[นิยาย] ในดวงมาน...♥ ( บทที่ 10 )

[นิยาย] ในดวงมาน...♥ ( บทที่ 10 )

[โรแมนติก-ดราม่า]
เรื่องราวความรัก และวิถีชีวิตของหญิงสาวทั้งเจ็ดคน ที่ต่างล้วนเกี่ยวเนื่องผูกพันกันอย่างน่าประหลาด
ท่ามกลางความเป็นไปในสังคมที่หลากหลาย และต่างชนชั้น โดยมีพวกเธอเป็นศูนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น✶

17 September 2021
วรสรณ์
17 September 2021

 

 

 


*~บทที่ 10~*

   สาริสาเดินออกมาจากห้องแต่งตัวด้วยชุดสีฟ้าสดใสที่ใส่ได้เข้ารูปโดยไม่ต้องพึ่งเข็มกลัดแต่อย่างใด โบว์ขนาดใหญ่ที่ทำจากผ้าไหมสีเงินผูกคาดอยู่รอบเอวทำให้เธอยิ่งดูน่ารักสมวัย และชายกระโปรงที่ลากยาวคล้ายกับหางปลาได้จำแลงกายให้นักร้องสาวดูคล้ายกับเงือกน้อยในเทพนิยายของฝรั่ง ซึ่งขณะเดียวกันรสรินทร์กลับปรากฏกายออกมาด้วยชุดราตรีแบบเกาะอกสีม่วงเข้มพอดีตัว เผยให้เห็นโนมเนื้อที่เต่งตึงเกือบจะทะลักขอบชุดออกมา หนำซ้ำซิปที่ด้านหลังก็รูดขึ้นได้อย่างสบาย และชายกระโปรงที่ยาวก็ดูไม่รุ่มร่ามเลยเมื่ออยู่ที่เรียวขาของเธอ


“ เพอร์เฟกต์!! ” มิรินทร์ปรบมือชื่นชมให้กับความลงตัวในเรื่องชุดของดาราสาวทั้งสองคน เมื่อได้ยินดังนั้น ทีมงานคนอื่นๆ ต่างก็ปรบมือตามเจ้าของห้องเสื้ออย่างเซ็งแซ่ไปทั่วด้านหลังเวที


   สิ่งนี้ทำให้รสรินทร์รู้สึกพอใจขึ้นมาบ้างที่ชุดใหม่ของเธอดูงามสง่าไม่แพ้กับชุดเก่าที่เคยใส่ก่อนหน้า จนกระทั่ง...


“ เอาละค่ะ!! นายแบบและนางแบบทุกคนเตรียมพร้อม...เข้าแถวเรียงตามคิวที่ได้ซ้อมกันไว้ ” ดีไซเนอร์สาวเริ่มสั่งการอีกครั้ง


“ เข้าซ้าย ออกขวานะคะทุกคน...อย่าลืม!! ” เธอกำชับเกี่ยวกับการเดินเข้าและออกจากเวที


   อดีตนางแบบสาวประเภทสองเดินสำรวจแถวของนายแบบและนางแบบอีกครั้ง จนกระทั่งมาสะดุดที่นักร้องสาวดาวรุ่ง


“ ซีรีจ๊ะ!! ใครให้หนูมายืนตรงนี้ ?!! ” เธอถาม


“ ก็ตอนซ้อมคุณหมูเล็กบอกให้หนูมายืนตรงนี้เองนี่คะ ” สาวน้อยกล่าว


“ ไม่ใช่แล้วจ้ะ!! ตอนนี้เธอไม่ได้สวมชุดสีม่วงนั้นแล้ว ตามฉันออกมานี่!! ” มิรินทร์พูดจบก็จูงสาริสาเดินออกมาจากแถวนั่น และดันนางแบบอีกคนที่ถัดจากสาวน้อยให้เขยิบขึ้นมาแทนที่


“ นี่จ้ะ!! ที่ของหนู ” เจ้าของห้องเสื้อพาสาริสามาไว้ด้านหลังสุดซึ่งอยู่ถัดจากรสรินทร์


นักร้องสาวรุ่นใหญ่งุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงถามออกมาด้วยความสงสัย “ อะไรกันคะพี่หมูเล็ก ไม่ใช่โรสหรอกเหรอที่ได้เดินแบบเป็นคนสุดท้าย ?? ”


“ เกรงว่าคงไม่ใช่แล้วจ้ะ...เมื่อเธอไม่ได้ใส่ชุดนี้ ตำแหน่งที่เธออยู่ก็ต้องเปลี่ยน ” มิรินทร์ว่า


“ ต...แต่โรสซ้อมเดินมาแบบนี้นะคะ ” เธอแย้ง


“ ก็เธออยากใส่ชุดของฉันไม่ได้เองทำไมล่ะ ?? ” ดีไซเนอร์สาวขึ้นเสียง


“ แต่มันไม่เกี่ยวกับที่เราได้ซ้อมกันนี่คะ...ชุดก็ส่วนชุดสิ!! ” นักร้องสาวเริ่มไม่สบอารมณ์ เธอจึงเผลอแสดงความไม่พอใจออกมา


