[นิยาย] ในดวงมาน...♥ ( บทที่ 20 )

[นิยาย] ในดวงมาน...♥ ( บทที่ 20 )

[โรแมนติก-ดราม่า]
เรื่องราวความรัก และวิถีชีวิตของหญิงสาวทั้งเจ็ดคน ที่ต่างล้วนเกี่ยวเนื่องผูกพันกันอย่างน่าประหลาด
ท่ามกลางความเป็นไปในสังคมที่หลากหลาย และต่างชนชั้น โดยมีพวกเธอเป็นศูนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น✶

22 October 2021
วรสรณ์
22 October 2021
เลือกอ่านตามหัวข้อ

 

 

 


*~บทที่ 20~*


   คืนนี้ท้องฟ้ามืดสนิทไม่มีแม้แต่แสงของดวงดาว หรือดวงจันทร์ แต่ทว่าพื้นโลกอย่างบนท้องถนนของกรุงเทพมหานครนั้นกลับคลาคล่ำไปด้วยผู้คน และแสงไฟที่สาดส่องมาจากตึกรามบ้านช่อง ตลอดจนตัวอาคาร ราวกับว่า กำลังอวดแข่งแสงสีเพื่อเย้ยหยันท้องฟ้าที่มืดสนิทอยู่ก็ไม่ปาน


   จิตติมานั่งเอาศีรษะพิงกับกระจกรถโดยสารอย่างเศร้าหมอง แม้ว่า แสงไฟจากด้านนอกที่สาดส่องเข้ามา หรือผู้คนบนท้องถนนที่พลุกพล่านกว่าทุกวันเหมือนกับกำลังมีงานฉลองเกิดขึ้นนั้นก็ไม่ได้ทำให้จิตใจของเธอดูแจ่มใสขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว เหมือนกับว่า สิ่งรอบข้างเหล่านี้ไม่สามารถดึงดูดความสนใจจากสิ่งที่เธอรู้สึกเศร้าหมองอยู่ภายในจิตใจได้ หญิงสาวรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อตอนหัวค่ำ ยิ่งนึกถึงภาพเหตุการณ์ตอนนั้นทีไร เธอก็ยิ่งเสียใจ และน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

   รถโดยสารเคลื่อนตัวมายังป้ายจอดรถประจำทางหน้าปากซอยอพาร์ทเม้นท์ของเธอ หญิงสาวลงจากรถด้วยท่าทางหม่นหมอง แววตาของเธอบ่งบอกถึงความรู้สึกที่ดูเศร้าสร้อย จิตใจของเธอเลื่อนลอยราวกับนึกถึงบางสิ่งบางอย่าง เธอมารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่เท้าของเธอพามาถึงยังด้านหน้าของหอพัก ความรู้สึกนี้มันช่างดูคล้ายคลึง และแตกต่างจากเมื่อคราวก่อนอยู่มาก เหตุที่คล้ายกันก็เพราะว่า เท้าของเธอพาเธอมาถึงยังที่พักโดยที่เธอไม่รู้ตัว ต่างกันก็แค่ครั้งนี้เธอไม่ได้รู้สึกสุขใจเหมือนอย่างเช่นครั้งนั้น


   หญิงสาวก้าวเท้าเข้าไปยังด้านในรั้วของอพาร์ทเม้นท์ และเธอก็รู้สึกประหลาดใจหนักยิ่งขึ้นเมื่อมีใครบางคนกำลังนั่งคอยเธออยู่ด้านหน้าอาคารเช่นเดียวกับครั้งที่แล้ว

“ แนน!! ” เธอร้องเรียกเพื่อนสาว ซึ่งกำลังนั่งอุ้มลูกน้อยคอยเธออยู่

“ ทำไมเธอถึงมาที่นี่ ??...มีอะไรหรือเปล่า ??!!! ” หญิงสาวลืมความเศร้าไปชั่วขณะ พลางตรงรี่เข้าหาเพื่อนสนิท แล้วถามถึงที่มาที่ไป

นันทวดีน้ำตาไหล และปล่อยโฮออกมาอย่างหนักทันทีที่จิตติมาเดินเข้าไปหา

ผู้ช่วยสาวสวมกอดเพื่อนของเธอไว้ พลางสงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้น…


“ อะไรนะ ?!! คุณโชติมีผู้หญิงอื่นอย่างนั้นเหรอ ? ” จิตติมาถามนันทวดีอีกครั้ง หลังจากที่เธอพาเพื่อนของเธอกับลูกน้อยขึ้นมาบนห้อง

