[นิยาย] ในดวงมาน...♥ ( ตอนอวสาน )

[นิยาย] ในดวงมาน...♥ ( ตอนอวสาน )

[โรแมนติก-ดราม่า]
เรื่องราวความรัก และวิถีชีวิตของหญิงสาวทั้งเจ็ดคน ที่ต่างล้วนเกี่ยวเนื่องผูกพันกันอย่างน่าประหลาด
ท่ามกลางความเป็นไปในสังคมที่หลากหลาย และต่างชนชั้น โดยมีพวกเธอเป็นศูนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น✶

05 November 2021
วรสรณ์
05 November 2021
เลือกอ่านตามหัวข้อ

 

 

 


*~บทที่ 25~*

“ ไม่ต้องตามไปหรอกค่ะ...ซีรีไม่ได้หนีไปไหน!! ” เสียงของหญิงสาวที่ฟังดูไพเราะ และคุ้นหูกล่าวห้ามพวกเขามาจากทางด้านหน้าประตู ทว่าเจ้าของเสียงนั้นกลับไม่ใช่บุคคลที่พวกเขากำลังจะออกตามหา

“ ส...แสงไข ” อมรวิสุทธิ์พูดขึ้นทันทีที่ได้เห็นคนรักเก่าปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าพร้อมกับลูกสาว

“ คุณป้า...สวัสดีครับ ” ยุทธยกมือไหว้ป้าสะใภ้ของเขาหลังจากที่ไม่ได้เจอกันมานานร่วมสิบกว่าปี

แสงไข รับไหว้ชายหนุ่ม พลางมองดูอดีตคนรักด้วยสายตาที่ค่อนข้างเด็ดเดี่ยว


   ป้าติ่งสังเกตเห็นว่า หญิงสาวทั้งสองแม้จะมีอายุห่างกันถึงคนละช่วงวัย แต่ด้วยหน้าตา และน้ำเสียงที่คล้ายคลึงกันมากราวกับถอดแบบกันมา จึงทำให้ผู้จัดการดาราอดที่จะคิดไม่ได้ว่า หากแสงไขอายุเท่ากับสาริสาแล้วล่ะก็ คงจะแยกไม่ออกเหมือนกับคนทั้งคู่เป็นฝาแฝดกันเลยทีเดียว

   สาริสาเกาะแขนแม่ของเธอไว้ไม่ห่างด้วยท่าทางที่กลัว ราวกับว่า จะมีใครมาพรากเธอออกไปจากอกของผู้เป็นแม่ แสงไขเองก็เช่นกัน เธอกอดไหล่ลูกไว้ด้วยมืออีกข้าง เหมือนแม่ไก่ที่กางปีกไว้โอบลูกน้อย

“ ลูกจะแต่งงานทั้งที ไม่คิดเชิญฉันหน่อยเหรอคะคุณอมร ?? ” แสงไขถามขึ้น

“ ผม...ก็ว่า จะบอกคุณอยู่ ” อมรวิสุทธิ์พูดแก้เก้อ  

“ บอกฉัน...หลังจากที่คุณส่งตัวลูกสาวเข้าหอแล้วน่ะสิ!! ” เธอว่า

“ นี่คุณแสง...ที่ผมทำไป เพราะผมอยากยกกิจการทั้งหมดให้แกคอยดูแลนะ!! ” เขาพูด

“ แต่ฉันว่า คุณกลัวลูกหนีกลับมาอยู่กับฉันมากกว่ามั้งคะ!! อย่าคิดนะว่า ฉันไม่รู้…ตลอดเวลาที่ลูกอยู่ที่นี่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับแกบ้าง โดยเฉพาะเรื่องที่เกิดจากแม่นักร้องของคุณ!!! ” เธอว่า

“ ผมยอมรับผิดก็ได้ในเรื่องนั้น แต่ผมก็จัดการเขาไปแล้วนี่!!! ” หนุ่มใหญ่อธิบาย

“ แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่คุณจะต้องทำกับลูก โดยการยกแกให้แต่งงานกับหลานชายของคุณ เพียงเพราะคุณกลัวว่า แกจะหนีคุณไป!! ” แสงไขโวยวาย


“ คุณแสง...ผมเสียคุณไปแล้วคนหนึ่งนะ จะให้ผมเสียลูกไปอีกเหรอ ?? อีกอย่างที่นี่ก็จะต้องเป็นของเขากับเจ้ายุทธ ถ้าผมไม่ยกให้พวกเขา แล้วผมจะยกให้ใคร ?!!! ” เขาร้องถาม

“ มีหลายหนทางที่คุณสามารถคิด และแก้ไขได้ค่ะคุณอมร...ถ้าคุณเปิดใจ และไม่เห็นแก่ตัว ที่ผ่านมา มีหลายชีวิตที่ต้องเสียใจเพราะคุณมาเยอะแล้ว ฉันเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น...อย่าให้ลูกสาวของเรา และหลานชายของคุณต้องประสบชะตากรรมเดียวกันกับฉันอีกเลย ” เธอว่า

“ คุณแสง...ผมอายุห้าสิบกว่าแล้วนะ ผมก็อยากมีลูกมีหลานไว้อยู่ใกล้ชิด ” อมรวิสุทธิ์อ้าง

