกอย่างหัวเสีย หงุดหงิด ไม่ชอบให้ใครมายุ่งกับผม ฉันชอบตัวเองตอนผมฟู  ดูกระเซอะกระเซิง  เท่ห์อย่าบอกใครเลยล่ะ


               “วันเริ่มการทำงาน แกต้องอาบน้ำ ขัดขี้ไคลให้เกลี้ยง สระผม ตัดเล็บสั้นๆ ทำตัวสะอาดๆไปให้เจ้าของบ้านเห็นนะ” น้าสอนฉัน...พลางหยิบกรรไกรในลิ้นชักออกมาเล็มปลายผมให้


               “พูดถึงตุ๊กตา ทำให้หนูนึกถึงผู้หญิงเจ้าของบ้านอีกแล้ว น้ารู้มั้ย ตั้งแต่เกิดมา หนูไม่เคยเห็นใครสวยเหมือนตุ๊กตาเท่าผู้หญิงคนนั้นมาก่อน สวยมากจริงๆ ผิว...”


           “ขาวเหมือนหิมะ ปากแดงเหมือนเลือด ชมให้ฟังไม่รู้เป็นรอบที่เท่าไหร่แล้ว” แม่เลี้ยงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงรำคาญ


               “ใช่ๆ ก็เขาสวยมากจริงๆนี่นา แต่เสียดาย...”


               “น่ากลัวไปหน่อยใช่มั้ย” แม่เลี้ยงพูดต่ออีก...


               “อืมมม” แล้วฉันก็เงียบ...เป็นกังวลจนไม่อาจคุยต่อ ใจจริงไม่อยากให้ถึงวันที่ต้องไปทำงานเร็วนัก


               “ถามจริงเถอะพริมา อะไรทำให้แกกลัวบ้านหลังนั้นนัก” เธอถาม...ดึงผมฉันขึ้นเล็มอย่างขะมักเขม้น


                “ไม่รู้สิ มันแปลกๆ” ฉันเอ่ยเสียงเบา รู้สึกมือเย็นขึ้นเรื่อยๆ


               “แกพูดอย่างนี้มาหลายรอบแล้ว ช่วยเล่าให้ฟังซักทีได้มั้ย...ว่ามันแปลกยังไง” แม่เลี้ยงหยุดเล็มผม เดินอ้อมจากด้านหลังมาตรงหน้าฉัน แล้วนั่งลง จ้องเข้าไปในดวงตา


               เธอกำลังจะขอให้ฉันเล่าเรื่องนั้น...


               “หนูไม่ค่อยอยากพูดถึงเลย มันแปลก... แปลกมากจนไม่รู้จะเล่ายังไง ถ้าเล่า แม่ต้องหาว่าหนูกุเรื่องขึ้นแน่ๆ เพราะขนาดเล่าให้เพื่อนฟัง พวกมันยังทำหน้าเหมือนไม่เชื่อเลย...ว่าจะมีเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นด้วย”


               เธอวางมือบนไหล่ฉันทั้งสองข้าง... เชยคางฉันที่กำลังก้มหน้าขึ้น เพื่อให้มองตอบ


               “เล่ามาเถอะพริมา ว่าเมื่อเดือนก่อนที่แกไปสมัครงานที่บ้านหลังนั้น แกไปเจออะไรมา...”


               ฉันจ้องตาเธอ...  ภาพคฤหาสน์หลังนั้นปรากฏขึ้นลางๆในแววตาของแม่เลี้ยง ก่อนที่มันจะค่อยๆขยายตัวขึ้น แล้วในที่สุด คฤหาสน์หลังใหญ่ สีขาวเหมือนหินอ่อนก็ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง

 

Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ [email protected]

Tags

Comments

Sticker
Comment
Search @