   เจ้าของห้องเสื้อสาวถลึงตาใส่รสรินทร์ด้วยความไม่พอใจ เมื่อเห็นเจ้าหล่อนแสดงอากัปกิริยาเช่นนี้ เธอถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย ซึ่งนั่นเป็นอาการที่ใครๆ ในวงการต่างรู้ดีว่าอดีตนางแบบสาวกำลังเริ่มหมดความอดทน


“ โรสจ๊ะ!! ถ้าเธอใส่ชุดสีม่วงชุดนี้ แล้วอยากเดินออกมาเป็นคนสุดท้าย ถ้าอย่างนั้นชุดที่ซีรีใส่...ฉันก็คงไม่เรียกว่า ชุดฟินาเล่ หรอกจ้ะ!! ” ดีไซเนอร์สาวประเภทสองกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ แต่ชัดถ้อยชัดคำ พลางจับชุดของนักร้องสาวทั้งสองไปมา ก่อนจะจิกสายตาใส่รสรินทร์อีกครั้ง


   นักร้องสาวรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่เห็นสายตาคู่นั้นจ้องเธอกลับมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ทางด้านสาริสาเองก็ไม่ได้รู้สึกดีใจเลยด้วยซ้ำที่ถูกเลือกให้มาเดินแบบในตำแหน่งสุดท้าย โดยเฉพาะการได้มาเดินแทนที่รสรินทร์


   เจ้าของห้องเสื้อสำรวจชุดของนักร้องสาวทั้งสองอีกครั้ง ก่อนที่จะเดินออกไปสั่งการกับคนคุมเวทีว่าทุกอย่างในงานนี้ พร้อมแล้ว

   เมื่อได้รับสัญญาณ พิธีกรหนุ่มอารมณ์ดีผู้มีชื่อเสียงจึงกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ พร้อมด้วยเสียงปรบมือจากผู้คนที่ดังกึกก้องไปทั่วทั้งชั้น จากนั้นเสียงเพลงจากวงออร์เคสตราที่อยู่ด้านข้างของสองฝั่งเวทีก็เริ่มบรรเลงขึ้น ท่ามกลางนางแบบคนแรกที่ปรากฏตัวในชุดสีแดง แล้วตามด้วยนายแบบหนุ่มและนางแบบสาวอีกคนหนึ่ง จนกระทั่งล่วงเลยมาถึงชุดราตรีแบบเกาะอกสีม่วงเข้มของรสรินทร์ที่เรียกเสียงฮือฮาจากใครหลายๆ คนได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกับหน้าอกขนาดมหึมาที่ถูกดันเด้งออกมาจนเกือบล้นขอบ กอปรกับผิวที่ขาวราวหิมะ ยามเมื่อแสงไฟสาดส่องตกกระทบมาที่ตัวของเธอ ยิ่งทำให้สาวเจ้าดูเปล่งประกายและเจิดจรัสกว่าใครทั้งหมด

   หญิงสาวเดินมาหยุดอยู่ตรงกลางเวที แล้วเท้าเอวเพื่อให้ช่างภาพและสื่อมวลชนได้ถ่ายรูปก่อนที่จะเดินออกไปอีกทาง ซึ่งขณะเดียวกันกับที่สาริสาปรากฏตัวออกมาจากอีกฟากของเวที

   สาวน้อยในชุดสีฟ้าค่อยๆ กรีดกรายเดินออกมาเผชิญหน้ากับผู้คนนับร้อย ท่ามกลางเสียงร้องที่เปล่งออกมาจากลำคอของเธออย่างทรงพลัง และใสประหนึ่งแก้วคริสตัลที่เลอค่า ซึ่งสามารถเรียกเสียงฮือฮาและเสียงปรบมือจากผู้ชมได้กึกก้องมากกว่าที่ให้กับรสรินทร์หลายเท่า บัดนี้หญิงสาวทำให้ใครๆ ต่างเชื่อว่าเธอคือเงือกน้อยจากเทพนิยายจริงๆ และหากสาริสาคือเงือกสาวที่เป็นตัวเอกจากในนิทาน แน่นอนว่ารสรินทร์ก็คงไม่พ้นเป็นนางแม่มดครึ่งปลาหมึกตัวร้ายของเรื่องเช่นเดียวกัน เพราะบัดนี้เจ้าหล่อนเริ่มรู้สึกอิจฉาและไม่พอใจเป็นอย่างมาก จนเธอแทบอยากจะเดินเข้าไปบีบคอให้เสียงของเงือกน้อยหายไปเหมือนตามท้องเรื่องเสียเหลือเกิน

   รสรินทร์เก็บความรู้สึกขุ่นเคืองไว้ในใจ...แต่แล้วกลับนึกถึงแผนการร้ายที่วางได้เดี๋ยวนั้น หญิงสาวเดินชะลอตัวอย่างช้าๆ เพื่อรอจังหวะให้สาริสาเดินออกไปเกือบจะถึงกลางเวที จากนั้นเธอจึงทำทีเป็นเหยียบชายกระโปรงที่ลากยาวของสาวน้อยอย่างไม่ทันตั้งใจ และเมื่อแน่ใจแล้วว่าอยู่ในจังหวะที่เหมาะสม เธอจึงเดินลากขาแล้วดึงชายกระโปรงนั้นออกมาอย่างเต็มแรง ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่สาริสาก้าวเดินออกไปเกือบถึงหน้าเวที แล้วสิ่งที่ไม่ได้อยู่ในสคริปต์ของการเดินแบบในครั้งนี้ก็เกิดขึ้น