แสงไขได้แต่สายหน้า พลางหวนนึกถึงสิ่งที่เขาเคยทำไว้กับเธอเมื่อครั้งที่อยู่ด้วยกัน

“ คุณไม่ได้เปลี่ยนไปสักนิดเลยนะคะ...ฉันเสียใจค่ะ...ฉันคงจะให้ลูกอยู่กับคุณอีกต่อไปไม่ได้ ” เธอพูดจบ แล้วทำท่าจะพาสาริสาเดินออกไป

“ เดี๋ยวคุณแสง...คุณพาซีรีไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น ซีรีต้องอยู่กับผม ลูกต้องอยู่ที่นี่กับผม...ยาม!!! ” อมรวิสุทธิ์ร้องเรียกหน่วยรักษาความปลอดภัยที่อยู่ด้านนอกให้เข้ามา ไม่นานเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของโรงแรมสามนายก็วิ่งมาในห้อง


   สาริสากอดแขนแม่ของตนเองแน่นขึ้น แสงไขเองก็เช่นกัน เธอโอบกอดลูกสาวด้วยความห่วงใย แม้สายตาจะยังคงฉายแววเด็ดขาดเอาไว้ให้เขา และคนอื่นๆ ได้เห็น

“ คุณจะทำอะไรก็ต้องคิดให้ดีหน่อยนะคุณแสง...ที่นี่ที่ของผม คงไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งผมได้...ส่งลูกมา!!! ” อมรวิสุทธิ์ขึ้นเสียง

“ ฉันไม่ลืมหรอกค่ะ...ว่าที่นี่คือ ที่ของคุณ แต่คุณอย่าลืมสิว่า เพราะอะไรฉันถึงได้ไปจากที่ของคุณโดยที่ไม่มีใครสามารถรั้งฉันได้ แม้แต่พ่อของคุณเอง!! ” แสงไขพูดขึ้นเพื่อทวนความทรงจำของเขา

   อมรวิสุทธิ์หวนนึกถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น เมื่อครั้งที่มีบุคคลในเครื่องแบบชั้นผู้ใหญ่สามนาย ได้พาเธอไปจากเขาท่ามกลางความคับแค้นใจระคนเสียดาย หลังจากที่อดีตภรรยาของเขาทนไม่ได้กับความประพฤติที่ตัวเขาเป็นต้นเหตุ

“ นี่คุณ... ” อมรวิสุทธิ์ตกใจเมื่อนึกย้อนถึงภาพเหตุการณ์ที่ผ่านมา

“ บ้านนี้เมืองนี้มีกฎหมายคุ้มครองนะคะ...อีกอย่าง ลูกสาวของเราอายุยังไม่ถึงสิบแปดปีดีเลย ต้องขออนุญาตผู้ปกครองก่อนด้วยซ้ำถึงจะแต่งงานได้ ถึงแม้คนเป็นพ่ออย่างคุณจะอนุญาต แต่คนเป็นแม่อย่างฉันล่ะคะ ?!!! และฉันเชื่อว่า หากพรรคพวกคุณพ่อของฉันรู้เรื่องเข้าเขาจะไม่พอใจเอาได้... “ แสงไขพูดค้างไว้

“ นี่คุณอย่ามาขู่ผมให้ยากเลยคุณแสง...พ่อของคุณไปสวรรค์นานแล้ว ใครจะมามีอิทธิพลล้นฟ้าเหมือนอย่างเขาได้อีก ?!! ” อมรวิสุทธิ์ร้องถาม

“ ไม่ต้องห่วงหรอกค่ะคุณอมร...หากคุณขืนดื้อดึงที่จะเอาลูกของเราไว้ ฉันเชื่อว่า ไม่ทันไร...สิ่งที่คุณได้สร้างมาได้ล่มสลายลงเป็นแน่...โน่น!! คุณลองมองออกไปที่นอกหน้าต่างสิคะ เผอิญว่า ฉันมีนัดกับแขกคนสำคัญเอาไว้แล้วด้วย ” แสงไขร้องบอก พลางสะบัดหน้าไปอีกทาง


   ทั้งอมรวิสุทธิ์ ยุทธ และป้าติ่งต่างมองหน้ากัน แล้วเดินไปที่หน้าต่างตามที่แสงไขบอก ที่ด้านนอกจากตัวอาคารโรงแรมนั้น ไม่ไกลกันจากงานเลี้ยงที่จัดขึ้น พวกเขาเห็นรถสีดำดูมีราคาคันใหญ่จอดอยู่ ที่ประตูด้านหลังฝั่งคนขับ กระจกรถได้เปิดแง้มออกมา เผยให้เห็นใบหน้าของผู้ที่มีอิทธิพลที่คนในประเทศต่างรู้จักกันดีกำลังแหงนหน้าขึ้นมามองที่ตัวอาคาร และก้มมองดูนาฬิการาวกับว่า เขากำลังจับเวลาเพื่อรอบางสิ่งบางอย่างอยู่

   ทั้งสามคนต่างมองหน้ากัน แล้วกลืนน้ำลาย ป้าติ่งอกสั่นขวัญแขวนยิ่งกว่าคนอื่นๆ ยุทธเองก็ดูมีท่าทีเป็นห่วงคุณลุงของเขามาก ทั้งสามคนหันหน้ากลับมาทางแสงไข ซึ่งอมรวิสุทธิ์เองมีท่าทีที่เริ่มไม่มั่นใจต่างจากตอนแรก

“ เห็นอย่างนี้แล้วจะเลิกดื้อได้หรือยังคะคุณอมร ?!!! ” แสงไขถามอมรวิสุทธิ์เป็นครั้งสุดท้าย พลางจ้องหน้าอย่างเอาเรื่อง

