1. SistaCafe
  2. พรุนไหมจ้ะ? เช็กความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน

Kamonlak Punngam (Kitty)

บรรณาธิการ/Supervisor

Content Manager

พรุนไหมจ้ะ? เช็กความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน

ในโลกปี 2026 เราไม่ได้วัดความสาวกันที่ความตึงของผิวหน้านะคะซิส! แต่เราวัดกันที่ "ความแข็งแรงของโครงสร้างภายใน" หลายคนประโคมสกินแคร์หลักหมื่นแต่ลืมดูแล "เสาเข็ม" ของร่างกายอย่างกระดูก พอเข้าวัย 40+ ฮอร์โมนเอสโตรเจนเริ่มลดระดับลง มวลกระดูกที่เคยหนาแน่นจะเริ่มเปราะบางเหมือนขนมปังอบกรอบที่พร้อมจะแตกหักได้ทุกเมื่อ! มาดูกันว่าทำไมเรื่องนี้ถึงเป็น "ภัยเงียบ" ที่น่ากลัวที่สุดของผู้หญิงค่ะ

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) คืออะไรกันแน่?

ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจง่ายแบบตัวแม่ โรคกระดูกพรุนคือภาวะที่ “การสลายกระดูก” เร็วกว่าการ “สร้างกระดูกใหม่” ค่ะ ปกติร่างกายเราจะรื้อกระดูกเก่าโดยเซลล์ Osteoclasts และสร้างกระดูกใหม่โดยเซลล์ Osteoblasts สลับกันตลอดเวลา แต่พออายุมากขึ้น—โดยเฉพาะช่วงที่เอสโตรเจนลดลง ซึ่งเหมือน “บอดี้การ์ด” คอยคุมทีมรื้อถอน—ทีมสลายกระดูกจะทำงานหนักขึ้น กระดูกจึงค่อย ๆ พรุนเหมือนรังผึ้ง เปราะ ขาดความยืดหยุ่น และหักง่ายขึ้น แม้แค่ล้มเบา ๆ หรือบางคนจามแรง ๆ ก็เกิดรอยร้าวได้เลยค่ะ

Checklist : 15 ข้อ เช็กระดับความ "พรุน" ของตัวเอง

ซิสคะ! ลองอ่านไปทีละข้อ แล้วนับนิ้วตามนะจ๊ะว่าหล่อน "ใช่" ไปกี่ข้อแล้ว ยิ่งติ๊กถูกเยอะ ยิ่งแปลว่า "พนักงานรื้อถอน" ในร่างหล่อนกำลังจัดปาร์ตี้ทำลายกระดูกอย่างสนุกสนานค่ะ!

จัดไปค่ะซิส! ในเมื่อหล่อนต้องการข้อมูลแบบ "ลึกซึ้งถึงแกนกลางกระดูก" และขอแบบ "ยาวๆ เยอะๆ" ฉันจะกางคัมภีร์ขยายความ Checklist ทั้ง 15 ข้อนี้ให้เห็นภาพชัดระดับ 4K เลยค่ะ ว่าพฤติกรรมหรือปัจจัยแต่ละอย่างมันไป "กัดกิน" กระดูกของหล่อนอย่างไรบ้าง

เตรียมตัวอ่านยาวๆ เพื่อความปังของโครงร่างเราในอนาคตได้เลยค่ะ! 🦴✨


เช็กความเสี่ยง "กระดูกพรุน"

การที่หล่อนมีข้อใดข้อหนึ่งในนี้ ไม่ได้แปลว่าหล่อนแก่ค่ะ แต่มันคือสัญญาณเตือนว่า "ไซต์งานก่อสร้างกระดูก" ในร่างกายหล่อนกำลังเกิดวิกฤต มาดูเหตุผลเบื้องลึกเบื้องหลังของแต่ละข้อกันค่ะ