   ชายกระโปรงสีฟ้าที่ยาวเป็นหางปลาขาดออกจากกัน รอยฉีกของมันลากยาวไปจนถึงโบว์ผ้าไหมสีเงินที่ผูกคาดไว้กับเอว สาวน้อยล้มลงตรงหน้าเวที ท่ามกลางเสียงร้องที่ตกใจของผู้ชมและทีมงาน เจ้าของห้องเสื้อสาวถึงกับเอามือป้องปาก เมื่อรับรู้ได้ว่าความโกลาหลภายในงานกำลังบังเกิด พี่ไก่ยกมือขึ้นทาบอกแสดงอาการตกใจกับสิ่งที่เห็น นักข่าว ช่างภาพ และสื่อมวลชนจากหลายๆ สำนัก ต่างพร้อมใจกันเก็บภาพวินาทีที่สำคัญเช่นนี้ไว้ รสรินทร์ยิ้มเยาะให้กับความสำเร็จที่ได้กระทำลงไป เธอรีบเดินเข้าไปยังด้านหลังเวที พลางนึกถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในตอนรุ่งเช้าที่หนังสือพิมพ์และสื่อทุกชนิดต่างพาดหัวข่าวของดาราสาวอายุสิบแปดโชว์ รถหวอ บนเวที แค่นึกชื่อพาดหัวข่าวที่สุดแสนจะจั๊กจี้ หญิงสาวก็แทบรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ไม่ไหวแล้ว


   ...แต่ทันทีที่รสรินทร์เดินกลับเข้ามายังหลังเวที ผู้จัดการฝีปากกล้าอย่างป้าติ่งก็เข้าจู่โจมใส่เธอโดยไม่ทันได้ตั้งตัว แต่โชคดีที่พี่ไก่เข้ามารับลูกโทษนั้นได้ทัน


“ อีโรส!! อีชั่ว!! แกคิดเหรอว่าฉันไม่เห็น ?!! ” ป้าติ่งโวยวาย


“ อะไรกันคะป้า จะมากล่าวหาน้องโรสของหนูอย่างนี้ได้ยังไง ? ” พี่ไก่ร้องถาม


“ แกไม่ต้องมาปกป้องเลย!! คนของแกตั้งใจเหยียบกระโปรงเด็กของฉัน ” ผู้จัดการของสาริสาเกรี้ยวกราด


   สาวน้อยถูกประคองตัวเข้ามายังด้านหลังเวทีแทบจะทันใด เธอถูกคลุมตัวไว้ด้วยผ้าสีดำผืนใหญ่โดยทีมงานผู้หญิงสองคน พวกเธอพานักร้องสาวมาส่งยังป้าติ่ง ผู้จัดการเกย์สาวรับเธอมาแล้วสวมกอด น้ำตาของเด็กสาวไหลอาบแก้มทั้งสองข้างด้วยความอับอาย สาวน้อยร้องไห้อยู่อย่างนั้นจนรสรินทร์รู้สึกหมั่นไส้ ท่ามกลางควันไฟแห่งความแค้นจากด้านหลังเวทีกำลังระอุได้ที่ มิรินทร์ผู้เป็นเจ้าของห้องเสื้อก็เข้ามาด้วยท่าทีที่หงุดหงิดและเครียดอย่างเห็นได้ชัด ป้าติ่งรีบชี้แจงให้ทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทันที แต่ก็ถูกพี่ไก่ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา จนดีไซเนอร์สาวถึงกับสติแตกเพราะเสียงที่เถียงกันจากทั้งสองคน


“ หยุด!!! พวกมึงหยุดกันได้แล้ว กูไม่อยากฟัง มึงเห็นไหมงานกูล้มไม่เป็นท่าแล้ว!!! ” มิรินทร์สบถคำหยาบคายออกมาด้วยความเครียด


“ ป้าไม่ยอมนะคะ!! น้องซีรีของป้าเสียหาย...จำไว้เลยนะอีนางโรส ชาตินี้ทั้งชาติฉันจะไม่ยอมให้เด็กของฉันร่วมงานกับแกเป็นอันขาด อีนักร้องโบท็อกซ์!!! ” ป้าติ่งโวยวายพลางหันมาด่ารสรินทร์


สาวใหญ่ยอมไม่ได้ที่โดนตอกกลับอย่างนั้น เธอจึงยอมรับออกมาและโวยวายในทันที


“ ใช่!! ฉันเป็นคนทำเอง แต่แค่นี้มันยังน้อยเกินไปกับสิ่งที่แกจะได้รับจากฉันนะ...อีนางซีรี!! ” เธอจ้องเด็กสาวอย่างเอาเรื่อง


