1. SistaCafe
  2. เทรนด์ใหม่ ‘ Skip-Care ’ ใช้น้อยลงแต่บำรุงตรงจุด !

Skip-Care

ถ้าพูดถึงการดูแลผิว เเทรนด์ที่มาแรงสุดๆ ในช่วงก่อนหน้านี้ก็ต้องเป็นการทาสกินแคร์แบบ 10 ขั้นตอน++ ซึ่งมีผลิตภัณฑ์แบบครบจบตั้งแต่เซรั่มไปจนถึงมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่เตรียมเอาไว้สำหรับทาผิว โดยแต่ละผลิตภัณฑ์จะเน้นไปที่ปัญหาผิวที่แตกต่างกัน แต่บ่อยครั้งที่เรามักจะเหนื่อยกับสกินแคร์รูทีนแบบนี้ และจบลงด้วยการนอนแบบไม่ทาอะไรเลยไปซะงั้น เพราะมันเสียเวลาชีวิต! ซิสชวนมาทำความรู้จักกับเทรนด์ใหม่ Skip-Care เทรนด์การดูแลผิวแบบเรียบง่ายที่ช่วยประหยัดเวลาและเหมาะกับไลฟ์สไตล์อันแสนเร่งรีบ

Skip-Care คืออะไร ?


Skip-Care คือ การข้ามบางขั้นตอนสกินแคร์ที่ไม่จำเป็นออกไป ให้เหลือเท่าที่จำเป็นโดยเลือกสกินแคร์ให้เหมาะสมกับสภาพผิว ซึ่งไม่ได้ความว่าเราจะต้องโละสกินแคร์ที่ใช้อยู่ทิ้งให้หมด แต่เป็นการฉลาดในการเลือกผลิตภัณฑ์และทิ้งขั้นตอนที่ไม่จำเป็น

“สกินแคร์รูทีนหลายๆ ขั้นตอนไม่ได้หมายความว่าจะดีกว่าเสมอไป” Joshua Zeichner ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยด้านความงามและคลินิกในผิวหนังที่โรงพยาบาล Mount Sinai ในนิวยอร์กซิตี้อธิบายว่า “การใช้ผลิตภัณฑ์มากขึ้นหมายถึงโอกาสระคายเคืองก็อาจเพิ่มมากขึ้นไปด้วย นอกจากนี้ เราไม่รู้จริงๆ ว่าผลิตภัณฑ์ที่เราใช้ร่วมกันสามารถเข้ากันได้จริงหรือไม่ เพราะส่วนผสมบางอย่างไม่เพียงแต่ทำให้ผิวระคายเคืองได้เท่านั้น ยังเป็นไปได้อีกด้วยที่ผลิตภัณฑ์หนึ่งจะไปทำให้ส่วนผสมอื่นทำงานได้ไม่ดี”

อันที่จริง Skip-Care ก็ถือว่าได้รับความนิยมมาสักพักแล้ว และได้เสียงตอบรับที่ดีด้วย ซึ่งเป็นเทรนด์การทาสกินแคร์ที่ตรงข้ามกับสกินแคร์รูทีนแบบ 10 ขั้นตอนของฝั่ง K-Beauty ที่เคยบูมแบบสุดๆ เพราะจากที่เราเคยต้องใช้ผลิตภัณฑ์ 8 ถึง 10 ตัว ที่มีฟังก์ชั่นคล้ายๆ กัน ก็ให้เปลี่ยนมาเลือกผลิตภัณฑ์แค่ 1 ตัวแต่มีประโยชน์หลายอย่างที่จะช่วยบำรุงผิวและจัดการกับปัญหาผิวที่เรามีไปเลยครบๆ

เคล็ดลับก็คือเราต้องรู้ก่อนว่าว่าผิวของเราต้องการอะไรแล้วค่อยมาปรับแต่งสกินแคร์รูทีนให้เหมาะกับความต้องการนั้น ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ถ้าเราเป็นคนผิวแห้งและมีริ้วรอย ก็ควรมองหามอยส์เจอไรเซอร์ที่ทั้งให้ความชุ่มชื้นและช่วยให้ริ้วรอยต่างๆ จางลงในผลิตภัณฑ์เดียวไปเลย


Skip-Care ดียังไง ?

