บอกต่อ! ทริค "ดูแลผิวหน้าให้อ่อนวัย" จากใจคุณหมอ #รีบอ่านถ้าไม่อยากถูกเรียกป้า!

บอกต่อ! ทริค "ดูแลผิวหน้าให้อ่อนวัย" จากใจคุณหมอ #รีบอ่านถ้าไม่อยากถูกเรียกป้า!

ไหนๆ ใครอายุเพิ่งยี่สิบนิดๆ สามสิบหย่อนๆ แต่โดนเรียกป้าแล้วบ้าง! ไม่ได้เลยนะคะเพื่อนๆ ต้องรีบดูแลผิวหน้ากันให้ดีแล้วล่ะ มาดูกันว่าคุณหมอจะมีทริคดีๆ อะไรมาแนะนำเราบ้าง #อย่าปล่อยให้คำว่าป้ามาทำร้ายเด็ดขาด!

04 October 2018
SistaCafe Editor
04 October 2018
เลือกอ่านตามหัวข้อ


สวัสดีๆ ค่ะ เพื่อนๆ ชาว SistaCafe ทุกคน

สาวๆ ในช่วงวัยรุ่นหรือวัยเริ่มทำงานอย่างเราๆ สำหรับผิวหน้าแล้วถือว่าเป็นช่วงที่พีคที่สุดแล้วเนอะ ทั้งความใสเอย ความบลิ้งค์เอย ความผิวเด้งตึง กระชับต่างๆ เอย มองกระจกทีไรก็อดภูมิใจในความสวยใสของตัวเองไม่ได้จริงๆ เฮ้ออ~ แต่เผลอแป๊บเดียว หันกลับไปดูอีกที โอ้โหหห เธอ.. จุดด่างดำ ความหย่อนคล้อย มันมาจากไหนก๊านนน!!!

ไม่ได้แล้วนะตัวเธอ! การดูแลผิวของเราไม่ควรต้องรอให้กาลเวลาพรากความเยาว์วัยของเราไปก่อนแล้วค่อยมานั่งดูแลทีหลัง แต่ควรต้องรีบดูแลกันแต่เนิ่นๆ ต่างหากล่ะ และวันนี้เพื่อให้สาวๆ SistaCafe ได้ดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี พร้อมทริคดูแลหน้าอ่อนวัย เราจึงไปขอคำตอบจากปากคุณหมอกันเลย

image_770321

และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่จะมาให้ข้อมูล ตอบทุกข้อสงสัยของพวกเรา คือ นพ. ธนภัทร์ ธนสมบูรณ์ (หมอนิ้ง) และ นพ. ธีรุตม์ เต็มวุฒิโรจน์ (หมอนัท) ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับแต่งรูปหน้า Jairuk Clinic (ใจรักษ์คลินิก) นั่นเองค่ะ วันนี้ล่ะ เราจะเป็นตัวแทนสาวๆ ทุกคน ตั้งแต่ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการแก้ปัญหาผิวหน้าต่างๆ ทริคดูแลผิวหน้าให้ดูสดใส รวมถึงรีวิวละเอียดยิบ! ว่าตกลงแล้วสิ่งที่เรียกว่า HIFU และ Ultraformer III ที่แท้จริงคืออะไร? แล้วการฉีด Filler และ Skin Booster มันเหมือนหรือต่างกันยังไงกันแน่?! ไปตามหาคำตอบพร้อมๆ กันเลยค่ะ!

==========================================================================

ส่วนถ้าใครอยากดูไฮไลท์ที่เราไปสัมภาษณ์คุณหมอกันมาก็ คลิก! ไปเล้ย!!

รู้อะไรไม่สู้ รู้ว่า.. "ที่ผ่านมาเข้าใจผิดมาตลอดเลย!?"