“ นี่นางโรส!! แกรู้ไหมว่าชุดที่ซีรีใส่นั่นมันราคาเท่าไหร่ ชุดที่แกทำมันพังน่ะราคาเท่าไหร่!!!! ” ป้าติ่งตะคอกถามจนคอเกร็ง


“ ฉันมีปัญญาจ่ายก็แล้วกันกับไอ้ชุดพรรค์นั้น!! แต่สิ่งที่ฉันยอมไม่ได้ก็คือ...เห็นอีนางเด็กคนนี้มาแย่งซีน ทำหน้าที่แทนฉัน...ต่อหน้าต่อตา!!! ” เธอประกาศกร้าว


“ ...อีนางซีรี แกมันก็เหมือนกับแม่ สันดานขี้ขโมย แม่มันเป็นยังไงลูกมันก็เป็นอย่างนั้น!! อีลูกกะ... ” ไม่ทันที่เจ้าหล่อนจะพูดจบร่างของสาริสาก็พุ่งเข้าใส่รสรินทร์ทันที สาวน้อยรู้สึกเหลืออดที่หญิงสาวพูดจาดูถูกแม่ของเธอ นักร้องสาวหมายเตรียมเข้าทุบตีนักร้องรุ่นใหญ่ แต่ป้าติ่งและทีมงานต่างช่วยกันห้ามเธอไว้ สาริสาจึงหันไปหยิบแก้วน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะสาดเข้าใส่หน้าของรสรินทร์อย่างเต็มแรง...และก็สมดังที่ตั้งใจ ใบหน้าที่ขาวเนียนและตึงกระชับไปด้วยสารเคมีของนักร้องลายครามชุ่มโชกไปด้วยน้ำ ป้าติ่งถึงกับหลุดขำออกมาเมื่อเห็นภาพนั้น รวมทั้งทีมงานคนอื่นๆ ด้วย


   พี่ไก่ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะไม่คิดว่าสาริสาจะกล้าทำได้ถึงเพียงนี้ เขารีบหยิบกระดาษชำระขึ้นมาแล้วซับหน้าให้กับคนของตนเอง แต่รสรินทร์กลับอาละวาดหนักขึ้น เธอกรีดร้องไปมาราวกับว่าโดนน้ำมนต์


   ทว่าไม่ทันไรเสียงที่โวยวายของนักร้องสาวก็ต้องหยุดลง เมื่อสิ้นเสียงฝ่ามือของมิรินทร์ที่ประทับลงบนหน้าของเธอ


“ นางไก่!! พาคนของแกออกไปจากร้านฉันได้แล้ว และอย่าเอามันมาให้ฉันเห็นหน้าอีก ส่วนเรื่องชุดที่มันทำขาด ฉันจะส่งบิลตามไปเก็บทีหลัง และถ้าไม่จ่าย...อย่าหาว่าฉันไม่เตือน!! ” เจ้าของห้องเสื้อตะโกนลั่น พลางส่งสายตาอำมหิตมายังรสรินทร์ที่ยังคงยืนนิ่ง และเคียดแค้นไปด้วยไฟแห่งความโกรธ


   หญิงสาวเดินออกไปจากตรงนั้นเพื่อเปลี่ยนชุดแล้วเดินทางกลับ พร้อมด้วยผู้จัดการส่วนตัวที่รีบเดินจ้ำตามเธอออกไปอย่างไม่รีรอ


   และแล้วความวุ่นวายภายในงานก็สิ้นสุดลง พร้อมๆ กับมหาชนที่เริ่มทยอยออกไปจากบริเวณนั้น คงเหลือไว้แต่ฝุ่นควันของซากสงครามที่ยังคงอบอวลอยู่ด้านหลังเวที ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าของห้องเสื้ออย่างมิรินทร์จะทำอย่างไรต่อไป เมื่องานที่เธอได้ตระเตรียมไว้กลับล้มไม่เป็นท่า


   สาริสาเดินออกมาจากร้านพร้อมกับป้าติ่ง สาวน้อยดูเศร้าสร้อยกับสิ่งที่เกิดขึ้น ป้าติ่งได้แต่ปลอบใจเพื่อไม่ให้เธอคิดมาก แม้ว่าเรื่องที่คิดอยู่ขณะนี้จะไม่ใช่เรื่องที่เธอล้มกลางเวทีก็ตาม เพราะสิ่งที่หญิงสาวห่วงกว่านั้นก็คือสงครามระหว่างเธอกับรสรินทร์ที่ไม่ได้จบลงไปพร้อมๆ กับงานในคืนนี้ แต่ทว่ามันเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสงครามอีกหลายๆ ครั้งที่กำลังจะตามมาในอีกไม่ช้านี้ต่างหาก…