  • ใส่ใจผิวตัวเองได้มากขึ้น ได้วิเคราะห์สภาพผิวของเราว่าเป็นยังไง แล้วเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ที่เหมาะสมและสมดุลกับผิวเรา ลดความเสี่ยงของการระคายเคืองที่อาจเกิดขึ้นได้
  • เหลือเวลาไปดูแลตัวเองในรูปแบบอื่น ๆ ช่วยประหยัดเวลา ทาสกินแคร์น้อยลงมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น มีเวลาไปเดินเล่นหรือแม้กระทั่งเพลิดเพลินกับการทานอาหารเช้า ส่งผลให้ผิวดูสุขภาพดีขึ้นจากภายในสู่ภายนอก
  • ลดปริมาณขยะ จำนวนผลิตภัณฑ์ที่ซื้อมาลองแล้วใช้ไม่หมด หรือทาแล้วไม่เห็นผล ทำให้เห็นว่ามีสกินแคร์ที่เกินความจำเป็นอยู่ จนกลายเป็นขยะ ซึ่งปัญหาใหญ่ที่กระทบสิ่งแวดล้อม
  • ลดกระบวนการผลิตที่เกินความจำเป็น เพราะผลิตภัณฑ์จำนวนน้อยหมายถึงกระบวนการผลิตที่น้อยลงด้วย ลดการเปลืองทรัพยากรโลก
  • ดีต่อเงินในกระเป๋า นอกจากจะดีกับผิว ดีต่อโลกแล้ว ยังเป็นมิตรกับงบประมาณในกระเป๋าด้วย เนื่องจากการที่เราลดการซื้อสกินแคร์มาตุนให้น้อยลง ก็หมายความว่าเงินที่เหลือในกระเป๋าก็มากขึ้นนั่นเองจ้า

หลักการ Skip-Care


Skip-Care เป็นการดูแลผิวอย่างเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน สกินแคร์รูทีนเลยมีเพียงไม่กี่ขั้นตอนและทำตามได้ง่ายมากๆ ซึ่งหลักๆ จะมี 3 ใจความสำคัญ ที่เราต้องทำ โดยจะประกอบไปด้วย

  • ทำความสะอาดผิว (Cleansing) เพราะหัวใจหลักของผิวที่ดีคือผิวที่สะอาด ปราศจากความสกปรกและเชื้อโรคที่อาจทำร้ายผิวและก่อให้เกิดสิว หรือปัญหาผิวในภายหลัง
  • บำรุงผิวให้ชุ่มชื้น (Moisturizing) ไม่ว่าจะผิวประเภทไหน สิ่งที่ขาดไปไม่ได้เลยก็ยังเป็นการบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ เพราะนอกจากจะช่วยให้ผิวสุขภาพดีแล้วยังช่วยป้องกันริ้วรอยที่เกิดจากความเหี่ยวย่นซึ่งอาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ด้วย
  • ปกป้องผิวด้วยกันแดด (SPF Protection) บำรุงเสร็จแล้วก็ต้องป้องกัน ! เพราะแสงแดดเป็นสาเหตุหลักของการเกิดออซิเดชั่นในผิว ซึ่งเป็นตัวการในการทำร้ายผิวในหลายๆ ด้าน ทั้งฝ้า กระ ผิวเหี่ยวย่นแก่ก่อนวัย และอีกมากมาย

Skip-Care Routine

จาก 3 Skip-Care Core ด้านบนเลยจัดสกินแคร์รูทีนมาให้มีครบทั้ง ทำความสะอาดผิว บำรุงผิวให้ชุ่มชื้น และช่วยปกป้องผิวด้วยกันแดด ยึดหลักคร่าวๆ ประมาณนี้ ส่วนใครจะเลือกใช้สกินแคร์ตัวไหนก็สามารถไปเลือกใช้ได้ตามใจตัวเองได้เลยจ้า