1. อายุเริ่มแตะเลข 40 หรือ 50 ขึ้นไป

ทำไมต้องเลขนี้? เพราะมวลกระดูกของเราจะหนาแน่นที่สุด (Peak Bone Mass) ช่วงปลายวัย 20–ต้น 30 ค่ะ หลังจากนั้นคือ “ช่วงขาลง” ของจริง พอเข้าเลข 4 เซลล์สร้างกระดูก (Osteoblasts) จะเริ่มทำงานช้าลงเหมือนเข้าสู่วัยเกษียณ ในขณะที่เซลล์สลายกระดูก (Osteoclasts) ยังทำงานต่อเนื่องแบบไม่พัก ส่งผลให้มวลกระดูกค่อย ๆ ลดลง โดยผู้หญิงบางคนอาจสูญเสียมวลกระดูกเฉลี่ยราว 1–2% ต่อปี ถ้าปล่อยผ่านไป 10 ปีแบบไม่ดูแล ก็มีโอกาสเสียมวลกระดูกสะสมจนเริ่มกระทบความแข็งแรงได้แบบไม่รู้ตัวเลย

2. เป็นผู้หญิง โดยเฉพาะช่วงวัยทอง

ผู้หญิงเราเสียเปรียบผู้ชายอยู่หน่อย เพราะโดยธรรมชาติ “โครงสร้างกระดูก” มักเล็กและบางกว่า แต่ตัวแปรสำคัญจริง ๆ คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน ฮอร์โมนตัวนี้เหมือน “บอดี้การ์ด” ที่คอยเดินตรวจไซต์งานกระดูก แล้วคุมทีมรื้อถอนให้รื้อเท่าที่จำเป็น แต่พอเข้าวัยทอง เอสโตรเจนลดลง บอดี้การ์ดคนนี้ก็เหมือนถอยออกจากงาน ทีมรื้อถอนเลยทำงานหนักขึ้นแบบไม่มีเบรก ส่งผลให้ช่วง 5–7 ปีแรกหลังหมดประจำเดือน ผู้หญิงบางคนอาจสูญเสียมวลกระดูกได้เร็ว และมากถึงประมาณ 20% เลยทีเดียว

3. รูปร่างบอบบาง หรือน้ำหนักตัวน้อยเกินไป

ซิสคะ! ลบภาพนางแบบเอวบางร่างน้อยทิ้งไปก่อนในแง่สุขภาพกระดูก เพราะกระดูกต้องการ "ภาระ" ค่ะ ตามกฎของ Wolff's Law กระดูกจะแข็งแรงขึ้นตามน้ำหนักที่มันต้องแบก ถ้าหล่อนน้ำหนักน้อยเกินไป (BMI ต่ำกว่า 18.5) ร่างกายจะคิดว่า "ไม่ต้องสร้างกระดูกให้หนาก็ได้ เพราะไม่มีน้ำหนักให้แบก" แถมคนผอมมักจะมีชั้นไขมันน้อย ซึ่งไขมันคือแหล่งผลิตเอสโตรเจนสำรองหลังจากรังไข่หยุดทำงานค่ะ ผอมเกินไปกระดูกเลยยิ่งวิกฤตหนักเข้าไปอีก

4. เคยมีประวัติกระดูกหักจากอุบัติเหตุเบาๆ

ข้อนี้คือสิ่งที่สำคัญที่สุดค่ะ! ถ้าหล่อนแค่สะดุดขาตัวเองล้ม หรือล้มก้นจ้ำเบ้าในบ้านแล้วกระดูกข้อมือหัก หรือกระดูกสะโพกร้าว นั่นไม่ใช่แค่โชคร้าย แต่มันคือภาวะ Fragility Fracture หรือการหักจากความเปราะบาง ปกติกระดูกที่แข็งแรงต้องรับแรงกระแทกพื้นฐานเหล่านี้ได้สบายๆ ถ้าหักง่ายขนาดนี้แปลว่าโครงสร้างข้างในมันกลวงจนเหมือนเปลือกไข่ไปแล้วค่ะ