+++++++++++++++++++++++++++++


   หลังจากค่ำคืนอันร้อนแรงด้วยไฟจากความแค้นสิ้นสุดลง กลุ่มควันจากกองเถ้าถ่านของเศษซากสมรภูมิยังคงตลบอบอวลอยู่ไปทั่ว และจากคำกล่าวที่ว่า ที่ใดมีควัน ที่นั่นย่อมมีไฟ ก็ยังเป็นคำที่ใช้ได้ผลอยู่ในปัจจุบัน และดูเหมือนว่ากองไฟนั้นกำลังเริ่มประทุขึ้นมาใหม่ พลางปล่อยควันให้เห็นชัดจนส่งกลิ่นไหม้คละคลุ้งในเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อนักร้องสาวใหญ่ได้อ่านพาดหัวข่าวสุดฉาวในเว็บไซต์สังคมบันเทิง เธอตาลุกวาวเมื่อได้เห็นข้อความนั่น ประโยคทุกประโยคที่เขียนลงไปในนั้นหญิงสาวอ่านมันด้วยความตื่นเต้น ข่าวที่คาดหวังอยากจะให้มันเกิดกลับไม่ปรากกฏให้เห็นในหน้าจอแท็บเล็ต แต่ข่าวที่อยู่ตรงหน้ากลับทำให้เธอถึงกับมือสั่นเทาด้วยความโกรธ และจำเป็นที่จะต้องต่อสายถึงพี่ไก่ ผู้จัดการส่วนตัวของเธอให้มาพบในทันที


“ นักร้องสาวใหญ่ อักษรย่อ ร.เรือ ถูกตะเพิดออกจากงาน หวิดถูกบาทาเจ้าของร้านหลังก่อเหตุคุ้มคลั่ง ” พี่ไก่อ่านพาดหัวข่าวด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก และต้องตกใจเพิ่มขึ้น เมื่อเห็นภาพประกอบของตนกับรสรินทร์กำลังเดินออกมาจากหลังเวทีด้วยท่าทางระแวดระวัง ถึงแม้จะไม่ชัดเจนนัก แต่ก็พอเดาออกได้ว่าเป็นใคร


“ นี่มัน... ” ผู้จัดการดาราหน้าซีด พูดไม่ออก


“ ทำไมมันเป็นอย่างนี้คะพี่ไก่ ?!! ” รสรินทร์ถามเกย์สาวอย่างเกรี้ยวกราด หลังจากที่ยื่นแท็บเล็ตให้เขาอ่าน


“ ใจเย็นๆ นะคะน้องโรส...ตอนนี้พี่กำลังใช้หัวอยู่ ” ผู้จัดการจอมจุ้นบอกแก่เธอ พลางให้เจ้าหล่อนสงบสติอารมณ์


“ แล้วทำไมถึงไม่มีข่าวของอีนางซีรีเลย ทั้งๆ ที่ความจริงควรจะเป็นเรื่องของมันไม่ใช่เหรอ ? ” รสรินทร์หงุดหงิด


“ พี่ได้ข่าวมาว่าคุณอมรสั่งพวกนักข่าวไม่ให้เผยแพร่เรื่องนี้หลังจากที่ท่านทราบเรื่อง น้องโรสก็รู้นี่คะว่าคุณอมรถือหุ้นของสำนักพิมพ์อยู่ตั้งกี่ที่ แล้วที่นึงน่ะ...ตั้งเท่าไหร่!! ” พี่ไก่ว่า


“ หน็อยยย!! ใช้อิทธิพลของพ่ออย่างนั้นเหรอ ?? แกคิดว่าฉันจะยอมแพ้แกหรือไงนางซีรี!! ” รสรินทร์ได้ฟังดังนั้นยิ่งทวีความฉุนเฉียวเพิ่มขึ้นพลางวางแผนกับผู้จัดการส่วนตัวเพื่อหาทางเอาคืน


   ที่ด้านลานจอดรถของศูนย์การค้าใหญ่ใจกลางเมือง อันเป็นสถานที่เกิดเหตุรบพุ่งเมื่อวาน ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ผิวเนื้อดำแดง เดินออกมาจากตัวห้างสรรพสินค้าเพื่อมายังสถานที่ที่ได้รับการนัดหมายไว้ มือข้างหนึ่งของเขาถือซองใส่เอกสารสีน้ำตาลที่ถูกปิดไว้อย่างสนิท พร้อมกับท่าทีที่ดูรีบเร่งและเต็มไปด้วยลับลมคมใน

   ชายหนุ่มเดินมาหยุดอยู่ที่ลานโล่งบริเวณที่จอดรถข้างศูนย์การค้า พลางมองหาบุคคลที่นัดไว้ ทันใดนั้นไฟหน้าจากรถสีม่วงเปลือกมังคุดคันใหญ่ที่จอดอยู่ด้านซ้ายมือก็กระพริบเรียกเป็นสัญญาณให้เขาเดินเข้าไปพบ

   ทันทีที่ชายคนนั้นเดินเข้าไปใกล้รถพอที่จะไม่มีใครสังเกตเห็น กระจกรถก็เลื่อนเปิดออกมา เผยให้เห็นพี่ไก่ผู้จัดการส่วนตัวของรสรินทร์นั่งอยู่ข้างในบริเวณส่วนของที่นั่งด้านหน้าข้างคนขับ เขายื่นมือออกมารับซองเอกสารนั้นพร้อมกับจ่ายเงินสดจำนวนไม่น้อยให้กับผู้รับงาน ก่อนที่ทั้งสองฝ่ายจะแยกย้ายกันกลับออกไปตามทางเดิม