นันทวดีไม่ตอบ แต่กลับร้องไห้หนักขึ้น เมื่อคำถามของเพื่อนสาวทิ่มแทงหัวใจ

“ เอาล่ะ!! แนน...เธอทำใจดีๆ ไว้ มันอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิด ” จิตติมาปลอบประโลม

“ ฉัน...ฉันเห็นเขาอยู่ด้วยกัน กอดจูบกัน ฉัน...ฉัน...ฮือๆ ๆ ๆ ” นันทวดีเริ่มร้องไห้ พูดจาไม่เป็นภาษา

“ พอแล้วๆ...ไม่ต้องเล่าแล้ว ” เธอพูดพลางกอดนันทวดีเอาไว้ ตอนนี้ในหัวของเธอไม่คิดอะไรนอกจากการหาคำพูดดีๆ เพื่อปลอบโยนเพื่อน

“ คืนนี้เธอค้างกับฉันที่นี่ก็ได้นะ ฉันสงสารเจ้าตัวเล็กน่ะที่เธอต้องเทียวไปเทียวมา ” จิตติมาชักชวนเพื่อนสนิท เมื่อเห็นว่า เธอเลิกฟูมฟายแล้ว


   หญิงสาวนั่งทรุดลงข้างเตียงใกล้กับนันทวดี หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยทั้งกาย และใจมาตลอดทั้งวัน เธอลืมเรื่องของยุทธไปได้ชั่วขณะ และหวนคิดขึ้นได้ว่า เรื่องของนันทวดีใหญ่ และสำคัญกว่าเรื่องของเธอมากเป็นหลายเท่า เธอกับยุทธเพิ่งเริ่มต้นที่จะคบกัน และมันก็จบลงเร็วมาก โดยที่เธอยังไม่ได้ดื่มด่ำกับความสุขนั้นอย่างเต็มที่ แต่อย่างน้อยมันก็ยังดีกว่าที่เธอจะต้องมานั่งเสียใจภายหลังหากคบกันไป แล้วผลสุดท้ายชีวิตรักของเธอ และเขาต้องล่มลง เหตุเพราะความไม่เหมาะสมของฐานันดร

“ แล้วทีนี้เธอจะทำยังไงต่อไป ?? ” จิตติมาถามเพื่อนสนิท

“ ฉ...ฉัน...ฉันก็ไม่รู้ ” นันทวดีตอบพลางส่ายหัว คุณแม่ยังสาวรู้โดยทันทีว่า บัดนี้ สาวแกร่งผู้เก่งกาจในสายตาของใครๆ อย่างเธอกำลังอ่อนแอ และแสดงท่าทีของความพ่ายแพ้ออกมาอย่างไม่เป็นท่า เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่า จะหาทางออกให้กับชีวิตครอบครัวของเธออย่างไรดี


“ เธอจะเลิกกับเขาไหม ? ” จิตติมาถามเป็นเชิง

“ ไม่!!! ไม่เด็ดขาด!! ฉันมีลูกกับเขานะเจี๊ยบ ฉันเลิกกับเขาไม่ได้ ” นันทวดีปฏิเสธเสียงแข็ง แม้ว่า สามีจอมทรยศจะทำให้เธอเจ็บปวด และแค้นใจมากแค่ไหน แต่หัวเด็ดตีนขาดอย่างไร เธอก็จะไม่เลิกรา

“ แล้วเธอจะทำอย่างไรแนน...เธอจะอยู่เฉยๆ ปล่อยให้เขามีเมียน้อยอย่างนั้นเหรอ ?? ” จิตติมาถาม

“ ไม่...เจี๊ยบ...ฉันยอมไม่ได้ที่จะให้เขามีผู้หญิงอื่น แต่ฉันก็เลิกกับเขาไม่ได้เหมือนกัน...ฉันสงสารลูก ” เธอยืนยัน พลางกอดลูกของเธอไว้แน่น


   จิตติมามองดูเพื่อนสาว พลางเข้าใจถึงสถานการณ์ที่นันทวดีกำลังเผชิญ แม้ว่า เพื่อนของเธอจะทุกข์ใจในตัวสามีมากน้อยแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ตัดใจจากเขาไปไม่ได้อยู่ดี นั่นเพราะตอนนี้หญิงสาวไม่ใช่ตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว เพราะเพื่อนของเธอมีทั้งครอบครัว และลูกที่จะต้องรับผิดชอบดูแล หากเกิดตัดสินใจหรือทำอะไรผิดพลาดไป เด็กก็จะเติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์