จริงๆ แล้วเรื่องความสวยความงามนี่ ไม่ว่าจะด้วยหัวข้อไหนประเด็นอะไร สาวๆ เราก็อยากรู้กันอยู่แล้วล่ะเนอะ ไม่ว่าจะฟังจากคนนั้นคนนี้ หรืออ่านจากเว็บนั้นเว็บนี้มา สุดท้ายแล้วก็ต้องกลับมานั่งคิดว่า... "มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ หรอ?" ก็แหม ใครจะไปพูดได้เต็มปากล่ะคะว่าที่รู้มาน่ะถูกแล้วจริงๆ! วันนี้พอได้มีโอกาสมานั่งจับเข่าคุยกับคุณหมอ เราเลยให้ทั้งหมอนัทและหมอนิ้งได้เล่าให้ฟังหน่อยว่า ที่ผ่านมามีสาวๆ มาปรึกษาเรื่องอะไรบ้างที่พอได้ยินแล้วถึงกับต้องลั่นว่า "คุณพระช่วย... เอาใหม่ๆ ฟังหมอนะครับ" >////////<

<< สาวๆ ยังสวยเด้งอยู่ ไว้อายุมากก่อนค่อยดูแลตัวเองก็ได้ >> ผิด!!!


เอ้าาา เราคือหนึ่งในหลายคนที่คิดแบบนี้มาตลอดเหมือนกันนะ ก็ตอนนี้หน้าใสไร้สิว เต่งตึงสวยๆ อยู่ ไม่เห็นต้องดูแลอะไรมากมายเลยนี่ แต่ที่คุณหมอบอกคือความคิดนี้ผิดทั้งเพนะคะสาวๆ!


หมอนิ้ง : ความเข้าใจผิดของคนไข้เกี่ยวกับความสวยความงามหลักๆ เลยที่เจอเยอะคือแก่แล้วค่อยดูแลตัวเองหรือมีปัญหาเยอะๆ แล้วค่อยดูแลตัวเอง แต่จริงๆ แล้วเรื่องพวกนี้คือยิ่งดูแลตัวเองเร็วก็ยิ่งได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า อย่างเช่นริ้วรอยที่ยังไม่มา ถ้าเราดูแลมันอย่างสม่ำเสมอมันก็จะมาช้าหรือมาน้อยกว่าคนที่ไม่ได้ดูแลตัวเองและรอให้มีริ้วรอยเยอะๆ ตอนนั้นก็จะแก้ปัญหาได้ยากกว่า อาจจะเสียค่าใช้จ่ายเยอะกว่าด้วย ลองเปรียบเทียบถ้าเป็นโรคแล้วต้องเข้าโรงพยาบาลก็จะใช้ค่าใช้จ่ายเยอะกว่า


นอกจากนี้คุณหมอยังแนะนำเพิ่มเติมมาด้วยว่าในเรื่องการดูแลผิวพรรณเนี่ย สาวๆ สามารถทำได้ตั้งแต่อายุน้อยๆ หรือเป็นวัยรุ่นเลย แต่ถ้าอยากจะเข้าคลินิกเพื่อรับบริการการปรับรูปหน้าหรือการฉีดต่างๆ หมอแนะนำว่าซักอายุ 18 ขึ้นไปจะดีกว่าเพราะรูปหน้าเราเริ่มคงที่ เริ่มเข้ารูป ดังนั้นอายุ 18 ขึ้นไปจะให้ผลดีที่สุดจ้า


<< ไม่กล้าเข้าคลินิกเสริมความงาม กลัวว่าต้องพกเงินไปเป็นฟ่อน! >> ผิด!!!


หมอนัท : ความเข้าใจผิดอีกอย่างก็คือเวลาเข้าคลินิกเสริมความงามต้องตังค์ไว้เลยหลักหมื่นหลักแสน แต่คือจริงๆ หมอต้องบอกว่าจริงๆ มันมีหัตถการหลายอย่างที่คนทั่วไปก็สามารถทำได้ เริ่มตั้งแต่หลักร้อยในการบำรุงหน้า ทรีทเม้นท์ หรือว่าการใช้เครื่องต่างๆ ซึ่งพวกนี้ไม่ได้ราคาสูงมากที่คนทั่วไปสามารถจับต้องได้ อีกอย่างก็คือหลายคนจะคิดว่าเวลาทำแล้วต้องพักฟื้นหรือนอนโรงพยาบาล ซึ่งจริงๆ แล้วไม่จริงเลย บางคนทำแล้วไปปาร์ตี้ต่อก็มี