   ผู้จัดการดาราเปิดซองใส่เอกสาร พลางหยิบสิ่งของที่อยู่ภายในนั้นออกมา เขาพบว่ามันคือ แผ่นดิสก์ที่มีข้อมูลสำคัญบางอย่างอยู่ภายใน พี่ไก่อมยิ้มเล็กน้อยกับสิ่งที่ได้เห็น ก่อนที่จะหันไปฉีกยิ้มกับผู้ที่ขับรถให้แก่ตน ซึ่งก็คือรสรินทร์นั่นเอง


   ในช่วงเวลาเกือบทั้งเย็นผู้จัดการคนเก่งใช้เวลาอยู่กับการจัดการข้อมูลในแผ่นดิสก์อย่างตั้งอกตั้งใจ ซึ่งเขาและรสรินทร์ต่างเชื่อมั่นว่า สิ่งที่กำลังทำกันอยู่นี้จะเป็นวิธีการเอาคืนสาริสาที่ค่อนข้างแสบสันอยู่พอตัว และถึงแม้ว่ามันจะทำให้นักร้องสาวดาวค้างฟ้าเสียหน้าอยู่สักหน่อย แต่อย่างน้อยมันก็คุ้มค่าพอกับสิ่งที่เธอจะได้รับกลับมา…


+++++++++++++++++++++++++++++


“ คลิปฉาวนักร้องสาวดาวรุ่ง ” ป้าติ่งผู้จัดการส่วนตัวของสาริสาอ่านพาดหัวของไฟล์วีดีโอที่ถูกส่งไปมาในหน้าสังคมออนไลน์อย่างสนอกสนใจ ซึ่งไฟล์นี้ถูกส่งต่อกันอย่างแพร่หลายในระยะเวลาแค่ไม่กี่นาที


“ คราวนี้จะเป็นนักร้องเต้าหกตัวไหนอีกล่ะ แม่พวกนี้ยิ่งขยันกันเป็นข่าวอยู่ด้วย!! ” เกย์สาวรุ่นใหญ่บ่นกระปอดกระแปด ขณะที่กำลังทำสปาอยู่ในคฤหาสน์สุดหรู และทันทีที่เปิดคลิปที่ว่าดู ผู้จัดการดาราฝีปากกล้าถึงกับผงะ เมื่อเห็นว่านักร้องสุดฉาวที่กล่าวถึงนั้นแท้จริงแล้วคือสาริสา เด็กในสังกัดของตน


   โดยคลิปในภาพนั้นได้มาจากกล้องวงจรปิดซึ่งติดอยู่ภายในร้านของมิรินทร์ สถานการณ์ในคลิปตอนนั้นเป็นฉากที่นักร้องสาวพุ่งตัวใส่รสรินทร์เพื่อหวังจะทำร้ายแต่กลับถูกดึงตัวออกมา ทว่าในทันใดเจ้าหล่อนกลับหยิบแก้วน้ำแล้วสาดใส่นักร้องรุ่นใหญ่อย่างเต็มแรง ซึ่งแน่นอนว่าหากใครดูจากคลิปที่ถูกส่งต่อในโลกออนไลน์ สาริสาคือฝ่ายที่ผิดเต็มๆ แต่จะมีสักกี่คนเล่าที่อยู่ในเหตุการณ์จริงเหมือนกับเขา และแน่นอนว่าตัวการที่สรรสร้างเรื่องนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคู่กรณีที่อยู่ในคลิปนั่น

   หลังจากที่ไฟล์วีดีโอถูกส่งต่อไปมาอย่างสนุกสนานในระยะเวลาไม่ถึงชั่วโมง ป้าติ่งต้องวุ่นวายกับการรับสายที่ติดต่อมาจากสำนักข่าวต่างๆ จนถึงกับหัวเสียและปิดเครื่องไปในทันที จากนั้นจึงรีบหาวิธีติดต่อกับสาริสาโดยเร็วก่อนที่พวกนักข่าวจะรุมดักสัมภาษณ์เธอ


   ทางด้านรสรินทร์ เจ้าหล่อนถึงกับดีใจเป็นอย่างมากที่แผนการสัมฤทธิ์ผลดีเกินคาดและรวดเร็วกว่าที่คิดไว้ มีผู้คนมากมายเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อคลิปนั้น และแทบทุกคนต่างก็ต่อว่าสาริสากันทั้งสิ้นว่า เป็นนักร้องที่ไม่มีสัมมาคารวะ นิสัยเสีย ก้าวร้าว และอื่นๆ อีกมากมาย ตามแต่พวกเขาจะนึกถ้อยคำขึ้นมาได้ ซึ่งบางความคิดเห็นก็หยาบคาย เต็มไปด้วยดอกไม้และสัตว์เลื้อยคลาน สาวใหญ่รู้สึกพอใจกับความคิดเห็นเหล่านั้นจนอดที่จะหัวเราะออกมาด้วยความสะใจไม่ได้