   ทางด้านนันทวดีเองก็เช่นกัน คำว่า เลิกรา และ หย่าร้าง ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของเธอเป็นแน่ จริงอยู่ที่เธอเป็นห่วงลูก แต่เหนือสิ่งอื่นใดเธอเองก็ยังทำใจไม่ได้ที่จะสูญเสียสามีของเธอไป ตลอดช่วงเวลาหลายปีที่เธอและสามีตกลงคบกันจนกระทั่งตัดสินใจแต่งงาน เหตุการณ์ที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานั้นมันมีค่ามากกว่าอะไรต่อมิอะไรทั้งหมด แม้ว่า เธอจะเป็นผู้หญิงเก่ง และค่อนข้างสมบูรณ์แบบกว่าผู้หญิงคนอื่นๆ ในเรื่องทั่วไป แต่สำหรับในเรื่องความรักแล้ว เธอมักจะแพ้ทางอยู่เสมอ มีหลายครั้งที่เธอต้องยอมจำนนต่อสามีของเธอ ถึงแม้ว่า เธอจะรู้สึกไม่สบายใจ แต่เหนือสิ่งอื่นใดเธอก็คงทนไม่ได้ที่จะไม่มีเขาอยู่ในวงจรของชีวิต ซึ่งนั่นหมายถึงเธอก็ไม่ยอมที่จะให้ใครมาใช้เขาร่วมกันกับเธอ

“ แล้วเธอจะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง ?? ” จิตติมาถามซ้ำ

นันทวดีนิ่งเงียบราวกับเป็นใบ้ เธอไม่อยากพูดอะไร เพราะในหัวก็มืดแปดด้าน...


“♪ Some People Want It All

But I Don’t…Oh Nothing At All

If I Ain’t Got You Baby

If I Ain’t Got You Baby ♫ ”


   หากใครเคยฟังเพลง อิฟ ไอ เอนท์ ก็อท ยู ของนักร้องสาวแนวบัลลาด และโซลอย่าง อลิเชีย คีส์  ก็คงจะทราบได้ทันทีว่า เพลงนี้ถูกขับร้องขึ้นเพื่ออธิบายถึงความรู้สึกของหญิงสาวผู้หนึ่งที่กำลังจะสูญเสียคนรักไป แม้ว่า หากเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ ที่ต้องการจะมีชีวิตอยู่เพื่อชื่อเสียงเงินทอง ทรัพย์สินมีค่า และของสวยงามต่างๆ แต่กับเธอ เธอคงอยู่ไม่ได้หากที่จะต้องสูญเสียชายอันเป็นที่รักไป

   บทเพลงถูกถ่ายทอดออกมาผ่านเสียงเปียโนที่ไพเราะ ร่วมกับเสียงร้องที่บีบคั้นอารมณ์ และความรู้สึกออกมา จนหลายๆ คนที่ฟังแล้ว อาจถึงกับเสียน้ำตาให้กับบทเพลงเพลงนี้ก็เป็นได้


   เมื่อเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือที่เป็นท่อนสร้อยของบทเพลงนี้ดังขึ้นแทรกกับความเงียบภายในห้องของจิตติมา หญิงสาวทั้งสองต่างหันหน้ามองไปยังต้นเสียง แล้วพบว่า มันดังมาจากกระเป๋าถือสีชมพูกลีบดอกซากุระที่ดูหรูหราใบหนึ่ง

“ คุณโชติ ” นันทวดีกล่าวขึ้น เพราะรู้โดยทันทีว่า สามีของเธอกำลังโทรฯ เข้ามา

จิตติมารีบรุดไปยังที่กระเป๋าของเพื่อนสาวโดยไว แล้วควานหาโทรศัพท์มือถือจนเจอ

“ เจี๊ยบ!!! อย่า!!! ” นันทวดีร้องห้ามเพื่อนของเธอ

“ ฉันจะคุยกับสามีของเธอให้รู้เรื่อง ” จิตติมาพูดพลางกุมมือถือที่กำลังส่งเสียงดังไว้แน่น

“ เจี๊ยบ...ฉันขอร้อง ฉันไม่อยากให้มันมีปัญหา ” เธออ้อนวอน พลางยื้อโทรศัพท์มือถือจากมือของจิตติมาไว้