หมอนิ้ง : อีกเรื่องที่เป็นเรื่องเข้าใจผิดคือหลายคนมักจะเข้าคลินิกเสริมความงามแล้วเน้นถูกไว้ก่อน คือไม่ได้แนะนำว่าทำทีต้องทำแบบแพงๆ เพราะบางทีแพงแบบไม่ดีก็มีเหมือนกัน อยากให้ดูความสมเหตุสมผลมีมาตรฐาน เพราะอะไรที่ถูกเกินไปก็ต้องระวังนิดนึงเพราะของปลอมหรือของไม่แท้ก็มีเยอะ การทำแบบนั้นก็จะมีปัญหาตามมา

จริงค่ะสาวๆ ประเด็นนี้หลายคนมักมองข้ามไป จะเอาแต่ถูกอย่างเดียวไม่ได้เด้อ! ตอนทำอาจจะเสียไม่มาก แต่ตอนแก้เสียเป็นหลักแสนก็มีนะแก!! 

===============================================================================================

เป็นยังไงล่ะ! ได้มานั่งคุยกับคุณหมอก็ดีอย่างนี้ล่ะเธอ เพราะคุณหมอตอบเคลียร์ ตอบละเอียด เห็นภาพชัดเจนแถมสบายใจไปหลายเปลาะเลยค่ะ เอาล่ะ ต่อไปเราลองไปดูกันดีกว่าว่าคำถามจากทางบ้านที่สาวๆ SistaCafe อยากจะรู้กันเกี่ยวกับวงการความสวยความงามทั้งหลาย ไม่ว่าจะ HIFU เอย Ultraformer III เอย หรือกระทั่งความแตกต่างของ Filler และ Skin Booster คืออะไรกันแน่!

เผื่อใครกำลังคิดจะไปเสริมความงามกัน งานนี้จะได้เก็บไว้เป็นความรู้ก่อนทำนะจ๊ะ

===============================================================================================

image_771682
การทำ HIFU คืออะไร?


เรียกว่าเป็นกระแสฮอตฮิตทั้งในหมู่เซเลปและเพื่อนโต๊ะข้างๆ เลยค่ะสำหรับเทคนิคการยกกระชับผิวหน้าแบบ HIFU แต่ยิ่งฟังมาเยอะก็ยิ่งสับสน จะทำก็ใจไม่กล้าพอ จะลุยต่อก็กลัวไม่เวิร์คกับหน้าเรา แบบนี้ต้องขอซักคำตอบจากคุณหมอให้ละเอียดยิบเผื่อสาวๆ ทางบ้านหน่อยแล้วล่ะ!

หมอนัท : จริงๆ แล้วก็คือตัวย่อมาจาก High Intensity Focused Ultrasound เป็นเครื่องอัลตราซาวน์อย่างหนึ่งซึ่งจะปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงลงไปในชั้นผิวหนัง มีผลช่วยให้ผิวหนังกระชับมากขึ้น เป็นการยกกระชับผิวหน้าแบบไม่ต้องศัลยกรรมโดยการใช้คลื่นเสียงแทน

ส่วนของราคา HIFU จริงๆ แล้วก็มีตั้งแต่ราคาต่ำจนถึงราคาสูงมากก็มี ซึ่งหลายๆ คนมาทำ HIFU แล้วก็มีความกังวลว่าเงินจะไม่พอ

หมอนิ้ง : แต่จริงๆ แล้วขึ้นอยู่กับปัญหาและโครงหน้าของแต่ละคนด้วยครับ เพราะพวกนี้จะขึ้นอยู่กับจำนวนช็อตที่ทำ ยิ่งหลายช็อตราคาก็จะยิ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวเครื่องด้วยซึ่งก็จะมีหลายเกรดหลายระดับ ซึ่งอย่างที่คลินิกเราก็จะอยู่ที่ช็อตละ 49 บาท ราคาจะไม่ได้สูงมาก แต่ก็ขึ้นอยู่กับปัญหาของคนไข้ว่าจะต้องใช้จำนวนช็อตมากน้อยเท่าใด ยังไงก็สามารถเข้ามาให้คุณหมอประเมินดูก่อนได้ครับ ไม่มีปัญหาเลย