   ขณะเดียวกันพี่ไก่เองก็ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยที่แสนดี คอยรับสายจากนักข่าวที่ติดต่อมาขอสัมภาษณ์รสรินทร์ ผู้จัดการสุดแสบจึงเริ่มดำเนินแผนการต่อไปตามที่ได้นัดแนะกันไว้ โดยการบอกให้พวกสื่อมวลชนทั้งหลายไปดักรอนักร้องรุ่นใหญ่ที่งานแกรนด์กาล่าคืนนี้เพราะรสรินทร์มีคิวโชว์ตัวที่นั่น ซึ่งก็เป็นไปตามแผนที่วางไว้ รสรินทร์ปรากฏกายขึ้นที่งานและเตรียมคำพูดไว้ให้สัมภาษณ์อยู่ก่อนแล้ว


“ ก็...ต้องยอมรับแหละค่ะว่า คนในคลิปที่โดนทำร้ายนั้น คือ...พี่...จริงๆ ” รสรินทร์ทำทีเป็นสะอื้น แล้วพูดออกมาพร้อมน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม


“ พี่ไม่ขอพูดละกันค่ะว่าสาเหตุเกิดจากอะไร เพราะไม่อยากให้ใครมองน้องเขาเสียหายไปมากกว่านี้ ” เธอค่อยๆ ซับน้ำตาต่อหน้าแสงแฟลชที่กระพริบออกมาจากกล้อง และต่อหน้าไมโครโฟนของทุกช่องจากสถานีทั่วประเทศ


   แน่นอนว่าการให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้ของรสรินทร์เรียกคะแนนความสงสารได้อย่างท่วมท้น แต่ก็คงมีอยู่ไม่กี่คนที่ไม่พอใจกับคำให้การของโจทก์ในคดี ซึ่งก็รวมไปถึงจำเลยสังคมอย่าสาริสาด้วยเช่นกัน


“ ป้าติ่งคะ...ดูที่เขาพูดสิ!! ” สาวน้อยกล่าวออกมาอย่างหัวเสีย ทันทีที่เห็นการสัมภาษณ์จากหน้าจอโทรทัศน์


“ หนูว่าหนูคงอยู่เฉยๆ ไม่ได้แล้วล่ะ!! ” เธอพูดต่อ


“ อย่าเลยซีรี...ป้าคุยกับคุณพ่อของหนูแล้ว เขาบอกจะจัดการปิดข่าวให้ ” ผู้จัดการส่วนตัวพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ


“ ปิดข่าว!! แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครลืมนี่คะ ข่าวน่ะ...ยังไงสักวันมันก็ต้องเงียบไป แต่สิ่งที่ทุกคนจะจำไว้ก็คือ หนู...ที่ถูกตราหน้าว่าเป็นเด็กก้าวร้าวไปแล้ว!! ” สาวน้อยกระวนกระวาย ส่วนป้าติ่งเองก็เงียบไป เพราะไม่รู้จะตอบเธออย่างไรดี...


“ หนูว่า หนูจะจัดแถลงข่าว ” เธอออกความเห็น


“ ซีรี...อย่าเลยลูก!! เดี๋ยวมันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ” ป้าติ่งแย้ง


“ แล้วป้าว่าตอนนี้มันเป็นเรื่องเล็กเหรอคะ ?? ” นักร้องสาวย้อนถาม


   ป้าติ่งกลับเงียบอีกครั้ง และดูเหมือนว่าครั้งนี้ผู้จัดการดาราจะไม่สามารถหาเหตุผลใดๆ มาโต้แย้งได้ เขาสงสารสาวน้อย และเข้าใจในเหตุผลของเธอ ซึ่ง ณ ขณะนี้ได้กลายเป็นผู้ถูกกระทำ แต่อย่างน้อยพ่อของเธอก็มีอิทธิพลมากพอที่จะปิดหูปิดตาสื่อต่างๆ ได้ ป้าติ่งจึงยอมเลือกวิธีที่จะให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด เพราะถึงอย่างไรนักร้องสาวก็ยังมีกระแส และมีงานเข้าตลอดอย่างต่อเนื่อง


   ผู้จัดการสุดมั่นส่งสายตาอ้อนวอนดาราสาวในสังกัดให้ยอมใจอ่อน และยอมรับในข้อเสนอของเขา สาวน้อยเห็นแก่ผู้เป็นพ่อ จึงยอมทำตามข้อตกลงนั้น แต่ก็ยังมิวายยื่นเงื่อนไข ซึ่งนั่นคือ เธอจะยังคงออกงานที่รับไว้ต่อไปโดยไม่ขอระงับ


   ...และสิ่งที่ป้าติ่งเป็นกังวลก็เกิดขึ้นเมื่อวันรุ่งขึ้นมาถึง สาวน้อยมีงานออกบู๊ธขึ้นร้องเพลงบนเวทีให้กับสินค้าตัวหนึ่ง และก็ไม่พ้นที่จะเป็นจุดสนใจให้นักข่าวเข้ารุมล้อมขอสัมภาษณ์ โชคดีที่ป้าติ่งได้สั่งบอดี้การ์ดที่จ้างมาคอยกันท่าอยู่ด้านหน้า และรีบพาเธอออกไปจากเวทีโดยเร็วเมื่อร้องเพลงเสร็จ แต่ทว่าสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น สาวน้อยเลือกที่จะไม่เดินตามผู้จัดการของเธอแต่กลับหยุดยืนอยู่กับที่ แล้วหันหน้าเข้าหานักข่าว