5. ประวัติครอบครัว

ถ้าคุณแม่หรือคุณยายของหล่อนมีอาการหลังค่อม หรือเคยสะโพกหักตอนแก่ หล่อนต้องระวังเป็นพิเศษ! เพราะโครงสร้างมวลกระดูกและการดูดซึมวิตามินดี มีส่วนประกอบจาก พันธุกรรม สูงมาก ถ้าต้นทุนครอบครัวมาแบบกระดูกบาง หล่อนยิ่งต้องรีบ "ออมแคลเซียม" ตั้งแต่วันนี้ เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยค่ะ

6. ส่วนสูงลดลงโดยไม่รู้ตัว

ลองไปวัดส่วนสูงเทียบกับตอนสาวๆ ดูค่ะ ถ้าหายไปเกิน 2–3 เซนติเมตร อย่ามโนว่า "แก่แล้วตัวหด" นะคะ แต่มันคือการที่กระดูกสันหลังของหล่อนมัน "ทรุดและยุบตัว" ลงมาทีละน้อยเพราะมันพรุนจนแบกน้ำหนักตัวไม่ไหว กระดูกแต่ละข้อจะค่อยๆ บี้เข้าหากัน นี่คือสัญญาณของกระดูกพรุนที่ชัดเจนที่สุดแบบไม่ต้องรอให้หักเลยค่ะ

7. อาการปวดหลังเรื้อรังแบบลึกๆ

อาการปวดหลังที่นวดเท่าไหร่ก็ไม่หาย หรือปวดเสียวๆ ลึกๆ บริเวณแนวกระดูกสันหลังเวลาขยับตัวแรงๆ อาจเกิดจาก Compression Fracture หรือรอยร้าวเล็กๆ ในกระดูกสันหลังที่พรุนค่ะ ร่างกายพยายามเตือนหล่อนว่าโครงสร้างหลักเริ่มจะรับไม่ไหวแล้วนะ อย่ามองข้ามว่าเป็นแค่ปวดเมื่อยธรรมดานะจ๊ะ

8. หลังเริ่มโก่ง หรือไหล่ห่อ

เมื่อกระดูกสันหลังส่วนอกเริ่มพรุนและยุบตัวด้านหน้า มันจะทำให้แนวกระดูกโค้งผิดรูป กลายเป็นหนอกที่หลังส่วนบน (Dowager’s Hump) นอกจากจะทำให้บุคลิกเสียและดูแก่กว่าวัยแล้ว ยังไปเบียดกระบังลมทำให้หล่อนเหนื่อยง่ายและหายใจไม่สุดด้วยค่ะ เพราะปอดไม่มีพื้นที่ขยายตัว

9. ไม่ค่อยออกกำลังกาย หรือนั่งทำงานทั้งวัน

"Bone is a living tissue." ถ้าหล่อนไม่ขยับ กระดูกก็ไม่อยากอยู่ค่ะ! การนั่งติดเก้าอี้ 8-10 ชั่วโมงต่อวันทำให้กระดูกช่วงสะโพกและขาไม่ได้รับแรงกระตุ้น ร่างกายจะสั่งการว่า "กระดูกส่วนนี้ไม่ได้ใช้งาน งั้นดึงแคลเซียมออกไปใช้ส่วนอื่นดีกว่า" ผลคือมวลกระดูกจะค่อยๆ สลายตัวไปเพราะความขี้เกียจของเจ้าของร่างนั่นเองค่ะ

10. กลัวแดดขั้นสุด ขาดวิตามิน D3

ต่อให้หล่อนกินแคลเซียมเม็ดละพัน แต่ถ้าขาด วิตามิน D3 มันก็แค่ไหลผ่านลำไส้ทิ้งไปเฉยๆ ค่ะ วิตามินดีคือหัวหน้างานที่สั่งให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่กระแสเลือด การที่หล่อนทากันแดด 10 ชั้นและอยู่แต่ในห้องแอร์ คือการปิดสวิตช์การซ่อมแซมกระดูกโดยตรง ยิ่งขาดวิตามินดี ร่างกายยิ่งต้องไปถอนแคลเซียมจากกระดูกออกมาใช้เพื่อคุมระดับแคลเซียมในเลือดให้คงที่ค่ะ

