นิยายเรื่องWatchOutบทที่1
1586846445 icon color
นิยาย

[นิยาย] Watch Out : บทที่ 1

ในุยุคที่ทุกคนล้วนก้มหน้า
สนใจแค่โลกในจอสี่เหลี่ยมมากกว่าเงยหน้าขึ้นมองโลกจริงๆ

"เคยคิดอยากทำอะไรบางอย่างให้คนพวกนี้เงยหน้าขึ้นมาบ้างไหม?"


» » »
Sistacafe button sharefb
Down
 

จะเป็นยังไง

ถ้าเราเข้าสู่ยุคที่ทุกคนไม่พูดคุยกัน แต่ก้มหน้ากดโทรศัพท์ใช้ชีวิตกันบนโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค สนทนากันผ่านข้อความมากกว่าเอ่ยปากปิดบังรอยยิ้มและอารมณ์ด้วยอีโมติค่อน

[เธอโอเคไหม...]

[เราโอเค :D]:(

จะเป็นยังไง
ถ้านี่คือยุคที่ไม่มีใครสนใจใคร...ยุคที่คนหลายคนนั่งกดโทรศัพท์แชท โดยไม่รู้ว่าเพื่อนที่กำลังคุยกัน...นั่งอยู่ข้างๆ
[แย่จริง คนที่นั่งข้างๆ ฉันฉีดน้ำหอมกลิ่นแรงชะมัดได้กลิ่นแล้วมึน]
[ยังดีกว่าฉัน ข้างๆ ฉันนี่ตัวเหม็นมาก เหมือนบ้านไม่มีน้ำหอมใช้]


ยุคที่ทุกคนอัพเดตเรื่องราวชีวิตตัวเองแชร์ลงสเตตัสแทบทุกอย่าง
[ดูสิ วันนี้โดนกิ่งไม้เกี่ยว เป็นแผลเลย :(]
[เล็บหัก แย่จริง T-T]
พร้อมรูปประกอบแทบทุกอย่างที่พบเจอ
[ถังขยะนี่เหม็นจัง] [ว้าว! รถสีฟ้า♥] [มีคนทิ้งกระป๋องโคล่าบนพื้นด้วย นิสัยแย่จริงๆ]

ยุคที่ถ้ามีคนลื่นล้มกลางสเวนเซ่น ทุกคนจะหยิบมือถือขึ้นมา แล้วอัพสเตตัส
[วันนี้เห็นคนซุ่มซ่ามลื่นกลางสเวนเซ่นด้วย ตลกจัง :D]
ถ้าเกิดในร้านดันมีเน็ตไอดอลที่มีคนฟอลโลว์เป็นพันล้านนั่งอยู่ แล้วถ่ายรูปไว้พร้อมอัพทวีตอย่างเห็นอกเห็นใจ
[มีคนลื่นล้มด้วย น่าสงสารจัง :(]
คนๆนั้นก็จะกลายเป็นคนที่ลื่นล้มกลางสเวนเซ่นที่ดังที่สุดในโลกทันที

ยุคที่เรารู้จักคนที่อยู่ห่างไกลอีกมุมหนึ่งของโลก มากกว่าคนที่เราเดินสวนกันทุกวัน
ยุคที่เราต่างไม่มองหน้ากัน ไม่มองตา แต่มองกันผ่านตัวหนังสือ ผ่านประโยคคมๆ ผ่านสเตตัสปลอมๆ และคำพูดสวยๆ ผ่านตัวตนที่ 'สร้าง' ขึ้นมาบนโลกจำลอง
[รักษ์โลกนะ อย่ากินผักเลยค่ะ]

ยุคที่ก้าวหน้า แต่ผู้คนล้วนเย็นชา เราแสดงอารมณ์ความอ่อนไหวบนสเตตัสในโซเชี่ยลฯ ให้คนอื่นเห็น
[ดูเด็กคนนั้นสิ น่าสงสารมากๆ ทำไมโลกเราถึงโหดร้ายแบบนี้กัน :'(]
[หน้าหอเรามีขยะเต็มพื้นเลย เดินลำบากมาก รู้ไหมว่าทิ้งขยะไม่เป็นที่มันทำให้โลกสกปรก]
[วันนี้เจอหมาถูกรถชน ขาหักอยู่กลางถนน น่าสงสารมาก ทำไมไม่มีใครช่วยเลยล่ะ ใจร้ายจัง]
แต่ไม่มีใครลงมือทำอะไร ราวกับทุกอย่างที่พบเจอในชีวิต มีค่าเพียงแค่ให้เรามีเรื่องเอามาอัพสเตตัสเท่านั้น
จะเป็นยังไงงั้นเหรอ?
โลกตอนนี้...ก็เป็นอย่างนั้นล่ะ
####