อมรวิสุทธิ์มองดูแสงไข และสาริสา ก่อนที่จะโบกมือให้หน่วยรักษาความปลอดภัยถอยห่างจากสองแม่ลูกคู่นี้

หญิงสาวต่างวัยมองหน้า แล้วฉีกยิ้มให้กันและกันอย่างดีใจ ก่อนที่จะพากันเดินออกจากห้องพักไป ท่ามกลางความเสียใจ และเสียดายของคนทั้งสาม…


++++++++++++++++++++++++++++++


   คืนนี้เป็นคืนแรกที่นักศึกษาสาวอย่างวาดลัดดากลับมาพักฟื้นที่ห้องหลังจากที่อยู่ในโรงพยาบาลมาเป็นเวลาหลายวัน สาวน้อยมาถึงห้องพักกับพิมพ์ประภัสร์ และ พรพรรณี แม่ของพวกเธอ โดยมีคณิต และเพื่อนสนิทของวาดลัดดาอีกสองคนตามมาส่งด้วย เพื่อนๆ ของวาดลัดดาทุกคนรวมถึงตัวคณิตเองต่างรับปากกับอาจารย์สาวว่า จะเก็บเรื่องที่เกิดขึ้นไว้เป็นความลับ และจะไม่ให้แม่ของหญิงสาวทั้งสองคนรู้ เพราะเธอต้องการให้พรพรรณีรู้เพียงแค่ว่า วาดลัดดาเกิดอาการอาหารเป็นพิษเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ได้ความช่วยเหลือจากแพทย์เจ้าของไข้ที่เป็นรุ่นพี่ของคุณหมอมงคลมาสช่วยปิดบังให้อีกทางหนึ่ง วาดลัดดาก้าวเดินเข้ามาในห้องอย่างอ่อนล้า ก่อนที่จะทิ้งตัวนอนลงบนเตียงด้วยความเหน็ดเหนื่อย

   พรพรรณีมองดูลูกสาวคนเล็กด้วยความเป็นห่วง และสงสาร เธอจัดแจงหาน้ำหาท่ามาให้ลูกดื่ม และหาผ้ามาเช็ดตัวให้ ขณะเดียวกันพิมพ์ประภัสร์ก็ไม่อยากให้เหล่าลูกศิษย์อยู่รบกวนน้องสาวของเธอเช่นกัน เธอขอร้องให้พวกเขาทั้งสามกลับออกไปก่อน โดยที่เธอเดินไปปิดประตูห้องตามหลัง คณิตจึงได้เพียงแค่แอบชำเลืองมองวาดลัดดาด้วยความเป็นห่วงจากช่องบานประตูเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่มันจะถูกปิดลง


   พิมพ์ประภัสร์กลัวว่า เรื่องไม่ดีแบบนี้อาจจะเกิดขึ้นกับน้องสาวของเธออีก เธอจึงต้องการให้วาดลัดดาย้ายมาอยู่กับเธอด้วยกันโดยเร็ว

“ ยายวาด...วันหยุดนี้เก็บของ แล้วย้ายมาอยู่กับพี่ที่คอนโดฯ เสียนะ!! ” พิมพ์ประภัสร์สั่งน้องสาวเมื่อเห็นเธอเริ่มมีอาการดีขึ้น

“ นี่พิมพ์...เกิดเพี้ยนอะไรขึ้นมา ถึงต้องมาสั่งให้น้องย้ายไปอยู่กับเรารวดเร็วอย่างนี้ ?!! ” พรพรรณีถามลูกสาวคนโต

“ โธ่!! แม่คะ...ยายวาดป่วยง่าย จะให้อยูไกลหูไกลตาหนูได้อย่างไร หนำซ้ำก็เปลืองค่าห้องที่แม่ต้องออกให้ทุกเดือนอีก เอาเป็นว่า ย้ายมาอยู่กับพิมพ์นี่แหละค่ะดีที่สุด ไม่ต้องจ่ายค่าห้อง แถมอยู่ฟรี มีค่าขนม หนำซ้ำยังอยู่ในสายตาของพิมพ์ด้วย น้องจะได้ไม่ไปเถลไถลที่ไหนยังไงล่ะคะ!! ” เธอว่า พลางมองน้องสาวอย่างบีบบังคับ

   วาดลัดดาพยักหน้ารับในสิ่งที่พี่สาวของเธอต้องการ เพราะรู้อยู่แล้วว่า คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะยื่นขออุทธรณ์ เพราะพิมพ์ประภัสร์รู้เรื่องของเธอทั้งหมดแล้ว อีกทั้งยังช่วยเธอปิดบังความจริงกับแม่อีก ถึงอย่างไรเธอก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะขัดคำสั่งเจ้าหล่อนได้


   ในช่วงวันหยุดเสาร์ และอาทิตย์นั้น สามแม่ลูกช่วยกันเก็บของ และทำเรื่องขอย้ายออกจากหอพัก โดยมีคณิต และเพื่อนๆ ของวาดลัดดามาช่วยเธอขนย้ายข้าวของอีกแรงหนึ่ง พิมพ์ประภัสร์สังเกตเห็นท่าทีของคณิตที่มีต่อน้องสาวของเธอ จนเธอแน่ใจแล้วว่า คณิตคิดกับน้องสาวของเธอไกลจากความเป็นเพื่อนจริงๆ