11. เสพติดคาเฟอีน กาแฟ/ชา หลายแก้วต่อวัน

คาเฟอีนคือ "ตัวแย่งชิง" ค่ะ มันจะไปรบกวนการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้ และสั่งให้ไตขับแคลเซียมทิ้งทางปัสสาวะมากขึ้น ใครดื่มกาแฟวันละ 3-4 แก้ว ร่างกายจะสูญเสียแคลเซียมไปแบบฟรีๆ ทุกวัน ถ้าหล่อนไม่ทานทดแทน กระดูกหล่อนจะพรุนเร็วกว่าคนอื่นอย่างแน่นอนค่ะ

12. กินเค็มจัด

เกลือคือศัตรูตัวฉกาจค่ะ เมื่อร่างกายได้รับโซเดียมมากเกินไป ไตต้องทำงานหนักเพื่อขับโซเดียมออก และความแสบของโซเดียมคือ "มันจะพ่วงแคลเซียมออกไปจากร่างกายทุกครั้งที่มันถูกขับออก" ยิ่งหล่อนกินเค็ม กระดูกยิ่งจาง เพราะร่างกายต้องสละแคลเซียมเพื่อรักษาสมดุลโซเดียมในเลือดค่ะ

13. สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ประจำ

นิโคตินในบุหรี่คือ "ยาพิษ" ที่เข้าไปขัดขวางการทำงานของเซลล์สร้างกระดูก (Osteoblasts) โดยตรง ส่วนแอลกอฮอล์จะไปรบกวนการทำงานของตับและวิตามินดี ทำให้ร่างกายสร้างกระดูกใหม่ไม่ได้ สรุปคือสองอย่างนี้ทำให้กระบวนการรีโนเวทร่างกายของหล่อนเป็นอัมพาตค่ะ

14. เคยใช้ยาสเตียรอยด์ต่อเนื่องนานๆ

ยาที่ลงท้ายด้วย "-sone" ทั้งหลาย ถ้าใช้ติดต่อกันนานๆ (เช่น ยาแก้แพ้แบบเข้มข้น ยาชุด ยาหม้อที่มีสารสเตียรอยด์) มันจะเข้าไปสั่งให้พนักงานรื้อถอนทำงานล่วงเวลา และสั่งให้พนักงานก่อสร้างหยุดทำงานทันที นี่คือตัวการที่ทำให้กระดูกบางลงอย่างรวดเร็วที่สุดในทางการแพทย์เลยค่ะ

15. โรคประจำตัวที่เกี่ยวกับระบบเผาผลาญ

เช่น ไทรอยด์เป็นพิษ จะทำให้ระบบเผาผลาญพุ่งปรี๊ดจนกระดูกละลายไวผิดปกติ หรือโรคเกี่ยวกับลำไส้ที่ทำให้ดูดซึมสารอาหารไม่ได้ ต่อให้กินดีแค่ไหนแต่ถ้า "ระบบขนส่ง" ในร่างกายพัง กระดูกของหล่อนก็ไม่มีวันได้รับเสบียงไปบำรุงค่ะ

สรุปผลคะแนน : หล่อนอยู่จุดไหนของความเสี่ยง?

