วิธีรักษารอยแผลเป็นจากสิว
1582702194 cat beauty color
ความงาม

#มีความหน้าไม่เนียน วิธีรักษา "รอยแผลเป็นจากสิว" ❤

เผลอไปแคะ แกะ เกาสิวหัวดำหัวแดง สิวเสี้ยนต่างๆ จนมี " รอยแผลเป็น " เพียบ! ไม่กล้าปล่อยหน้าสดออกไปเจอผู้คนแล้ว TT อย่ากังวลไป....บทความนี้มีวิธีรักษาค่ะ ^^


» » » »
Sistacafe button sharefb
Down

เลือกอ่านตามหัวข้อ

  • [แสดง]
  • [ซ่อน]
    • ครีมลดเลือนริ้วรอย " คอร์ติโซน "

    • การรักษาด้วย " ฟิลเลอร์ " และ " เลเซอร์ "

    • รักษาด้วย " ระยะเวลา " ( ต้องอดทน! )

    • วิธีหลีกเลี่ยงการเกิดและรักษา " รอยแผลเป็นจากสิว "

    • หลีกเลี่ยงแสงแดด

    • อย่าแคะ แกะ เการอยสิว

    • อย่าใช้ยาที่มีส่วนผสมของ " วิตามินอี " กับรอยสิว

    • บทความที่เกี่ยวข้อง


    " โอย! ไม่น่าไปแกะสิวเลย รอยเต็มหน้า แต่งหน้าก็ไม่เนียน ทำยังไงดีเนี่ย " เราเชื่อว่าสาวๆ ซิสต้าหลายคนต้องเคยเจอปัญหานี้ ก็วัยรุ่นนี่เนอะ ทุกคนก็ต้องเคยมีสิวกันทั้งนั้น ( ฮอร์โมนอาละวาด ) แต่บางคนก็มือไม้อยู่ไม่สุข ขอให้ได้แกะ ได้เค้น ให้สิวยุบลงสักหน่อยก็ดีใจแล้ว แต่ผลกรรมที่ตามมานี่สิ...รอยแผลเป็นที่แท้จริง! ( รักษายากมากเสียด้วยสิ T T )

    หยุดคร่ำครวญเถิด.... เรื่องเกิดขึ้นแล้วก็ต้องแก้ไขกันไป มีรอยสิวแล้วก็ต้องรักษาไปตามอาการค่ะ *-* การรักษารอยแผลเป็นจากสิวนั้นมีหลากหลายวิธี มีทั้งแบบธรรมชาติบ้านๆ และที่ต้องพึ่งพานวัตกรรมทางการแพทย์ เช่น เลเซอร์และฟิลเลอร์ ( แล้วแต่ทุนทรัพย์และความพอใจส่วนบุคคล... ) ถ้าอยากรู้ว่าวิธีไหนเหมาะกับเธอ อ่านบทความนี้ช่วยในการตัดสินใจได้เลยค่ะ

    ✮ ✯ เลื่อนลงมาอ่านกันเล้ย ✮ ✯
     

    ครีมลดเลือนริ้วรอย " คอร์ติโซน "


    ถ้าเธอมีรอยแผลเป็นสีแดง หรือมีอาการบวมตุ่ยๆ ลองใช้ " คอร์ติโซนครีม ( cortisone cream ) " เพื่อบรรเทารอยแดงให้จางลง เพราะเซลล์ผิวหนังจะดูดซับ " คอร์ติโซน " และลดอาการอักเสบ คอร์ติโซนครีมเป็นครีมบำรุงผิวหนังทั่วไป ซื้อได้กับเภสัชกรที่ร้านโดยไม่ต้องมีใบสั่งยาแต่อย่างใด

    หลังจากลดรอยแดงแล้ว ถ้าเธออยากทำให้รอยดำจากสิวดูจาง สว่างสดใสขึ้น ต้องหลีกเลี่ยงใช้ยาที่มีส่วนประกอบจากสาร " ไฮโดรควิโนน " ค่ะ

    ไฮโดรควิโนน เป็นสารเคมีชนิดหนึ่งที่นำมาใช้เป็นส่วนประกอบในอุตสาหกรรมหลายชนิด ในวงการแพทย์ได้นำมาทำเป็นยารักษาสิวฝ้าให้ขาวใสขึ้น เพราะมันมีสรรพคุณช่วยรักษาความผิดปกติของผิวหนัง โดยจะไปยับยั้งกระบวนการทางเคมีของเซลล์สร้างเม็ดสี ทำให้การก่อตัวของเม็ดสีลดลง

    แต่ผลข้างเคียงก็มีเยอะ เช่น เกิดตุ่มแดง รู้สึกแสบร้อน หรือทำให้ผิวบริเวณนั้นคล้ำลงกว่าเดิม จึงจัดเป็นยาอันตรายและต้องใช้ตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น เพราะอาจส่งผลเสียได้ในระยะยาว