ในส่วนของการดูแลผิวและร่างกายหลังทำ HIFU นั้นคุณหมอก็ให้คำแนะนำมาอย่างละเอียดยิบเลยล่ะค่ะ

หมอนัท : หลังจากที่ทำ HIFU แล้วจะรู้สึกว่าหน้ายกกระชับขึ้นแต่ก็จะไม่ได้ถึงขนาดตึงขยับไม่ได้เลยเหมือนผ่าตัดล็อกหน้าอะไรขนาดนั้น ฉะนั้นเราควรทำยังไงให้ที่เราเสียเงินไปแล้วอยู่กับเรานานๆ จริงๆ แล้วการดูแลก็คือไม่ควรไปนวด คลึง อะไรมันมาก ควรปล่อยให้ HIFU ได้ทำงานตามธรรมชาติของมัน และไม่ควรทานยาแก้อักเสบ เพราะยาพวกนี้จะเข้าไปยับยั้งกระบวนการซ่อมแซมตัวเองที่เราต้องการให้มันเกิดการยกกระชับครับ

หมอนิ้ง : แล้วก็หลังทำ HIFU มันจะมีพลังงานความร้อนอยู่ใต้ผิว ช่วง 2-3 วันแรกก็ควรงดล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น คืออาบน้ำอุ่นได้ตามปกติครับ แต่แค่หลีกเลี่ยงการไปที่ร้อนๆ อย่างซาวน่า หลังทำจะไม่ได้มีแผลอะไรเลย ไม่ได้ต้องดูแลอะไรมาก ไม่ต้องพักฟื้น หลังทำเห็นผลทันที 20% ผลลัพธ์จะค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ เห็นผลเต็มที่ก็คือ 3 เดือน แต่อยู่ได้หลายเดือนจนถึงหลักปีขึ้นไปครับ 

image_771228
Ultraformer III เทคนิคยกกระชับที่เหนือกว่า!


รู้จัก HIFU กันไปแบบเคลียร์ๆ แล้ว ที่นี้ก็มาถึงคิวของเจ้า Ultraformer III บ้างค่ะ ความฮอตของเจ้าตัวนี้ก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่า HIFU เลยค่ะคุณ! เท่าที่รู้มาแบบความรู้เท่าหางอึ่งคือเจ้า Ultraformer III นี่ก็คือคลื่นพลังงานอัลตราซาวด์เหมือนกัน แต่จะทำหน้าที่อะไร? เหมือนหรือต่างจาก HIFU ตรงไหน? ขอให้คุณหมอเล่าให้ฟังต่อยาวๆ เลยค่ะ

หมอนิ้ง : Ultraformer III ก็คือการส่งค่าพลังงาน จริงๆ ก็เรียกกันว่า HIFU แต่ตัวนี้จะเป็นอีกขั้นของ HIFU เป็นรุ่นใหม่กว่า แต่โดยหลัก โดยพลังงาน เป็นพลังงานอัลตราซาวด์เหมือนกัน กระตุ้นคอลลาเจนและสลายไขมันและจะส่งพลังงานไปใต้ผิวเหมือนกัน เป็นการยกกระชับโดยไม่มีแผลเหมือนกัน

หมอนัท : มันเป็นชื่อรุ่นครับ ตอนนี้ก็เป็นรุ่นที่ 3 แล้ว ก็คือ Ultraformer III นั่นเอง

เอ.. ถ้า Ultraformer III ทำงานคล้าย HIFU แต่ประสิทธิภาพดีกว่าแบบนี้ก็แสดงว่าไม่จำเป็นต้องพักฟื้นสินะคะ

หมอนิ้ง : ก็จะคล้ายๆ กับที่ตอบไปแล้วคือการทำตัวนี้ไม่จำเป็นต้องพักฟื้นครับ สามารถทำเสร็จแล้วสามารถไปปาร์ตี้ ไปเที่ยวต่อได้เลย ไม่ต้องนอนพัก หน้าก็ไม่ได้บวมอะไรครับ