  • 0–3 ข้อ : ระดับปลอดภัย ยินดีด้วยค่ะซิส! หล่อนยังมีต้นทุนที่ดี แต่ห้ามประมาท ต้องเริ่มสะสมแคลเซียมตั้งแต่วันนี้เพื่อเป็นเงินออมในยามแก่
  • 4–7 ข้อ : ระดับเฝ้าระวัง ร่างกายเริ่มส่งสัญญาณ SOS แล้วนะจ๊ะ! หล่อนต้องปรับพฤติกรรมการกินและเริ่มออกกำลังกายแบบลงน้ำหนักด่วนๆ ก่อนจะกู่ไม่กลับ
  • 8 ข้อขึ้นไป : ระดับอันตราย หยุดทุกอย่างแล้วจูงมือแฟนหรือเพื่อนไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจ DEXA Scan (การวัดความหนาแน่นกระดูก) ทันทีค่ะ! นี่คือระดับที่มีโอกาสกระดูกหักได้ตลอดเวลา

สัญญาณเตือน "ภัยเงียบ" ที่ห้ามมองข้าม!

ถ้าหล่อนเริ่มรู้สึกว่า ปวดหลังลึกๆ แบบบอกไม่ถูก ยืนนานๆ แล้ว ปวดสะโพก ร้าวลงขา หรือสังเกตเห็นว่า เล็บเปราะฉีกง่าย ผิดปกติ นั่นคือสัญญาณสะท้อนว่ามวลแร่ธาตุในกระดูกลดลง รวมถึงอาการ เหงือกอักเสบหรือฟันโยก ที่หาสาเหตุไม่ได้ ก็อาจเกิดจากกระดูกขากรรไกรเริ่มพรุนด้วยนะคะซิส!

5 กลยุทธ์ "ปั้นกระดูกให้แข็งเหล็ก"

1) การกินคือหัวใจ

ทำไมต้อง Triple? เพราะกระดูกไม่ใช่แค่ “ก้อนหิน” แต่มันคือระบบที่ต้องมี “ทีมงาน” ช่วยกันขนส่งสารอาหารค่ะ ถ้าจะปั้นกระดูกให้แน่นจริง ต้องมาครบ 3 ตัวนี้

  • แคลเซียม : นี่คือ "อิฐ" ที่ใช้สร้างตึกค่ะ ในวัย 40+ หล่อนต้องการ 1,000–1,200 มก./วัน ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องการประมาณ 1,000–1,200 มก./วัน (รวมจากอาหารและอาหารเสริม) แต่ฟังนะคะซิส…ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้จำกัด ครั้งละราว 500 มก. ดังนั้นการอัดทีเดียวเยอะ ๆ ไม่ได้ช่วยให้ได้ผลมากขึ้น แนะนำให้ “แบ่งกิน” กระจายทั้งวัน และเน้นจากอาหารธรรมชาติ เช่น เต้าหู้ขาว ปลาเล็กปลาน้อยที่กินได้ทั้งก้าง งา/งาดำ และผักใบเขียวบางชนิด เพื่อให้ร่างกายเอาไปใช้ได้คุ้มที่สุด
  • วิตามิน D3 (The Gatekeeper) : นี่คือ “หัวหน้างาน” ที่คอยเปิดประตูให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่กระแสเลือดค่ะ ถ้าขาด D3 ต่อให้กินแคลเซียมเยอะ ก็อาจดูดซึมได้น้อยลง การรับแดดอ่อน ๆ ตอนเช้าเป็นวิธีธรรมชาติที่ดี แต่ถ้าหล่อนสายสกินแคร์ไม่อยากเสี่ยงแดด การเสริมให้ได้ประมาณ 600–800 IU/วัน ก็เป็นตัวเลือกที่หลายคนใช้ได้อย่างปลอดภัยค่ะ
  • วิตามิน K2 (The Traffic Controller) : ตัวนี้คือ “ตัวคุมทาง” ที่หลายคนมองข้ามค่ะ โดยเฉพาะกลุ่ม MK-7 ซึ่งมีบทบาทช่วยสนับสนุนให้แคลเซียม “ไปอยู่ในกระดูก” มากกว่าลอยอยู่ในกระแสเลือด และมีงานวิจัยบางส่วนที่พูดถึงความสัมพันธ์กับสุขภาพหลอดเลือดด้วย แต่ซิสจำไว้ว่า…มันเป็นตัว “ช่วยเสริมระบบ” ไม่ใช่ยาวิเศษนะคะ และถ้าใครกินยาละลายลิ่มเลือดบางชนิด (เช่น warfarin) ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสริม K2 น้า