“ แต่!!!... ” จิตติมารีบค้าน ทว่ากลับถูกตัดบทด้วยคำขอร้องของเพื่อนสนิท

“ เจี๊ยบ...ได้โปรด ” นันทวดีเริ่มร้องไห้

จิตติมาเห็นเพื่อนสาวกำลังเสียใจ เธออดที่จะสงสารไม่ได้ จึงคลายมือจากโทรศัพท์นั่น แล้วคืนมันให้แก่นันทวดี


หญิงสาวรับโทรศัพท์มา พลางสูดลมหายใจเข้าเล็กน้อยเพื่อกลั้นเสียงสะอื้น จากนั้นจึงกดรับสาย

“ ค่ะ...คุณโชติ ” เธอทักทายสามีด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเป็นปกติ

“ แนน...ตอนนี้คุณอยู่ไหน ?? ทำไมถึงยังไม่กลับบ้าน ?? แล้วลูกล่ะ ?!! ” โชติวุฒิยิงคำถามโดยใส่เธอทันที

“ คือ...แนนออกมาทานข้าวกับเจี๊ยบข้างนอกน่ะค่ะ...เอาลูกมาด้วย ทีนี้เราคุยกันเพลินไปหน่อย เลยกะว่าจะมาค้างกับเจี๊ยบต่อที่ห้อง ” เธอค่อยๆ ปั้นเรื่องโกหก

“ หึ!! มีความสุขกันจังนะ บ้านช่องมีก็ไม่กลับ แล้วคิดยังไงถึงเอาลูกไปด้วย...นี่คุณเป็นแม่ภาษาอะไรกัน ?!! ” เขาโพล่งถาม

นันทวดีทำสีหน้าไม่สู้ดีเมื่อได้ยินดังนั้น เธอเหลือบมองเพื่อนสาวอยู่สอง-สามครั้ง ก่อนที่จะกล่าวขอโทษสามีของเธอ


   จิตติมามองดูเพื่อนสนิทพลางส่ายหน้าไปมา ไม่คิดเลยว่า ผู้หญิงแกร่งที่ดูเพียบพร้อมในสายตาของใครหลายๆ คน จะกลับกลายเป็นคนที่ยอมสามีจอมทรยศได้ถึงเพียงนี้ ความรักมันช่างมีอานุภาพที่โหดร้าย และรุนแรงได้ขนาดนี้เชียวหรือ ??? ผู้ช่วยสาวตั้งคำถามกับตนเอง พลางคิดทบทวนถึงสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นกับตน เธอเดินออกไปยังระเบียงด้านนอกเพื่อปล่อยให้นันทวดีคุยโทรศัพท์กับโชติวุฒิอยู่ในห้องนั้น

   หญิงสาวออกมายืนรับลม และครุ่นคิดถึงเรื่องของเธอทั้งคู่ ถึงแม้หลายๆ เรื่องที่เพื่อนของเธอจะมีความเข้มแข็ง และอดทนมากกว่าเธอ แต่กับเรื่องของความรักเธอเองกลับเข้มแข็งมากกว่าอยู่หลายเท่า หรือบางทีนั่นอาจจะเป็นเพราะตัวของเธอยังไม่ถลำลึกดิ่งลงไปในห้วงของอารมณ์รักมากเท่าที่ควร

   จิตติมาคิดใคร่ครวญ เวียนวนไปมาอยู่หลายครั้ง พลางนึกได้ถึงบุคคลหนึ่งที่เธอแทบจะลืมเขาไปเสียแล้ว แม้ว่า เธอจะไม่ได้เจอกับเขาเพียงไม่กี่วันก็ตาม


   หญิงสาวเดินกลับเข้าไปยังด้านในห้องอีกครั้ง แล้วพบว่า บัดนี้เพื่อนของเธอคุยโทรศัพท์กับสามีเสร็จแล้ว และกำลังนอนกกลูกน้อยอยู่บนเตียงราวกับแม่ไก่สยายปีกกกลูกเจี๊ยบอยู่ก็ไม่ปาน

“ คุณโชติว่าไงบ้าง เรื่องที่เธอจะค้างกับฉัน ? ” จิตติมาถาม

“ ก็...ไม่ได้ว่าอะไรนี่!! ” เห็นได้ชัดว่า นันทวดีกำลังโกหก ดวงตาของเธอมีประกายของความเศร้าระคนอยู่ราวกับว่า เธอเพิ่งหยุดร้องไห้