   เมื่อตะวันคล้อยต่ำมาทางทิศตะวันตกในช่วงบ่าย กล่องใส่ของใบสุดท้ายของวาดลัดดาก็ถูกขนลงมาจากรถ เพื่อเตรียมที่จะขนขึ้นไปไว้ยังห้องของพิมพ์ประภัสร์ ขณะที่นักศึกษาสาว และพี่ของเธอกำลังจะขึ้นลิฟท์ไปนั้น อยู่ๆ โทรศัพท์มือถือของวาดลัดดาก็ดังขึ้น ปรากฏให้เห็นเป็นเบอร์ที่เธอไม่คุ้นเคย แต่ทว่าเจ้าของเบอร์นี้ได้เคยโทรฯ หาเธอมาครั้งหนึ่งแล้ว สาวน้อยก้าวออกมาจากลิฟท์เพื่อกดรับสาย ท่ามกลางความสนใจจากผู้เป็นพี่

“ ส...สวัสดีค่ะ ” เธอกล่าวทักทายคนในสายนั้น

“ สวัสดีค่ะ...ฉัน...เป็นภรรยาของคุณโชติวุฒินะคะ ” เสียงในสายแนะนำตัว

วาดลัดดาขมวดคิ้วด้วยความโกรธปนสงสัย สาวน้อยถามไถ่ถึงสิ่งที่คนโทรฯ มาต้องการ

“ คุณมีอะไร ?? คุณโทรฯ มาหาฉันทำไม ?!!! ” วาดลัดดาโวยวาย จนพิมพ์ประภัสร์ถึงกับตกใจ

“ จ...ใจเย็นๆ ค่ะ ใจเย็นๆ ฉันไม่ได้ต้องการที่จะโทรฯ มาหาเรื่องคุณ ฉันมีเรื่องที่ต้องการจะบอกให้คุณทราบเท่านั้น... ” เสียงในสายอธิบาย ท่ามกลางอาการที่กระสับกระส่ายของสาวน้อย


“ ...ฉันขอโทษในสิ่งที่ฉันเคยทำไว้กับคุณ ตอนนี้คุณโชติวุฒิ...สามีของฉัน เขา...เสีย...ชีวิตแล้ว ” หญิงสาวในสายค่อยๆ อธิบาย

วาดลัดดาชะงักไปชั่วขณะเมื่อได้ยินดังนั้น สาวน้อยแทบจะไม่เชื่อหูตนเองว่า จะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น

พิมพ์ประภัสร์มองดูท่าทีที่แปรเปลี่ยนของน้องสาวตนเองอย่างไม่สบายใจ

“ ทำไมคะ ?!!! คุณโชติเป็นอะไร ?? ” สาวน้อยเอ่ยถามหลังจากที่ได้สติกลับคืนมา ซึ่งพี่สาวของเธอก็เริ่มจับใจความได้ว่า น้องสาวของตนพูดอยู่กับใคร

“ คุณโชติเสียชีวิตเนื่องจากอาการแพ้อาหารอย่างรุนแรง เขาเสียมาได้สามวันแล้วค่ะ ตอนนี้ศพตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ที่วัด พรุ่งนี้จะเป็นวันที่จะทำการฌาปนกิจ ฉันเลยจะโทรฯ มาสอบถามว่า คุณสะดวกที่จะมาร่วมงานมั้ย ?? ” คนในสายร้องถามเธอด้วยน้ำเสียงที่ดูเศร้า


วาดลัดดานิ่ง น้ำตาไหลอยู่ ณ ขณะหนึ่ง เธอสับสนในตนเอง ทั้งดีใจ และเสียใจกับการจากไปของเขาในครั้งนี้

“ ม...ไม่...ไม่ดีกว่าค่ะ... ” เธอเริ่มประคับประคองอารมณ์ตนเองได้ และตอบกลับไปในที่สุด

“ ฉันอโหสิกรรมให้เขา และอโหสิกรรมให้คุณนะคะ...แต่ฉันขอไม่ไปร่วมงานดีกว่าค่ะ ” วาดลัดดาพูด และเหลือบหันมามองพี่สาวก่อนที่จะพูดต่อ

“ ทั้งฉัน และคุณเราต่างก็สูญเสียด้วยกันทั้งคู่ จากนี้ไปฉันขอให้เราต่างคนต่างอยู่กันดีกว่านะคะ ชีวิตถูกชดใช้ด้วยชีวิตแล้วค่ะ ” วาดลัดดาวางสาย โดยไม่รอให้อีกฝ่ายได้พูดอะไร

พิมพ์ประภัสร์เดินเข้ามากอดเธอ บัดนี้เธอรู้สึกสงสารน้องสาวขึ้นมาจับใจ

วาดลัดดาก็สวมกอดพี่สาว และปล่อยโฮออกมาอย่างหนักหน่วง หลังจากที่ทนอัดอั้นมานาน


   อาจารย์สาวรู้ตัวดีว่า ที่ผ่านมาเธอเป็นพี่สาวที่แย่มาโดยตลอด เธอใช้ความเป็นครูปกครองดูแลน้องสาวโดยไม่ได้ให้ความรัก และความอบอุ่นแก่เธอเลยนอกจากสั่งสอน และออกคำสั่ง จนกระทั่งวันที่สายไป เธอก็ยังทำหน้าที่พี่ที่ไม่ดีตามเดิม จนทำให้น้องสาวของเธอต้องเสียใจซ้ำๆ อยู่หลายครั้ง