2) ออกกำลังกายแบบ Weight-Bearing เท่านั้น

ทำไมต้อง Weight-Bearing? กระดูกจะแข็งแรงขึ้นตาม "แรงต้าน" ที่ได้รับค่ะ (Wolff's Law)

  • เดินเร็ว (Brisk Walking) : การเดินสับๆ ให้เกิดแรงกระแทกเบาๆ จากส้นเท้าขึ้นไปถึงสะโพก จะส่งสัญญาณเคมีไปบอกเซลล์สร้างกระดูก (Osteoblasts) ว่า "เฮ้ย! มีแรงกดมาแล้วนะ สร้างกระดูกมาซัพพอร์ตด่วน!"
  • สควอท (Squat) : นี่คือท่าไม้ตายช่วยเพิ่มความหนาแน่นให้ "กระดูกสะโพก" ซึ่งเป็นจุดที่อันตรายที่สุดถ้าหักในวัยทองค่ะ การทำสควอทช่วยสร้างกล้ามเนื้อต้นขามาช่วยพยุงข้อต่อด้วย
  • แรงต้าน (Resistance Training) : การยกดัมเบลเบาๆ หรือใช้ยางยืด จะช่วยดึงรั้งเยื่อหุ้มกระดูก กระตุ้นการสะสมของแร่ธาตุได้ดีกว่าการอยู่นิ่งๆ ค่ะ
  • ข้อควรระวัง : การว่ายน้ำดีต่อปอดและหัวใจมาก แต่เนื่องจากน้ำช่วยพยุงน้ำหนักไว้ กระดูกจึงไม่ได้รับแรงกระตุ้นให้สร้างมวลใหม่เท่าที่ควรค่ะ ต้องทำควบคู่กันไปนะจ๊ะ

3) ปราบศัตรูกระดูก

ทำไมเค็มถึงร้าย? เพราะโซเดียมกับแคลเซียมเป็นเพื่อนที่ "ต้องไปไหนมาไหนด้วยกัน" ในสายตาของไตค่ะ

  • โโซเดียม (ศัตรูตัวฉกาจของกระดูก) : เมื่อหล่อนกินส้มตำปลาร้า หรือขนมกรุบกรอบที่โซเดียมสูง ไตต้องเร่งทำงานเพื่อขับโซเดียมออกทางปัสสาวะ และความแสบคือ… ยิ่งโซเดียมออกมาก แคลเซียมก็มีโอกาสหลุดออกตามไปมากขึ้น เมื่อแคลเซียมในเลือดลดลง ร่างกายอาจต้องดึงแคลเซียมสำรองจาก “กระดูก” มาใช้รักษาสมดุล ส่งผลให้มวลกระดูกค่อย ๆ ลดลงแบบเงียบ ๆ ได้ค่ะ
  • คาเฟอีนตัวแสบ : กาแฟหรือชาที่มีคาเฟอีน ถ้าดื่มหนักเกินไป (เช่นวันละ มากกว่า 2–3 แก้ว) อาจเพิ่มการขับแคลเซียมทางปัสสาวะ และรบกวนการดูดซึมบางส่วนในลำไส้ได้ ถ้าหล่อนตัดกาแฟไม่ได้ แนะนำให้ ดื่มน้ำตามเยอะ ๆ และ “บาลานซ์” ด้วยอาหารที่มีแคลเซียมให้พอในแต่ละวัน จะช่วยให้กระดูกไม่โดนดูดพลังฟรี ๆ ค่ะ

4) ดูแลลำไส้

ลำไส้เกี่ยวอะไรกับกระดูก? ลำไส้คือ "ท่าเรือ" รับเสบียงเข้าสู่ร่างกายค่ะ!