“ แนน...ฉันว่า เธอไปอาบน้ำ แล้วค่อยมานอนดีกว่านะ...จะได้สบายตัว เดี๋ยวฉันเตรียมชุดเปลี่ยนให้ ” จิตติมาพูดขึ้น

นันทวดียิ้มรับกับสิ่งที่เพื่อนของเธอเอ่ยปากขอ

เธอลุกขึ้นจากเตียง แล้วไปเข้าห้องน้ำ เพราะเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า และง่วงนอนบ้างแล้ว


   จิตติมาอาศัยจังหวะที่เพื่อนสาวไปเข้าห้องน้ำรีบหยิบโทรศัพท์มือถือของเธอขึ้นมา แล้วโทรฯ หาบุคคลที่เธอนึกถึงทันที โดยที่ไม่ลืมเตรียมชุด และผ้าเช็ดตัวให้แก่นันทวดีเอาไว้ภายในห้อง หญิงสาวเดินออกไปยังระเบียงเหมือนกับเมื่อครู่ เพื่อกันไม่ให้เพื่อนสนิทได้ยิน จากนั้นจึงรีบกดโทรศัพท์หาบุคคลที่ต้องการจะคุย

“ สวัสดีครับ ?!?... ” เสียงที่ฟังดูทุ้ม และนุ่มนวลดังมาจากปลายสายด้วยความประหลาดใจ เพราะไม่คาดคิดว่า หญิงสาวจะโทรฯ มาหา

“ สวัสดีค่ะพี่อัศ...เจี๊ยบเองนะ ” เธอกล่าวทักทาย พลางย้ำชื่อตนเองแก่เขา

“ ครับ...เรามีอะไรหรือเปล่า ถึงโทรฯ มาหาพี่ดึกดื่นอย่างนี้ ? ” ชายหนุ่มถามอย่างสงสัย และพยายามที่จะไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่เธอโทรฯ มา

หญิงสาวค่อยๆ ตั้งสติ ก่อนที่จะพูดถึงสิ่งที่เธอต้องการจะโทรฯ มาบอกกล่าวแก่เขา

“ มีค่ะ...คือ... ” จิตติมาอ้ำอึ้ง

“ อะไรเหรอ...เจี๊ยบ ?? ” อัศนัยถามซ้ำ

“ คือ...แนน...แนนเขาจับได้ว่า คุณโชตินอกใจไปมีผู้หญิงคนอื่นค่ะ ” เธอค่อยๆ พูด เพื่อไม่ให้พี่ชายของเพื่อนสนิทตกใจ


อัศนัยนิ่งไปสักพัก แล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ ราวกับว่า เขาผิดหวังในสิ่งที่เขาได้ยิน ซึ่งมันไม่ค่อยตรงกับสิ่งที่เขาคิด และอยากให้เป็นในตอนแรกเสียเท่าไหร่ แต่ถึงอย่างไรสิ่งที่ได้ยินนั้นกลับทำให้เขารู้สึกแย่หนักกว่าเดิม

“ แล้วตอนนี้แนนเป็นยังไงบ้าง ? ” เขาถาม

“ ก็เสียใจ และร้องไห้หนักเลยค่ะ...ตอนนี้แนนกับลูกอยู่กับเจี๊ยบที่อพาร์ทเม้นท์ เพราะว่า ยังไม่อยากกลับไปเจอคุณโชติตอนนี้ แต่ว่า คุณโชติยังไม่รู้นะคะว่า ยายแนนรู้เรื่องแล้ว เพราะยายแนนแอบตามเขาไปเจอผู้หญิงคนนั้นเมื่อตอนเย็น... ” จิตติมาเริ่มเล่ารายละเอียดให้เขาฟัง

“ ...เหมือนกับว่า ยายแนนเองก็ไม่อยากเลิกกับคุณโชติด้วย เพราะว่า เป็นห่วงทั้งลูก แล้วก็ยังรักคุณโชติอยู่ เจี๊ยบเองก็ไม่รู้จะทำยังไง เลยโทรฯ มาหาพี่อัศนี่แหละค่ะ ” เธอกล่าว


อัศนัยนิ่งไปครู่หนึ่ง พลางคิดทบทวนไปมา เพื่อหาทางออกให้กับน้องสาวของเขา

“ แล้วถ้าอย่างนั้น...ยายแนนรู้ไหมว่า ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร ทำอะไร หรืออยู่ที่ไหน ? ” อัศนัยถาม