หมอนัท : เจ้าเครื่องนี้ข้อดีของมันคือไม่มีรอยเข็ม ไม่มีรอยช้ำ เขียว บวม อาจจะมีแค่ความรู้สึกตึงๆ เมื่อยๆ ที่ผิวหน้าเฉยๆ ถ้าจับอาจจะรู้สึกบ้าง ก็คือไม่จำเป็นต้องพักฟื้น สามารถออกงานได้เลยครับ บางคนทำเสร็จแล้วก็ลงมาแต่งหน้าเลยก็มี จริงๆ อันนี้แอบขายของคือที่คลินิกเรามีอุปกรณ์แต่งหน้า เครื่องสำอางให้ด้วยนะครับ

image_771677

หลังจากที่ทำ Ultraforer III แล้วจะใช้เวลานานเท่าไหร่ถึงจะเห็นผลและสามารถอยู่ได้นานขนาดไหนคะ?

หมอนิ้ง : เห็นผลทันที 20% เหมือนที่เราคุยกันไปก่อนหน้านี้ครับและผลลัพธ์ก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลของแต่ละคน แต่ผมคิดว่าตัว Ultraformer III จะเห็นผลเร็วกว่า HIFU เพราะตัวนี้มันเป็นตัวใหม่ซึ่งจะมีพลังงาน 2 ระดับ คือเป็นแบบ Micro Focused กับ Macro Focused Ultrasound แต่ถ้าตาม HIFU ทั่วไปจะมีพลังงานแบบเดียวซึ่งมันก็จะได้ผลลัพธ์อีกระดับหนึ่ง ซึ่งตัวนี้หลังกระตุ้น 3 เดือนแล้วมันอยู่ได้หลายเดือนจนถึงปี บางคนได้ถึง 2 ปี ทำปีละครั้งหรือสองปีครั้งก็เพียงพอครับ

แต่ว่าก็แล้วแต่บางจุดที่คนไข้จะมาทำบ่อย เช่น บริเวณใต้ตาที่เราจะขยับกันบ่อย เรื่องของคอลลาเจนก็จะเสื่อมสภาพเร็วกว่า บางคนก็จะมาเก็บใต้ตาซ้ำบ่อยเหมือนกัน ส่วนนี้ทำได้ทั้งใบหน้าเลยเพราะหัวเครื่องค่อนข้างเล็ก จะสามารถเก็บได้ละเอียด

image_771675
ความแตกต่างระหว่าง Filler และ Skin Booster เลือกแบบไหนถึงจะดี?!


มาถึงอีกหนึ่งข้อสงสัยที่สาวๆ หลายคนก็ยังคงเอียงคอถามกันเข้ามาเรื่อยๆ กับ Filler และ Skin Booster ว่าตกลงแล้วเจ้าสองตัวนี้มันต่างกันยังไง? แล้วเราต้องเลือกใช้แบบไหน? มันจะอันตรายกับผิวเราในอนาคตมั้ย? อย่าปล่อยให้ความสงสัยต้องคาใจอยู่อย่างนี้ค่ะ ไปดูว่าคุณหมอจะไขข้อสงสัยให้เราได้อย่างไรบ้าง! ลุย!


<< เริ่มทำความรู้จักกันที่ Skin Booster ก่อนเลย >>


ถ้าไม่ได้มานั่งคุยกับคุณหมอวันนี้ เราเองไม่รู้เลยค่ะว่าทุกวันนี้มีสิ่งที่เรียกว่า Skin Booster อยู่ด้วย! เอ.. แต่ก็ยังไม่รู้ว่าทำไมเราถึงต้องเลือกเจ้าตัวนี้มาบำรุงหน้าของเรา หรือว่าทำแล้วมันจะได้ผลขนาดไหนกันล่ะ?
 

หมอนัท :
 Skin booster ตามความหมายก็คือตัวบำรุงผิว กระตุ้นการสร้างผิวโดยการฉีดเข้าไปซึ่งอาจเป็นกลุ่มของดีเอ็นเอบ้าง เป็นกลุ่มสารอาหารของผิว หรือเป็นตัวเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะช่วยกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนหรือว่าซ่อมแซมบริเวณต่างๆ ของผิวหน้า

ส่วนของราคามีหลายระดับ ขึ้นอยู่กับว่ายี่ห้ออะไร ส่วนประกอบเป็นอะไร แต่พวกนี้ก็จะราคาระดับหนึ่งซึ่งจะตกประมาณหมื่นถึงสองหมื่นบาทต่อซีซี ส่วนจะใช้มากหรือน้อยก็ควรเข้ามาปรึกษากับหมอเพื่อให้หมอได้ประเมินอาการก่อนครับ