   บัดนี้เธอให้สัญญาแก่วาดลัดดาแล้วว่า เธอจะเป็นพี่ที่ดี และจะปกป้องดูแลเธอจากทุกๆ สิ่ง ไม่ใช่ในฐานะครูผู้มากประสบการณ์ แต่ในฐานะพี่สาวผู้มีประสบการณ์ที่จะคอยชี้แนะสิ่งที่ถูกที่ควรให้แก่น้องสาวของเธอคนนี้ โดยไม่ต้องลองผิดลองถูกอีกต่อไป ทั้งสองสาวกอดกัน พลางสลับกันร้องไห้ และหัวเราะอยู่อย่างนั้นด้วยความตั้งใจที่ว่า เธอทั้งคู่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันไม่ว่าจะในฐานะครูกับลูกศิษย์ หรือพี่กับน้องก็ตาม


   เย็นวันนั้น คณิตขึ้นมายังห้องพักของพิมพ์ประภัสร์ตามที่วาดลัดดาได้โทรฯ นัดหมาย ชายหนุ่มเคาะประตูห้องเพื่อเป็นสัญญาณบอกว่า เขาได้มาถึงแล้ว อาจารย์สาวเปิดประตูห้อง และมองดูเขาด้วยท่าทีที่วางมาด ทำให้คณิตถึงกับตกใจเล็กน้อย และรีบยกมือไหว้พิมพ์ประภัสร์อย่างนอบน้อม

“ สวัสดีครับอาจารย์ เผอิญวาดโทรฯ เรียกผมมา...บอกว่า มีธุระด่วน ” ชายหนุ่มพูดกับอาจารย์สาวด้วยท่าทางที่ดูเกร็งๆ

“ เข้ามาสิ...พวกเรากำลังทำกับข้าวกันในครัวอยู่พอดี ครูเลยบอกให้ยายวาดชวนเธอมาทานด้วยกัน ” อาจารย์สาวอธิบาย

ชายหนุ่มทำสีหน้างุนงงเล็กน้อย ไม่นึกว่า อาจารย์สาวจะใจกว้างกับเขาถึงเพียงนี้ ชายหนุ่มถอดรองเท้า แล้วเดินเข้าไปในห้อง

วาดลัดดาส่งเสียงทักทายชายหนุ่มออกมาจากในครัว รวมทั้งแม่ของเธอด้วย

หนุ่มน้อยทักทายพรพรรณี แม่ของหญิงสาวทั้งสอง

พิมพ์ประภัสร์ใช้ให้น้องสาวเอาน้ำมาเสิร์ฟแก่แขก และคอยต้อนรับดูแลชายหนุ่มอยู่ด้านนอก ราวกับเธอรู้ได้ว่า วาดลัดดาต้องการใครสักคนหนึ่งคอยระบายเรื่องที่อัดอั้นอยู่ในใจ ซึ่งเธอเองก็ยินดีที่จะให้น้องสาวได้ทำอย่างนั้น แต่ต้องอยู่ภายในกรอบ และสายตาของเธอ


“ นั่นแฟนของยายวาดเหรอ ? ” พรพรรณีแอบถามลูกสาวคนโต เมื่อเห็นลูกสาวคนเล็กเดินออกไปทักทายกับแขกคนพิเศษ

“ ต้องติดตามดูต่อไปค่ะ ” พิมพ์ประภัสร์บอกกับแม่ของเธอ พลางมองดูเด็กทั้งสอง แล้วอมยิ้มให้

“ เห็นพ่อหนุ่มคนนี้แล้ว...ก็นึกถึงคุณหมอแฟนเก่าแกเหมือนกันนะ ” พรพรรณีพูดขึ้นอย่างอาวรณ์

“ แม่...เลิกพูดถึงเขาเถอะ...ผู้ชายมันก็มีแต่เลวกับแกล้งดีกันทั้งนั้น!! ” หญิงสาวอารมณ์เสียอย่างเห็นได้ชัดเมื่อนึกถึงเขา

“ นี่ยายพิมพ์!! ทำไมถึงพูดจาแบบนี้ล่ะ...ผู้ชายที่เขาให้ความสำคัญกับครอบครัว...หายากนะ!! แกก็น่าจะหัดรู้จักลดทิฐิลงเสียบ้าง ชีวิตคนเรามันก็มีแค่นี้แหละ!! จะโกรธจะเกลียดกันไปทำไม…ให้อภัยกันเสียดีกว่า!! ” สาวใหญ่ตำหนิเมื่อได้ยินลูกของตนพูดแบบนั้น


   พิมพ์ประภัสร์นิ่งพลางหวนนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา แล้วคิดทบทวนคำพูดของมารดาซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น…


   แสงจันทร์ยามค่ำสาดส่องมาที่ริมระเบียง กระทบกับร่างของสาวน้อยอย่างวาดลัดดา ชายหนุ่มมองดูเธอ และอมยิ้มให้ ในขณะที่ตั้งใจฟังเธอเล่าเรื่องภรรยาของโชติวุฒิที่โทรศัพท์มาหาในวันนี้ เพื่อแจ้งข่าวการเสียชีวิตของอดีตคนรัก หนุ่มน้อยถามเธออีกครั้งถึงเรื่องการไปร่วมงานฌาปนกิจ แต่หญิงสาวกลับปฏิเสธ และให้คำตอบเหมือนเดิม เพราะเธอไม่อยากจะหวนนึกถึงช่วงเวลาเหล่านั้น ทั้งนี้ที่ผ่านมาเขา และภรรยาต่างก็กระทำกับเธออย่างเจ็บปวดมามากพอแล้ว