    ตัวอย่างครีมลดรอยสิวอื่นๆ ที่ไม่ต้องใช้ใบสั่งยาก็มี เช่น กรดโคจิก Kojic acid ( สารที่สร้างจากเชื้อราในเห็ด ), อาร์บูติน Arbutin ( หรือสารสกัดจากต้นแบเบอร์รี่ ) และวิตามินซี ( กรดแอสคอร์บิก ) สามารถใช้เป็นเวชสำอางรักษารอยแผลเป็นจากสิวและฝ้าได้ค่ะ
     

    การรักษาด้วย " ฟิลเลอร์ " และ " เลเซอร์ "

    เลเซอร์ลดเลือนรอยแผลเป็นจากสิว


    หากทาครีมแล้วไม่ได้ผล อาจจำเป็นต้องพึ่งนวัตกรรมทางการแพทย์! รอยสิวส่วนใหญ่มักหายยาก กว่าจะจางก็นาน ถ้าต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วและได้ผลจริง ต้องปรึกษาแพทย์ผิวหนังที่เชี่ยวชาญค่ะ ไม่ทำเลเซอร์ก็ทำฟิลเลอร์ *-*

    การรักษารอยแผลเป็นด้วยวิธีนี้ จะช่วยผลัดเซลล์ผิวจากเทคโนโลยี fractionated laser ทำให้ผิวหน้าเนียนเรียบเสมอกัน ช่วยการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวขึ้นมาใหม่ คอลลาเจนคือโปรตีนที่ช่วยสร้างเกราะป้องกันผิวหน้า ช่วยเติมเต็มรอยสิวให้ดูตื้นขึ้น จางลง

    เลเซอร์แบบ Ablative ( ทำให้ผิวหน้าถลอก ตกสะเก็ด เพราะใช้รังสีเข้มข้น ) จะช่วย " ละลาย " รอยสิวให้ดูจางลง หน้าเนียน, หากเป็นแบบ Non-ablative ( ความเข้นข้นจางลง ไม่เกิดแผลหลังทำ ) จะช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนโดยไม่ทำร้ายผิวหน้า แต่ข้อเสียคือ ไม่สามารถแก้ปัญหาในผิวหนังชั้นลึกได้ค่ะ

    ฟิลเลอร์ลดรอยแผลเป็น


    อีกวิธีหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ " ฟิลเลอร์ " ซึ่งคือการฉีดสารเติมเต็มข้อบกพร่องในชั้นผิวหนัง / ใต้ผิวหนัง ส่วนใหญ่ใช้แก้ปัญหาริ้วรอยร่องลึกที่เกิดในบริเวณต่างๆ ของใบหน้า เช่น หน้าผาก มุมปาก เติมริมฝีปาก ร่องแก้ม ( เป็นที่นิยมในหมู่สาวๆ ที่เริ่มมีอายุ! ) แต่ข้อดีของการทำฟิลเลอร์อีกอย่างอีก ช่วยเติมเต็มรอยแผลเป็นลึกๆ จากสิวด้วย

    ข้อเสียของวิธีนี้คือต้องคอยมาทำซ้ำทุกๆ 4-6 เดือน เพื่อให้ผลิตภัณฑ์เข้าสู่ผิวหนัง เพราะการฉีดฟิลเลอร์จะสลายไปตามกาลเวลาค่ะ
     

    รักษาด้วย " ระยะเวลา " ( ต้องอดทน! )


    ข้อนี้ไม่ต้องเสียเงิน เป็นธรรมชาติที่สุด แต่เสียเวลา เหมาะสำหรับสาวๆ ที่มีความอดทน! หลังจากเธอไปบีบ แคะ แกะ เกาใบหน้าจนเกิดรอยสิวแล้ว เส้นเลือดใหม่ๆ จะไหลเวียนบริเวณที่เกิดรอยแผลเพื่อรักษาผิวหนัง จึงทำให้รอยสิวที่เกิดขึ้นใหม่ๆ มักมีสีแดงอมชมพู

    หลายเดือนต่อมา จะเกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ เพื่อเติมเต็มรอยสิวลึกๆ ในผิวหนัง เพราะสิวบางชนิด เช่น สิวหัวช้างจะทำลายผิวหนังและไขมันบนผิวหนัง กว่ารอยจะหาย บางครั้งอาจใช้เวลาเป็นปีเลยล่ะค่ะ T T
     

    วิธีหลีกเลี่ยงการเกิดและรักษา " รอยแผลเป็นจากสิว "

    หลีกเลี่ยงแสงแดด

    บทความที่เกี่ยวข้อง
    Content quotation bg
    Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ info@sistacafe.com
    Content quotation bg


    ดาวน์โหลดแอพ
    ดาวน์โหลดแอพดาวน์โหลดแอพ
    Icon ranking

    อันดับบทความประจำวัน

    (หมวดความงาม)

    Variety By SistaCafe

    Icon feature 100x100

    Feature

    กิจกรรม SistaCafe