หมอนิ้ง : รีวิวหลังการทำ หน้าก็จะดูใสดูฉ่ำขึ้นครับ หรือในเคสที่เคยทำให้คนไข้ก็จะมีตั้งแต่บริเวณใต้ตาหรือบริเวณต่างๆ ที่บางคนเป็นแผลหรือรอยแผลเป็น ผลลัพธ์ก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ ตัวนี้จะเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนเอง จะคล้ายๆ กับตัว Ultraformer แต่ Skin booster จะเป็นสารอาหารที่จะเข้าไปกระตุ้นเซลล์เลย คนละแบบกัน

image_771701
<< Filler คืออะไร? ทำแล้วต้องดูแลตัวเองยังไงบ้าง? >>


หมอนิ้ง : Filler มันคือชื่อภาษาอังกฤษครับ จริงๆ มันก็คือสารเติมเต็ม อะไรก็ตามที่เป็นตัวเติมเต็มเราจะเรียกว่า Filler ซึ่งมันก็จะมีได้หลายแบบเยอะมาก สมัยก่อนที่เค้าใช้กันก็จะเป็นพวกซิลิโคนเหลว แต่พวกนี้จะอันตรายมาก เป็น Filler แบบถาวร ไม่สลาย ไม่ดูดซึมด้วย วิธีการเอาออกก็คือต้องไปขูดออกหรือดูดออก แต่ในปัจจุบันในวงการความสวยความงามตัว Filler ที่เค้าพูดถึงกันจะเป็น Filler แท้ที่สลายได้ ทำมาจากสารประกอบในร่างกายเราเองที่ร่างกายเราดูดซึมไปใช้ได้ ตัวนี้ก็จะสลายได้ 100%

หลังจากทำการฉีด Filler แล้วจะมีวิธีการดูแลตัวเองยังไงบ้างคะคุณหมอ?

หมอนิ้ง : ในส่วนของ Filler อาจจะต้องดูแลตัวเองนิดนึงครับ หลังทำเสร็จก็จะยังแต่งหน้าไม่ได้เพราะว่าจะมีรอยเข็ม แต่ก็รอให้แผลมันปิดไปก่อน ไม่แนะนำให้แต่งหน้าหลังทำเลย นอกจากนี้ก็จะมีเรื่องของแอลกอฮอล์ที่ต้องงดไปก่อน ยาบางตัว


หมอนัท : นอกจากนี้ก็ไม่ควรไปคลึงไปนวดบริเวณที่หมอฉีดไปครับ มันจะทำให้เกิดการกระจายตัวที่ผิดปกติของ filler ที่อยู่ในจุดที่ควรจะเป็น บางคนไปจับไปนวดก็ทำให้มันเหลวหรือไหลไปทางอื่นได้ จริงๆ จะแนะนำประมาณหนึ่งสัปดาห์ แล้วก็เรื่องการออกกำลังกายครับ บางคนฉีดเสร็จจะไปฟิตเนสเลย มันจะกระตุ้นทำให้บริเวณที่ฉีดไปเกิดรอยแดงขึ้นได้ ก็ควรงดการออกกำลังกายหนักๆ ไปก่อน


หมอนิ้ง : ใช่ครับ เพราะบริเวณใต้ผิวหนังจะมีเลือดออกนิดๆ จากแผลฉีดยา ซึ่งถ้าไปออกกำลังกายทำให้เลือดลมสูบฉีดดีก็จะยิ่งทำให้เลือดออกมากขึ้น บวมมากขึ้น มีรอยเขียวทั้งๆ ที่ตอนฉีดไม่มี แอลกอฮอล์ ของหมักดอง พวกนี้ก็ควรงดไปก่อนเพราะจะทำให้การหายของแผลมันช้าลง ซึ่งถ้ามีอะไรสงสัยหรือเกิดปัญหาอะไรก็ควรมาให้แพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด ซึ่งปกติแล้วอย่างทางคลินิกเราก็จะติดตามอาการตลอดและนัดมาดู