“ รู้ค่ะ...รู้ว่า เป็นนักศึกษา อยู่หอพัก คุณโชตินัดเจอกับผู้หญิงคนนั้นที่นั่น ” เธอบอก

“ ถ้าอย่างนั้นเราลองพาแนนไปหาผู้หญิงคนนั้น แล้วเกลี้ยกล่อมขอให้เขาเลิกยุ่งกับคุณโชติดู ถ้าหากเขาต้องการเงิน หรือต้องการอะไรค่อยโทรฯ มาบอกพี่ ” ชายหนุ่มเสนอหนทาง

“ แต่พี่อัศคะ...มันจะไม่มากเกินไปหน่อยเหรอ...ถ้าเขาเกิดต้องการเงินขึ้นมาล่ะ ?? ” เธอสงสัย

“ ไม่มากหรอก...ถ้าเพื่อหลาน และน้องสาวของพี่ พี่ก็ยอม แต่อย่าบอกยายแนนนะถึงเรื่องที่เราคุยกัน ” เขาว่า


จิตติมานิ่งเงียบไป เธอนึกซึ้งใจผู้ชายคนนี้อยู่มาก แม้ว่า ครั้งหนึ่งเธอได้เผลอมองข้ามเขาไปก็ตาม

“ ด...ได้ค่ะ เจี๊ยบจะลองพูดกับแนนดู ” เธอบอก...

“ เจี๊ยบ...ทำอะไรอยู่ ฉันเรียกหาเธอตั้งนานไม่ได้ยินเหรอ ? ” นันทวดีเลื่อนประตูจากในห้องพักออกมายังระเบียง พลางร้องถาม

จิตติมามองเพื่อนสาวด้วยสีหน้าตกใจเล็กน้อย

“ คุยกับคุณยุทธอยู่เหรอ ?? ฉันรบกวนหรือเปล่า ?? ” เธอถาม เพราะเห็นโทรศัพท์มือถืออยู่ที่มือของจิตติมา

หญิงสาวนึกขึ้นได้ว่า ยังไม่ได้เล่าเรื่องเหตุการณ์วันนี้ให้นันทวดีฟัง เพราะมัวแต่ให้ความสำคัญกับเรื่องของเธอ


   อัศนัยได้ยินที่นันทวดีถามจิตติมาจากปลายสาย เขารู้สึกตะขิดตะขวงใจในสิ่งที่น้องสาวพูด จึงตัดสินใจกดวางสายไปโดยไม่ได้ร่ำลา ไฟจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือของหญิงสาวดับลง เธอเหลือบมองดูที่หน้าจอเล็กน้อยก็พบว่า อัศนัยวางสายไปแล้ว ซึ่งเธอก็เข้าใจได้ทันทีว่า เป็นเพราะอะไร ก่อนที่จะเชิญชวนเพื่อนสาวให้กลับเข้าไปในห้อง แล้วเริ่มเปิดประเด็น

   จิตติมาเสนอแนะหนทางที่อัศนัยช่วยเธอหาทางออกให้แก่นันทวดี โดยที่ไม่ได้บอกว่า เป็นความคิดของเขาตามที่เขาขอ นันทวดีเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ เธอยอม ลดตัว ที่จะลงไปเจรจากับผู้หญิงคนนั้น เพราะอย่างน้อยก็ยังดีกว่าที่เธอจะต้องมาหลับหูหลับตา ทำทีเป็นคนบ้าใบ้ไม่รับรู้อะไร หรือไม่ก็ยังดีกว่าที่จะอดรนทนไม่ไหว แล้วพาลให้ทะเลาะกับสามีของตนเอง…


++++++++++++++++++++++++++++++


   กลางดึกคืนนั้น หลังจากที่คนส่วนใหญ่ทิ้งตัวลงบนเตียง และหลับใหลเพื่อส่งท้ายให้กับวันทำงานที่แสนจะยาวนาน คณิตหนุ่มน้อยนักศึกษาก็ออกมาตระเวนราตรีอีกเช่นเคย หลังจากที่เขาอยู่เฝ้าเพื่อนสาวคนสนิทอย่างวาดลัดดาตั้งแต่ตอนที่เกิดเรื่องขึ้น ทว่าครั้งนี้หนุ่มน้อยกลับไม่ได้มาคนเดียวเหมือนครั้งก่อนๆ เขาหนีบเอาพบาบาลสาวสุดเปรี้ยวอย่างทิพย์อำพันมาด้วย แม้ว่า สถานบันเทิงในครั้งนี้จะไม่ใช่ผับตรงหัวมุมถนนแถวหอพักอย่างที่เขาคุ้นเคย แต่สำหรับหญิงสาวเธอกลับคุ้นเคยกับไนท์คลับแห่งนี้เป็นอย่างดี เพราะทั้งอาหาร และบทเพลงที่บรรเลงอยู่ด้านใน ทำให้เธอรู้สึกอิ่มเอมใจทุกครั้งที่ได้มา