[เป็นฉันนี่แย่จริงๆ 555 ก็ช่วยไม่ได้นะ ฉันมันก็แบบนี้ล่ะ ทนๆ หน่อยละกัน]-Jona Mona Toma-

[มีเด็กวิ่งตัดหน้า! แย่ที่สุดเลย! เพิ่งจะทำเล็บมาแท้ๆ นี่ถ้ามันเลอะนะ เลดี้จะไม่ตามไปตบเด็ก แต่จะแช่งให้สีแม่งติดหน้ามันล้างไม่อออกไปทั้งอาทิตย์! #lady #เพิ่งทำเล็บมา #ก็สวยดีนะ #ห้าร้อยเองชิวๆ]-Lady LP-

[รู้สึกเฟลที่สุด ไม่มีใครสนใจเลยรึไง]-เด็กหญิงกุลสตรี ฆ่าหมีด้วยกรรไกร-

[ง่วง เพลียเออ ทำไมตูไม่นอนวะ 55]-บิลลี่ บิลลี่ บูว-

[เจ้าพวกเด็กน้อยเอ๊ย 5555555 นี่คิดว่าตัวเองเก่งแล้วเหรอ ผมเกลียดเด็กอวดดีแบบนี้ที่สุด 5555555 ถ้ามาอวดดีใส่ผม ผมจะเหยียบมันให้จมดินแล้วซัดด้วยคอมโบใส่เอาให้หน้าหงายไปเลย 55555 #ผมนี่มันผมจริงๆ]-ผมเอง ก็ผมเองไง-

[รถก็ไม่มีขับ โทรศัพท์ก็เสีย ข้อดีคือไม่มีเมีย ข้อเสียคือไม่มีตังค์]-บุกกี้ซ่า ยาคูลซ่า-

………..…….…………

[ที่นี่...มันทำให้ทุกคนสนใจตัวเองมากขึ้น หรือมันทำให้เราสนใจแต่ตัวเอง?]-Eva-


เคยไหม...ที่รู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อเพื่อนที่มาด้วยกัน เอาแต่นั่งเล่นมือถือมากกว่าเงยหน้าคุยกัน

เคยไหม...ที่เกิดเบื่อหน่าย เมื่อแฟนชวนมาทานข้าว แต่เจ้าหล่อนเอาแต่ถ่ายรูปอาหารแชร์ลงอินสตาแกรมแล้วใจดจ่อรอคอมเมนต์มากกว่าสนใจจะ 'กินข้าว' กันจริงๆ

อาหารมื้อเย็นกับครอบครัวอันแสนจืดชืด และเงียบเหงาจนน่าสมเพช เมื่อทุกคนต่างก้มมองโทรศัพท์มือถือ มือตักอาหารเข้าปาก อ่านสเตตัสของใครสักคนที่แสนไกลตัวเล่นเกมโทรศัพท์ที่ยังค้างไว้ จิ้มแอพลิเคชั่นใหม่ที่กำลังฮอตฮิตโดยไม่สนด้วยซ้ำว่าวันนี้แต่ละคนบนโต๊ะไปทำอะไรกันมา

มาด้วยกันแต่เหมือนว่าไม่ได้อยู่ด้วยกัน

แม้นั่งอยู่ข้างกันแต่ก็ราวกับอยู่คนละโลก

เราลืมเลือนการมองตาและส่งยิ้มให้กัน และเรียนรู้แต่การพิมพ์ :) อันจอมปลอมส่งให้กัน

เมื่อคนรอบข้างต่างก้มหน้า หลายคนจึงตัดสินใจก้มหน้าตามเพื่อที่จะไม่ต้องรู้สึกโดดเดี่ยว มันจึงกลายเป็นโลกที่ทุกคนต่างก้มหน้าอยู่ในโลกของตัวเอง และคนที่เงยหน้า คือคนที่ถูกทอดทิ้งจากสังคมนี่คือ 'สังคมแห่งการก้มหน้า'