เช้า

ล้างหน้า > โทนเนอร์ > มอยส์เจอไรเซอร์ > กันแดด

เย็น

ล้างเครื่องสำอาง > ล้างหน้า > โทนเนอร์ > มอยส์เจอไรเซอร์

แจก Skip-Care Routine ครบจบทุกสภาพผิว


หากใครยังไม่มีไอเดีย หรือนึกไม่ออกว่าจะต้องจัดสกินแคร์รูทีนยังไง หรือต้องใช้ผลิตภัณฑ์ตัวไหนดี ซิสเลยลองเอาตัวอย่างสกินแคร์ในแต่ละขั้นตอนมาให้ มีครบทั้ง ผิวมัน ผิวแห้ง ผิวแพ้ง่าย ใครมีผิวแบบไหนก็ลองดูตามกันได้ หรือจะเปลี่ยนบางตัวตามความชอบก็ย่อมได้!

ผิวมัน

  • ล้างเมคอัพ :ANUA Heartleaf Pore Control Cleansing Oil ออยล์ล้างเครื่องสำอาง ซึ่งคนผิวมันสามารถใช้ออยล์ได้เหมือนกันและยิ่งดีกับผิว เพราะคนผิวมันมีน้ำมันบนใบหน้ามากและคลีนซิ่งออยล์ก็จะไปจับกับน้ำมันบนผิว ทำให้เราคลีนผิวได้สะอาดยิ่งขึ้น
  • ล้างหน้า : Cetaphil Oily Skin Cleanser โฟมล้างหน้าสูตรเฉพาะสำหรับคนผิวมัน ช่วยลดความมันบนใบหน้า
  • โทนเนอร์ : Eucerin Pro ACNE SOLUTION TONER ช่วยลดความมันและการเกิดสิว
  • มอยส์เจอไรเซอร์ : ATOPALM Soothing Gel Lotion มอยส์เจอไรเซอร์เนื้อเจล บางเบา ซึมเข้าผิวไว เหมาะกับคนผิวมัน
  • กันแดด : Her Hyness Royal HYA Water Sunscreen SPF 50+ PA++++เนื้อบางเบา ซึมไว ไม่หนักหน้า

ผิวแห้ง

  • ล้างเมคอัพ : Mizumi Smooth Cleansing Water Surface Tension Reduction คลีนซิ่งแบบน้ำ ลบเมคอัพสะอาดหมดจด
  • ล้างหน้า : Physiogel Daily Moisture Therapy Dermo-Cleanser for Dry, Sensitive Skin โฟมล้างหน้าที่ไม่ทำให้หน้าเอี๊ยด ยังคงความชุ่มชื้นบนผิวไว้
  • โทนเนอร์ : Biodance Cera Nol Gel Toner Pads โทนเนอร์ที่ช่วยมอบความชุ่มชื้น หลังแปะทิ้งไว้ทำให้หน้าดูผ่องเงา สุขภาพดี
  • มอยส์เจอไรเซอร์ : Cerave Moisturizing Cream มอยส์เจอไรเซอร์เนื้อหนัก ให้ความชุ่มชื้นขั้นสุด
  • กันแดด : Beauty of Joseon Relief Sun : Rice + Probiotics SPF50+ PA++++ กันแดดเนื้อเหมือนสกินแคร์ หลังทาให้ฟินิชผิวผ่อง

ผิวแพ้ง่าย

  • ล้างเมคอัพ : ACNE-AID Gel Cleanser Sensitive Skin เนื้อเจล ไม่ทำร้ายผิว
  • ล้างหน้า : La Roche Posay Effaclar Purifying Foaming Gel โฟมล้างหน้าเนื้อเจล เหมาะกับคนผิวอ่อนแอ
  • โทนเนอร์ : Skinfood Carrot Carotene Calming Water Pad โทนเนอร์แครอตตัวดัง ให้ความชุ่มชื้นดี เหมาะกับผิวแพ้ง่าย
  • มอยส์เจอไรเซอร์ : Physiogel Soothing Care A.I. Cream มอยส์เจอไรเซอร์สูตรอ่อนโยน คนแพ้ง่ายใช้ได้
  • กันแดด : Mizumi UV Water Serum SPF50+/PA++++ กันแดดแบบ Physical ซึ่งเหมาะกับคนผิวแพ้ง่ายมากกว่าแบบ Chemical เนื้อเบาเกลี่ยง่าย