“ แล้วคิดว่า จะเข็ดมั้ย ?!! ” คณิตถามเธออย่างสงสัย

“ เข็ด...กับเรื่องอะไร ?? ” วาดลัดดาถามกลับ

“ ความรักไง...ถ้ามีคนเข้ามาจีบเธออีก ” เขาว่า

“ ก็ไม่รู้สิ!! ถ้ามีใครมาทำให้ฉันรู้สึกรักได้ ก็คงจะต้องว่ากันต่อไป เพราะเรื่องของหัวใจมันพูดกันยาก ” เธอบอก

“ แล้ว...ถ้าเป็นฉันล่ะ พอจะมีโอกาสบ้างไหม ?? ” คณิตลองหยั่งเชิง


“ นี่นายก้อง...อย่ามาพูดอย่างนี้น่า...ฉันขนลุก!! เดี๋ยวฟ้าก็ได้ผ่าเอาหรอก!! ” วาดลัดดาพูดขึ้น เพราะเธอยังคงปักใจเชื่อว่า เขาเป็นเกย์

“ ฉันบอกเธอกี่ครั้งแล้วว่า ฉันไม่ได้เป็น...ฉันผู้ชายแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์นะ!! ” เขายืนกราน

“ ถ้าอย่างนั้น...ก็พิสูจน์สิ ” สาวน้อยทำทีเป็นท้าทาย

ชายหนุ่มไม่ปล่อยโอกาสนี้ให้เสียเปล่า เขาได้ทีจึงยื่นหน้าเพื่อหอมแก้มของเธอเข้าฟอดใหญ่

วาดลัดดาตกใจในการกระทำของเขา หน้าของเธอร้อนผ่าว และแก้มก็แดงอย่างเห็นได้ชัด เธอตีเข้าที่ไหล่ของเขา ก่อนที่จะวิ่งกลับเข้าห้องไปด้วยความเขินอาย โดยมีคณิตเพื่อนสนิทเดินตามเข้าไปติดๆ…


++++++++++++++++++++++++++++++


   หลังจากค่ำคืนแห่งความสุขภายในครอบครัวได้ผ่านพ้นไป แสงสีทองจากแดดในวันใหม่ได้ถักทอประกายลงมาผ่านม่านสีขาวในห้องพักรักษาตัวห้องหนึ่งของชั้นสิบห้าในโรงพยาบาลเอกชน แสงแดดจากช่วงเวลาแห่งอรุณรุ่งนั้นกระทบกับใบหน้าอันขาวซีดที่ครั้งหนึ่งเคยงดงามด้วยสีสันจากเครื่องสำอางที่บรรจงแต่งแต้มลงไป โดยผู้เป็นเจ้าของใบหน้ากึ่งนวล กึ่งกระด้างนั้น สะดุ้งตื่นขึ้นมาจากความหลับใหล เพราะแสงแดดจากด้านนอกที่สาดส่องเข้ามาแยงตา เธอลุกขึ้นจากที่นอนด้วยอาการที่อ่อนล้า แล้วก็พบว่า ครั้งนี้เธอไม่ได้อยู่ในห้องเพียงลำพัง

“ พี่โรส...ตื่นแล้วเหรอครับ ?? ” คุณหมอหนุ่มทักทายพี่สาวมาจากโซฟาที่ตั้งอยู่ข้างเตียงของเจ้าหล่อน

รสรินทร์มองดูน้องชายอย่างสงสัย ก่อนที่จะหันหน้าออกไปทางหน้าต่าง

“ อยากออกไปเดินเล่นเหรอครับ ??? เดี๋ยวรอให้แดดร่มกว่านี้อีกหน่อย แล้วผมจะพาไป ” ชายหนุ่มกล่าว พลางพาหญิงสาวลุกเดินออกไปจากเตียง เพื่อมารับประทานข้าวที่โต๊ะ


   อดีตนักร้องสาวมีอาการเหม่อลอย และดูไม่ใส่ใจในสิ่งรอบข้างเหมือนแต่ก่อน เธอไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายในสิ่งที่คนรอบข้างทำให้ หรือบางทีเธออาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่า น้องชายของเธอใช้ความเพียรพยายามอย่างมากแค่ไหนที่จะป้อนข้าวเข้าปากของเธอแต่ละคำ

   ในเวลาช่วงสายของวัน พยาบาลก็เข้ามาทำแผลบริเวณแก้มของเธอตามหน้าที่ รสรินทร์เหม่อมองออกไปทางหน้าต่างเหมือนครั้งก่อน หญิงสาวมองดูแสงอาทิตย์สีขาวสว่างสดใส และส่งยิ้มให้เหมือนกับว่า ครั้งหนึ่งเธอค่อนข้างคุ้นชินกับแสงลักษณะนี้

“ เรื่องแผลของคุณโรสเริ่มตื้นขึ้นทุกวันค่ะ คุณหมอไม่ต้องห่วงนะคะว่า จะมีแผลเป็น ” นางพยาบาลพูดขึ้นหลังจากที่ทำแผลให้เธอเสร็จ

“ ผมไม่ห่วงเรื่องนั้นเท่าไหร่หรอกครับ แต่ผมห่วงเรื่องสภาพจิตใจของเธอมากกว่า...เธอยังอยู่ในสภาวะการณ์ที่ช็อค เลยไม่รับรู้ถึงสิ่งใดๆ รอบตัว... ” คุณหมอกล่าว