   ป้าติ่งสะดุ้งพลางร้องเรียก แต่กลับโดนกองทัพนักข่าวยืนล้อมสาวน้อยไว้แทน


“ หนูคิดว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องเดินหนี เพราะบางทีสิ่งที่หนูพูดออกไปอาจทำให้ใครหลายๆ คนเข้าใจมากขึ้น ” สาริสาบอกกับผู้จัดการของเธอ และนักข่าวที่อยู่ตรงนั้น


“ น้องซีรีกำลังจะบอกว่าคนในคลิปนั่นคือ น้องซีรีจริงๆ เหรอคะ ? ” นักข่าวจากนิตยสารซุบซิบถามพลางยื่นไมโครโฟนเข้าหา


สาวน้อยฉีกยิ้ม และยอมรับความจริงอย่างเข้มแข็ง


“ ใช่ค่ะ!!...คนในคลิปนั้น คือ...ซีรี จริงๆ ” เธอตอบ


นักข่าวทุกคนต่างฮือฮา ป้าติ่งยกมือขึ้นปิดหน้า ลมแทบจับ เมื่อได้ยินสิ่งที่นักร้องสาวให้สัมภาษณ์


“ แล้วทำไมน้องซีรีถึงทำอย่างนั้นล่ะคะ ? ” เหล่านักข่าวรุมถามต่อ


“ นั่นสิคะ!! เห็นคุณโรสบอกว่าจะไม่ขอเอ่ยถึงอีก เพราะกลัวน้องซีรีจะเสียหาย ทำไมคะมันร้ายแรงมากเลยเหรอ ? ” ผู้สื่อข่าวอีกคนถามขึ้น


“ ถามว่า มัน ร้ายแรง ไหม สำหรับซีรี...ถือว่าร้ายแรงมาก...ที่ว่าร้ายแรงนั้น ก็เพราะเขา...พูดจาดูถูกแม่ของซีรี เขาว่าแม่ของซีรีเป็น...เป็นผู้หญิงหากิน ” เธอเริ่มร้องไห้ น้ำเสียงกระเส่า และรู้สึกเจ็บปวดมากที่พูดคำนั้นออกมา


   นักข่าวส่งเสียงฮือฮากับคำพูดของเธออีกครั้ง สลับกับแสงแฟลชจากกล้องที่ช่างภาพต่างแข่งกันกดชัตเตอร์


   ป้าติ่งเอามือป้องปากอย่างตกใจเมื่อได้ยินสิ่งที่สาวน้อยกล่าว เพราะคาดไม่ถึงว่า เธอจะพูดคำนั้น


“ คงไม่มีใครหรอกใช่ไหมคะ ที่จะยอมให้คนอื่นมาต่อว่าบุพการี มาต่อว่าพ่อแม่ของเราได้...ซีรีก็ไม่ยอมเหมือนกัน!! ” นักร้องสาวกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เข้มแข็ง หลังจากกลั้นอาการสะอื้น


“ ซีรีไม่เสียใจเลยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในคลิปนั่น ซีรีตั้งใจและต้องการให้มันเป็นอย่างนั้น... ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่เนิบก่อนที่จะหยุดลง และหันหน้าเข้าหากล้องโทรทัศน์ เธอจ้องเข้าไปที่บริเวณเลนส์โฟกัสราวกับว่าพยายามจะฝากอะไรถึงใครบางคนผ่านกล้องนี้


“ ...และโปรดจำเอาไว้ด้วยนะคะ คุณรสรินทร์ ครั้งนี้หนูใช้น้ำเปล่า แต่คราวหน้า...ถ้าคุณยังพูดจาจาบจ้วงถึงคนในครอบครัวของหนูอีก ระวัง...มันอาจจะเปลี่ยนเป็น น้ำกรด!!! ” เธอพูดจบพลางส่งสายตาผ่านกล้องอย่างเอาเรื่อง


   ป้าติ่งเห็นท่าไม่ดีจึงรีบพาเธอออกมาจากวงล้อมของสื่อมวลชน และพาเธอขึ้นรถอย่างรวดเร็วโดยมีบอดี้การ์ดหนุ่มสามคนคอยกันไว้ ก่อนที่จะขับรถพาสาวน้อยออกไปจากงานได้อย่างปลอดภัย


   และคงไม่ต้องกล่าวอะไรให้มากความ เพราะหลังจากบทสัมภาษณ์สุดเชือดเฉือนนี้ได้เผยแพร่ออกไป นักร้องสาวรุ่นใหญ่กลับเดือดดาลมากขึ้นเป็นทวีคูณ เธอไม่คิดว่าสาริสาจะกล้าประกาศตนเป็นศัตรูกับเธอออกสื่อได้ขนาดนี้ หญิงสาวประเมินฝีมือสาวน้อยคนนี้ต่ำไป ลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้นเสียจริง...


+++++++++++++++++++++++++++++

 

Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ [email protected]
Search @