[การเงยหน้ามันหน้าเบื่อขนาดนั้นเลยเหรอ]-Eva-

หากคุณนั่งเฉยๆ อยู่ที่ลานน้ำพุหน้าศูนย์การค้านานพอ คุณจะเห็น เด็กวัยรุ่นเดินตกท่อ ผู้ใหญ่ที่สะดุดขอบกั้นผู้คนเหยียบเท้าและเดินชนกันเป็นเรื่องปกติ

พวกเขาก้มหน้า...เสียบหูฟัง ใจจดจ่ออยู่กับโลกสี่เหลี่ยมในมือ แต่แม้จะชนกันสักกี่ครั้ง ล้มกันสักกี่ครั้งล้มแล้วรู้สึกอับอายราวกับโลกทั้งโลกพร้อมใจกันเงยหน้ามาจ้องกันสักกี่ครั้ง ก็ไม่มีใครฉลาดพอจะเงยหน้าขึ้นมองทาง พวกเขาทำเพียงแค่อัพสเตตัส [วันนี้สะดุดล้ม อายจัง :( 555] แก้เขิน แล้วถ่ายรูปแผลถลอกแชร์ให้เพื่อนร่วมโลกร่วมแสดงความเห็นใจ

ทำไมกัน...

ทำไมถึงไม่มีสักคนที่จะยอมวางมือถือในมือลง พักแชทไว้สักสองสามนาที แล้วตั้งใจมองตรงไปข้างหน้าบ้าง...

"บางทีเพราะรอบข้างไม่มีอะไรน่าสนใจ พวกเขาถึงชอบก้มหน้ามากกว่าจะมองไปข้างหน้า"

เด็กสาวไม่มีความเห็นกับประโยคนั้น ตาสีฟ้ากระจ่างที่เขียนขอบตาและสโมกกี้อายส์เข้มจัดราวกับเธอไม่เคยได้นอนเต็มตานับแต่เกิดมากวาดมองผู้คนที่เดินขวักไขว่อย่างเฉยชาที่สุด

ท่ามกลางผู้คนที่ล้วนเดินก้มหน้า ไม่สบตา สนใจเพียงแต่จอเล็กๆ ในมือ สนใจแต่สิ่งที่มันอัพเดต และสนใจจะอัพเดตมันกับคนที่อยู่ห่างไกลมากกว่าคนที่อยู่ด้วยกัน มีเพียงสองคนบนม้านั่งสาธารณะที่เชิดหน้าขึ้นมอง ราวกับว่าทั้งสองไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโลกอันเย็นชาเหล่านี้

บู๊ทหนังสีดำประดับหมุดเงินของเด็กสาวเคาะกับพื้นหินอ่อนสีส้มของลานน้ำพุหน้าศูนย์กลางค้าชื่อดังมือเรียวที่สวมแหวนเงินข้างละหลายวงเคาะกับแผ่นไม้ที่นั่งดังกึก กึก

แม้เสียงมันจะกวนประสาทแค่ไหน แต่เพื่อนร่วมโลกผู้แชร์พื้นที่บนม้านั่งร่วมกันกับเธอดูจะไม่เดือดร้อนกับเสียงเคาะนั่นนัก

"คิดว่าถ้ามีอะไรที่น่าสนใจกว่า คนพวกนี้จะเงยหน้าขึ้นมองไหมครับ"

น้ำเสียงที่ติดจะขบขันเล็กน้อยทำให้เด็กสาวละสายตาจากผู้คนหันมาเหลือบมองคนถาม

อีกฝ่ายกำลังเหยีดยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่มั่นใจและกึ่งๆ ถือดีจนน่าตบ ดูจากภายนอกแล้วอายุน่าจะวัยเดียวกันกับเธอ แต่สิ่งที่โดดเด่นนอกจากแว่นกันแดดกรอบฟ้าเขียวที่อำพรางดวงตาแล้ว คือผมสีทองประกายที่โผล่มานอกฮู้ด

เธอกับเขาไม่รู้จักกัน นอกจากบังเอิญนั่งบนม้านั่งเดียวกันมาได้เกือบสิบนาที และชั่วชีวิตนี้เอวาเจลีนมั่นใจว่าไม่เคยเจออีกฝ่ายมาก่อนแน่ๆ
บทความที่เกี่ยวข้อง
Content quotation bg
Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ info@sistacafe.com
Content quotation bg


ดาวน์โหลดแอพ
ดาวน์โหลดแอพดาวน์โหลดแอพ
Icon ranking

อันดับบทความประจำวัน

(หมวดนิยาย)

Variety By SistaCafe

Icon feature 100x100

Feature

กิจกรรม SistaCafe