  • Inflammation (การอักเสบ) : ถ้าลำไส้มีปัญหา เช่น จุลินทรีย์ไม่สมดุล หรือมีภาวะอักเสบเรื้อรัง ร่างกายจะหลั่งสารอักเสบออกมา ซึ่งสารเหล่านี้อาจไปกระตุ้นกระบวนการสลายกระดูก ทำให้เซลล์รื้อถอนกระดูก (Osteoclasts) ทำงานมากขึ้น ส่งผลให้มวลกระดูกค่อย ๆ ลดลงได้แบบเงียบ ๆ ค่ะ
  • การดูดซึม : แคลเซียม วิตามิน D และสารอาหารสำคัญหลายอย่าง ต้องอาศัย “ลำไส้เล็ก” ในการดูดซึม ถ้าระบบย่อยและดูดซึมรวน เช่น ท้องผูกเรื้อรัง ท้องอืดง่าย หรือกินแล้วไม่ค่อยดูดซึม ต่อให้หล่อนลงทุนกินของบำรุงแพงแค่ไหน กระดูกก็อาจยัง “ได้ไม่ครบ” อยู่ดีค่ะ
  • โพรไบโอติก : การเติมจุลินทรีย์ดี เช่นกลุ่ม Lactobacillus อาจช่วยสนับสนุนสมดุลลำไส้และลดการอักเสบในร่างกายได้ และมีงานวิจัยบางส่วนที่พบความสัมพันธ์กับการช่วยดูแลมวลกระดูกในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนด้วยค่ะ

5) ตรวจสุขภาพเชิงรุก

อย่าเชื่อความรู้สึก! เพราะกระดูกพรุนไม่มีอาการปวดจนกว่าจะหักค่ะ

  • DEXA Scan : นี่คือมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) ในการตรวจมวลกระดูก มันจะบอกค่า T-Score ให้หล่อนรู้สถานะกระดูกของตัวเองแบบชัด ๆ ว่าอยู่ระดับไหน
  • ความถี่ในการตรวจ : แนะนำให้ตรวจเมื่อเริ่มมีปัจจัยเสี่ยง (เช่น วัยทอง กระดูกหักจากการล้มเบา ๆ ส่วนสูงลดลงเร็ว หรือมีประวัติครอบครัว) เพื่อทำเป็น Baseline ไว้ก่อน จากนั้นตรวจซ้ำทุก 1–2 ปี หรือเว้นตามแพทย์ประเมิน เพื่อดูว่าการดูแลที่เราทำอยู่ “ได้ผลจริงไหม” ค่ะ

จำไว้นะคะซิส! กระดูกคือ "เงินออม" ที่หล่อนต้องสะสมตั้งแต่วันนี้ ยิ่งมีต้นทุนหนาเท่าไหร่ ตอนแก่หล่อนก็จะยิ่งเป็นคุณย่าคุณยายที่เดินสับๆ บนส้นสูงได้อย่างสง่างาม อย่าปล่อยให้ความสวยต้องพังลงเพราะกระดูกหักเพียงครั้งเดียว เริ่มดูแล "โครงสร้าง" ตั้งแต่วันนี้ เพื่อชีวิตที่ปังและมั่นคงไปจนถึงอายุ 80 เลยค่ะ!

ใครอยากหาตัวช่วยเรื่องกระดูกดีๆ ซิสแนะนำป้ายยา ไว้ในนี้เลยค่ะ แนะนำอาหารเสริมที่ช่วยเรื่องกระดูก

ใครชอบบทความเรื่องสุขภาพดีๆ ฝากติดตามด้วยน้าา วันหน้าจะมีเรื่องราวอะไรมาแชร์ รอกันได้เลยค่าาาา!!



ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Freepik

ขอขอบคุณอ้างอิงจาก

NIH – Osteoporosis (National Institute of Arthritis and Musculoskeletal and Skin Diseases)

Mayo Clinic – Osteoporosis

NHS – Osteoporosis