“ ...คุณช่วยติดต่อหมอที่แผนกจิตเวชให้ผมหน่อยจะได้ไหม เผื่อแกมีคำแนะนำดีๆ อะไรที่พอจะเป็นประโยชน์ให้พี่สาวของผมได้บ้าง ” คุณหมอหนุ่มฝากเรื่องแก่พยาบาลสาวที่อยู่ตรงหน้า

เธอรับคำ และเดินออกจากห้องไป ซึ่งพอดีกับที่พิมพ์ประภัสร์ถือช่อดอกไม้ขนาดใหญ่เข้ามาเยี่ยมในห้อง


   หญิงสาวมองดูรสรินทร์ที่บัดนี้กำลังเหม่อลอยออกไปยังนอกหน้าต่างอย่างไม่ได้สติ และมองดูคุณหมอหนุ่มที่กำลังมองดูพี่สาวของตนอยู่ข้างๆ ด้วยความเป็นห่วง อาจารย์สาวทำทีเป็นเคาะบานประตูที่ปิดอยู่ด้านข้าง เพื่อให้ชายหนุ่มรู้ตัว

“ คุณพิมพ์... ” ชายหนุ่มกล่าวขึ้น เมื่อเห็นเธอยืนอยู่ตรงนั้น ดูเหมือนภายในห้องนั้นจะมีเขาเพียงคนเดียวที่รับรู้การมาถึงของเธอ ต่างจากนักร้องสาวที่ไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้างแต่อย่างไร

“ ฉันมาเยี่ยมพี่สาวของคุณน่ะค่ะคุณหมอ เธอเป็นอย่างไรบ้าง ?? ” หญิงสาวถามด้วยท่าทีที่ดูเป็นห่วง

“ พี่โรสก็...เป็นอย่างที่เห็นนี่แหละครับ ไม่ได้สติ ไม่พูดไม่จา ผมคงต้องปรึกษาจิตแพทย์ถึงอาการของเธออีกทีหนึ่ง ” คุณหมอหนุ่มอธิบาย

อาจารย์สาวมองดูเขา แล้วเห็นใจในสิ่งที่เกิดขึ้น เธอสังเกตเห็นว่า ที่ศีรษะของอดีตคนรักเริ่มมีผมขาวปรากฏชัด จากทั้งที่เมื่อก่อนเธอไม่เคยเห็นสีนี้จากเส้นผมของเขาเลย

“ แล้วคุณล่ะคะเป็นอย่างไรบ้าง เครียดหรือเหนื่อยบ้างหรือเปล่า ?? ” อาจารย์สาวถามเขาด้วยความเป็นห่วง

ชายหนุ่มยิ้มให้ ก่อนที่จะแสดงท่าทีออกมาว่า ไม่เป็นไร

“ ผมสบายดีครับ...ดีใจนะที่คุณพิมพ์ถามถึง ” เขาพูด

“ วันนี้...พวกเด็กๆ แกสอบกันเสร็จแล้วน่ะคะ ฉันก็เลยแวะมาหา เผื่อจะได้ช่วยคุณดูแลพี่สาวของคุณบ้าง...ให้ฉันช่วยนะคะ ” เธอขอร้อง

“ ด..ด...ด้วยความยินดีครับ ” คุณหมอหนุ่มพยักหน้าตอบรับไมตรีที่อาจารย์สาวหยิบยื่นให้ เขารู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูก


   ในช่วงบ่ายวันนั้นหลังจากที่สายฝนหยดสุดท้ายได้โปรยปรายตกลงมาจากฟากฟ้า แสงแดดที่ละมุนตาก็ปรากฏให้เห็นอีกครั้ง ทั้งคุณหมอหนุ่ม และพิมพ์ประภัสร์ ต่างช่วยกันเข็นรถเพื่อให้รสรินทร์ออกไปนั่งชมสวนหย่อมที่ด้านนอกตามที่ใจของเจ้าหล่อนปรารถนา แม้ว่า นักร้องสาวจะไม่รู้สึกรู้สาใดๆ กับสิ่งที่คนทั้งสองได้มอบให้ แต่ภายในจิตใจของเธอกลับรู้สึกอิ่มเอมอย่างบอกไม่ถูก ทั้งสามคนมองเห็นสายรุ้งที่ทอดผ่านปรากฏอยู่ด้านหน้า พลันน้ำตาของสาวใหญ่ก็ไหลออกมาโดยที่เธอเองก็แทบรู้สึกใจหาย

   คุณหมอหนุ่มเอื้อมมือของเขามาสัมผัสที่มือของอาจารย์สาวอย่างแผ่วเบา หญิงสาวรู้ได้ในท่าทีของเขา เธอยินดีที่จะให้เขาทำอย่างนั้น บัดนี้มันไม่มีอีกแล้วกับคำว่า ยึดติดกับสิ่งใดๆ พิมพ์ประภัสร์เข้าใจถึงสิ่งที่เธอต้องปล่อยวาง เพราะท้ายที่สุดแล้วชีวิตคนเรามันก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่านี้ นอกจากความรัก ความสุข และใครสักคนที่คอยอยู่เคียงข้าง...