   เสียงของทรัมเป็ต และทรอมโบนที่กำลังส่งเสียงประชันกันจากวงดนตรีแจ๊สบนเวทีนั้น ชวนให้รู้สึก และสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของถิ่นกำเนิดของเพลงชนิดนี้อย่างเมืองนิวออร์ลีนส์เป็นอย่างมาก ลูกค้าส่วนใหญ่ที่มามักจับคู่เต้นรำกันอยู่ตรงบริเวณพื้นที่ว่างด้านหน้าเวที และก็มีบางส่วนที่นั่งอยู่กับโต๊ะพลางจิบเตกีลา หรือไม่ก็ออนเดอะร็อค หรือสูบบุหรี่ขณะที่พูดคุยกัน ลูกค้าผู้หญิงส่วนใหญ่มักแต่งกายกึ่งย้อนยุคเพื่อให้เข้ากันกับปีหนึ่งเก้าสองศูนย์ ซึ่งเป็นยุคสมัยเดียวกับที่เพลงแจ๊สเพิ่งถือกำเนิด และเป็นที่รู้จักกันในอเมริกา ทิพย์อำพันเองก็เช่นกัน เธอดัดลอนผมเล็กน้อย และสวมรัดเกล้าสีเงินที่ประดับด้วยขนนกสีดำแถบแดงไว้ที่ด้านข้างศีรษะ เพื่อให้เข้ากับชุดกระโปรงสีดำแขนกุดที่เย็บติดกับระบายลูกไม้สีม่วงอมแดงที่ดูเข้มกว่าสีลิปสติคบนเรียวปากของเธออยู่เล็กน้อย


   ทางด้านคณิต ถึงแม้ว่า เขาจะไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแต่งกายมากนัก เพราะจิตใจของเขามัวแต่จดจ่อ และเป็นห่วงอยู่กับวาดลัดดา แต่เขาก็ไม่สามารถปฏิเสธนัดที่ให้ไว้กับพยาบาลสาวได้ เพราะเขาเองก็เป็นสุภาพบุรุษพอที่จะรักษาสัญญาที่ให้ไว้ไม่ว่ากับใครก็ตาม

“ พ่อหนุ่มน้อย!! เธอดูไม่ค่อยสนุกเลยนะ...ไม่ชอบที่นี่เหรอ ? ” ทิพย์อำพันถามเขาขณะที่นั่งอยู่ที่โต๊ะติดผนังทางซ้ายมือจากเวที เพราะเห็นใบหน้าที่ดูไม่ค่อยยิ้มแย้มของคณิต

“ เปล่า...ที่นี่ก็ดูโอเค!! ” ชายหนุ่มปฏิเสธ พลางเปลี่ยนอิริยาบถเป็นสอดส่ายสายตามองดูร้านอย่างสนใจ

“ ฉันพามาสนุกนะ ไม่ได้พามาเครียด...ดื่มนี่!! แล้วเธอจะรู้สึกดีขึ้น ” หญิงสาวพูดปลอบ พลางดันแก้วเป๊กที่ใส่เตกีลาจนเต็มให้แก่เขา

ชายหนุ่มรับมา แล้วยกแก้วขึ้นมาดม เขาย่นจมูกเล็กน้อย เนื่องจากกลิ่นของเหล้าที่ค่อนข้างแรง และฉุน