image_771685
<< สรุปข้อแตกต่างของ Filler และ Skin Booster >>


" Filler คือสารเติมเต็มที่ฉีดแล้วเห็นผลเลย แต่ก็จะมีระยะเวลาในการสลายที่จะค่อยๆ ลดลงไปตามเวลาของมัน แต่ Skin booster คือฉีดเข้าไปเพื่อกระตุ้นเพื่อให้ร่างกายเราสร้างของที่เป็นของเราขึ้นมาเอง ส่วนนี้ skin booster ก็ถือว่าทำหน้าที่ของมันเสร็จแล้ว อาจจะเห็นผลช้ากว่า filler เพราะ filler มันมีความคงตัวของมัน แต่ตัวนี้ถ้าทำสม่ำเสมอก็จะอยู่ไปตลอด อาจจะช้ากว่าหน่อย แค่นั้นเอง นี่คงเป็นข้อแตกต่างของสองตัวนี้ครับ "

image_771733
ฝากไว้ให้คิส! จะเลือกคลินิกเสริมความงามทั้งที เราต้องไม่พัง!


อย่างที่รู้ๆ กันว่าทุกวันนี้ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เห็นคลินิกเสริมความงามผุดขึ้นเต็มไปหมดประหนึ่งดอกเห็ด! แบบนี้เราจะมีวิธีเลือกคลินิกยังไงบ้าง ฟังจากปากคุณหมอไปเล้ย!!!

หมอนัท : อย่างแรกเลยก็คือต้องเลือกคลินิกที่ทำหัตถการ ทำทุกอย่างโดยแพทย์ ที่เป็นแพทย์จริงๆ มีใบประกอบวิชาชีพ สามารถตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ของแพทยสภาว่าเป็นหมอจริงๆ ไม่ใช่เป็นใครไม่รู้ว่าฉีดอะไรให้เรา มีการใช้ยาที่ถูกหลัก สามารถตรวจสอบเลข อย. ใช้ของแท้ ใช้ของดีมีคุณภาพ ก็จะปลอดภัยกับเรามากกว่าครับ

หมอนิ้ง : ใช่ครับ ก็ต้องน่าเชื่อถือเป็นหลักเลย เพราะบางที่ก็ไม่ได้เป็นแพทย์ด้วยซ้ำ ตรงนี้จะเป็นความน่ากลัวอย่างแรกเลยคือถ้าไม่ได้ทำโดยหมอเนี่ยมันก็จะมีปัญหาตามมาอย่างที่เราเห็นตามข่าว ดังนั้นก็ควรเลือกคลินิกที่น่าเชื่อถือ มีแพทย์อยู่ประจำ อีกอย่างก็คือต้องมีความสะอาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ เพราะถ้ามีการฉีดหรือการทำหัตถการต่างๆ เนี่ย ถ้าไม่สะอาดก็จะมีปัญหาตามมาได้

===========================================================================================================

โอ้วววโหววว!! เป็นยังไงกันบ้างล่ะคะเพื่อนๆ! ตอบครบจบทุกข้อสงสัยเรื่องความสวยความงามของใบหน้าสาวๆ อย่างเราเลยเนอะ ต้องขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากคุณหมอนิ้ง นพ. ธนภัทร์ ธนสมบูรณ์ และคุณหมอนัท นพ. ธีรุตม์ เต็มวุฒิโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับแต่งรูปหน้า Jairuk Clinic (ใจรักษ์คลินิก) มา ณ โอกาสนี้ด้วยนะคะ!

สำหรับใครที่ยังมีคำถาม ข้อสงสัยเกี่ยวกับความงามใดๆ หรืออยากลองใช้บริการด้านความงามก็ลองแวะไปขอคำปรึกษาคุณหมอได้ที่ Jairuk Clinic (ใจรักษ์คลินิก) เลยนาจา การันตีเลยว่าคุณหมอน่ารักมากกก! ใจดีมากเวอร์! ตามต่อได้ที่ลิงก์ด้านล่างนะคะ สำหรับวันนี้ขอตัวไปดูแลหน้าตัวเองก่อนแล้วล่ะ บ๊ายบายจ้าา

Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ info@sistacafe.com
Search @