++++++++++++++++++++++++++++++


   ในช่วงเย็นวันนั้น หลังจากที่หมอกควันของการประกอบศาสนพิธีเริ่มจางลง การเดินทางครั้งใหม่ของใครบางคนก็กำลังเริ่มต้นขึ้น อดีตเจ้าของร้านคัพเค้กมองดูลูกน้อยที่กำลังส่งยิ้มให้กับคุณตา และคุณยายของเขาจากตักของเธอ บนที่นั่งทางด้านหลังของรถกระบะปิดประทุนสีทองที่พวกเขาได้โดยสารอยู่ในขณะนี้ เธอเหลือบมองดูพี่ชายเล็กน้อย ขณะที่เขากำลังขับรถให้ พลางส่งยิ้มแก่เขาเพื่อเป็นสัญญาณที่บอกว่า เธอขอบคุณ และดีใจเป็นอย่างมากที่จะได้ร่วมเดินทางไปด้วยกัน ซึ่งจุดหมายปลายทางที่ไปนั้น เป็นที่เดียวกันกับที่เพื่อนสาวของเธอต้องการจะไป อดีตผู้ช่วยสาวมองลอดออกไปจากกระจกรถข้างหน้าต่างทางด้านข้างคนขับ แล้วก็พบกับสายรุ้งที่ทอดผ่านอยู่บนท้องฟ้า หญิงสาวจำไม่ได้แล้วว่า เธอเห็นสายรุ้งครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ก่อนที่จะชี้ชวนให้ใครต่อใครในรถคันนั้นได้มองดู

   หลายวัฒนธรรมต่างมีความเชื่อเหมือนกันว่า สายรุ้ง เปรียบเสมือนความสมหวัง ใครก็ตามที่ได้เห็นมัน นั่นหมายความว่า คนๆ นั้นใกล้ที่จะพบเจอกับความสุข และความโชคดีที่ตนเฝ้ารอคอย สายรุ้งมีทั้งหมดเจ็ดสี ซึ่งแต่ละสีก็บ่งบอกถึงความหมายที่แตกต่างกัน เหมือนกับชีวิตมนุษย์ที่มีเรื่องราวมากมายหลายหลากที่จะต้องพบพาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดี หรือเรื่องที่เลวร้าย แต่สุดท้ายทั้งหมดนี้ก็จะต้องเดินทางไปสู่บทสรุปของมันในไม่ช้า ไม่มีใครรู้ว่า สายรุ้งมีจุดเริ่มต้นจากที่ไหน และไปสิ้นสุดลง ณ ที่ใด เหมือนกับชีวิตคนเรา หากยังไม่ถึงวาระสุดท้าย เราก็ยังไม่สามารถบอกได้ถึงหนทางข้างหน้าที่จะต้องพบเจอ...


“♪ แม้นว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร

หากลมหายใจของฉันยังคงอยู่

สิ่งที่ผ่านพ้นที่เคยได้รับรู้

เก็บซ่อนอยู่...ภายในดวงมาน

...เก็บทุกเรื่องราวว่า เคยมีเธอ... ♫ ”


   “ ก๊อกๆ ๆ ๆ ” เสียงเคาะประตูจากพนักงานฝ่ายบุคคลของบริษัท ยูที แอ็ดเวอร์ไทส์ซิ่ง ดังขึ้นขัดจังหวะบทเพลงอมตะที่ขับร้องโดยอดีตนักร้องสาวดาวรุ่ง เพื่อเป็นสัญญาณที่บอกแก่ครีเอทีฟใหญ่ว่า ผู้ที่มาสัมภาษณ์งานเป็นผู้ช่วยคนใหม่ของเขาได้มารออยู่ที่หน้าห้องแล้ว

“ ครับ...ให้เขาเข้ามาเลย ” ครีเอทีฟหนุ่มผู้เป็นเจ้าของกิจการ และทายาทเจ้าของโรงแรมบอกแก่พนักงานสาว พลางเอื้อมมือไปกดปุ่มปิดเพลงที่เล่นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเขา

พนักงานฝ่ายบุคคลยิ้มให้เขาเป็นเชิงตอบรับอยู่ทางด้านหน้าห้อง ก่อนที่จะเรียกชื่อของผู้ที่มาสัมภาษณ์นั้น

“ เชิญค่ะ คุณ...เอ่อ... ” เธอพยายามอ่านชื่อของผู้ที่มาสัมภาษณ์

“ ถ้าไม่รังเกียจ เรียกฉันว่า ทับทิม ก็ได้ค่ะ ” หญิงสาวเจ้าของชื่อส่งเสียงเจื้อยแจ้วมาจากทางหน้าประตูห้อง

ครีเอทีฟหนุ่มเงยหน้ามองดูเธอด้วยความสนอกสนใจ


   ปรากฏให้เห็นเป็นหญิงสาวร่างเล็กในชุดสูดสีแดงเฉดเดียวกับเรียวปาก และผมสั้นซอยสีทองอร่ามดูเป็นประกาย บ่งบอกว่า เธอเป็นคนค่อนข้างที่มีความมั่นใจในตนเองสูง เจ้าหล่อนก้าวเท้าเข้าไปหาครีเอทีฟหนุ่มอย่างมาดมั่น ก่อนที่จะฉีกยิ้มให้เขาอย่างมิตรไมตรี เพื่อเป็นท่าทีที่บ่งบอกว่า เธอพร้อมแล้วที่จะให้เขาสัมภาษณ์งานในฐานะผู้ช่วยคนใหม่...

 

*~ อวสาน ~*
Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ [email protected]
Search @