🩷🩷🩷🩷🩷🩷🩷


การเปลี่ยนมาเป็น Skip-Care ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเปลี่ยนทุกอย่างในชั่วข้ามคืน แต่เป็นการให้เราได้ลองเช็กสกินแคร์ปัจจุบันของเราและถามตัวเองว่า "ผลิตภัณฑ์ตัวไหนที่ใช้แล้วเห็นความแตกต่างได้จริง" และ "ผลิตภัณฑ์ใดที่ทำให้ผิวของเราดีขึ้น" แล้วค่อยมาจำกัดขอบเขตให้เหลือเพียงผลิตภัณฑ์หลักไม่กี่ตัวที่ใช้ได้หลายฟังก์ชั่นและให้ผลลัพธ์ที่ดี

“Skip-Care” จึงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่า “จำนวนมากกว่าหรือขั้นตอนที่มากกว่าไม่ได้แปลว่าดีกว่าเสมอไป” แต่เป็นการที่เราต้องใส่ใจสภาพผิวตัวเองให้มากขึ้น มองหาสกินแคร์ที่ช่วยบำรุงที่เหมาะกับเรา เช่น ซื้อผลิตภัณฑ์เพียงแค่ 1 ตัว แต่สามารถช่วยบำรุงได้ครบหลายๆ ด้านไปเลย นอกจากจะยังคงให้ประสิทธิภาพได้ดีเหมือเดิมแล้ว เรายังจะสามารถเหลือเวลา เหลือเงินไว้ดูแลตัวเองในด้านอื่น ๆ ได้อีกด้วย

แต่ๆๆๆ ถึงแม้ว่า Skip-care จะดีสำหรับหลายๆ คน แต่ก็อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะเท่าไหร่ ถ้าหากว่าเราเป็นคนที่มีปัญหาผิวที่ต้องได้รับการรักษาโดยเฉพาะ ผิวเราก็อาจจะเหมาะกับสกินแคร์รูทีนแบบ Skip-Care และอาจต้องใช้ขั้นตอนอื่นๆ มาเพิ่มเติม เช่น ต้องทายาสิว ต้องผลัดเซลล์ผิวเพิ่ม ซึ่งก็ต้องใช้เวลาในการทาสกินแคร์นานกว่านี้และซับซ้อนกว่าการทำ Skip-Care สำหรับคนที่มีปัญหาผิวหนักๆ ซิสแนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อความชัวร์ก่อนน้าา

Designer : tt.

Writer : Babypeachy

อ้างอิง

https://www.allure.com/story/skip-care-korean-skin-care-trend

https://www.tatlerasia.com/style/beauty/skip-care-korean-beauty

https://www.harpersbazaar.com.sg/beauty/skincare/skip-care-is-the-k-beauty-trend-that-will-save-you-time

https://www.byrdie.co.uk/korean-skip-care-skincare-trend?_trms=424a8ca71322139a.1734062498816

https://www.derma-innovation.com/content/21525/skip-care-%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8C%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%B5-2021

บทความแนะนำเพิ่มเติม


เว็ปไซต์นี้ใช้คุกกี้

SistaCafe ให้ความสำคัญต่อข้อมูลส่วนบุคคลของท่าน เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงเว็บไซต์ หากท่านใช้บริการเว็บไซต์นี้โดยไม่มีการปรับตั้งค่าใดๆ แสดงว่าท่านยินยอมที่จะรับคุกกี้บนเว็บไซต์และนโยบายสิทธิส่วนบุคคลของเรา และ นโยบายการใช้คุกกี้

🔮 ดูดวงกับ SistaCafe ผ่าน Line Official !
รูปภาพสำหรับป๊อปอัพลอย:1