“ เอาน่า...ให้เลือดลมสูบฉีด ” ทิพย์อำพันพูดพลางกระดกปลายแก้วเหล้าเพื่อให้เขาดื่ม

คณิตหน้าแดงอย่างเห็นได้ชัดทันทีที่ดื่มมันเข้าไป เขาสะอึกเล็กน้อย

หญิงสาวฉีกยิ้มในท่าทางของเขาที่ดูตลกขบขัน


   เสียงทำนองเพลงที่บรรเลงอยู่ตลอดเวลานั้นเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของเพลงแจ๊ส ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องของการด้นสด ไม่มีการซักซ้อม และไม่มีโน้ตเพลงที่ตายตัว นักดนตรีสามารถใส่ลูกเล่นได้ตามความพึงพอใจของตนเอง เหมือนอย่างเพลงที่นักดนตรีกำลังเล่นอยู่ในไนท์คลับ เสียงที่แหลม สูง และโดดเด่นของทรัมเป็ตเล่นอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งจบลงพร้อมกับเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ จากนั้นเสียงของเครื่องเป่าอย่างแซ็กโซโฟนก็เริ่มบรรเลงโน้ตในท่อนสร้อยของบทเพลงที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยเพื่อเป็นการเริ่มต้นเข้าสู่เพลงใหม่ จากนั้นนักดนตรีคนอื่นๆ ก็เริ่มบรรเลงทำนองเพลงที่นักแซ็กโซโฟนคนนั้นเริ่มเป่านำ ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า การขับร้องกำลังจะเริ่มขึ้นบนเวทีนี้แล้ว

   เสียงของนักร้องสาวที่เป็นที่รู้จักดังขึ้นบนเวทีพร้อมๆ กับเสียงปรบมือจากผู้ชมที่ฟัง แต่ครั้งนี้เธอกลับไม่ได้ร้องเพลงประจำตัวเหมือนอย่างที่เคย

   ทิพย์อำพันหันหน้าไปที่เวทีเมื่อเธอได้ยินเสียงที่คุ้นเคยนี้ และเธอเองก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นนักร้องสาวที่รู้จักเป็นอย่างดีปรากฏตัวในชุดกำมะหยี่สีม่วงแกมน้ำเงิน ต่อหน้าเธอ และคนอื่นๆ ในไนท์คลับอีกประมาณห้าสิบคน

“ คุณโรส... ” เธอเอ่ยชื่อนักร้องสาวออกมาเบาๆ พลางแสยะยิ้มอย่างสะใจที่เห็นคู่อริอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างอะไรจากนักร้องกลางคืน

“ คนนี้เขาเป็นนักร้องดังไม่ใช่เหรอ ?? ทำไมเขาถึงมาร้องเพลงอยู่ที่นี่ล่ะ ?? ” คณิตสะกิดถามทิพย์อำพันอย่างแปลกใจ

“ สงสัยคงไม่มีใครจ้างแล้วมั้ง!! ” หญิงสาวบอกแก่ชายหนุ่ม แล้วหันหน้าไปทางเวทีเพื่อมองดูรสรินทร์ดังเดิม


      ทางด้านนักร้องสาวหลังจากที่เธอร้องเพลงต่อเนื่องจบไปแล้วถึงสองเพลง ผู้ชมที่นั่งฟังต่างปรบมือชื่นชมให้กับน้ำเสียงที่ยังไพเราะไม่มีตกของเธอเหมือนเคย อีกทั้งยังขอร้องให้เธอร้องเพลงในดวงมาน ซึ่งเป็นเพลงประจำตัวของเธออีก นักร้องสาวแกล้งทำเป็นไม่ใส่ใจทั้งๆ ที่ได้ยิน เธอกระซิบบอกนักดนตรีให้เล่นเพลงอื่นที่เธอต้องการจะร้อง

“ คุณโรสคะ...ขอเพลงในดวงมานค่ะ ” ลูกค้าสาวที่นั่งอยู่โต๊ะริมขวาใกล้กับเวทีร้องขึ้น

“ อยากฟังคุณโรสร้องเพลงในดวงมานครับ ” ชายหนุ่มจากโต๊ะกลางพูดขึ้นบ้าง

“ ร้องหน่อยครับคุณโรส...ร้องหน่อย!!! ” ลูกค้าชายที่นั่งอยู่ตรงบาร์ตะโกนสมทบ

เสียงเรียกร้องให้นักร้องสาวร้องเพลงประจำตัวของเธอดังขึ้นเรื่อยๆ จนเธอไม่สามารถจะทำทีเป็นหูทวนลมอีกต่อไปได้ ซึ่งเหล่านักดนตรีเองก็เริ่มต้นบรรเลงเพลงในดวงมานเช่นกัน เพราะไม่อยากให้เธอปฏิเสธคำเรียกร้องจากลูกค้า

   รสรินทร์รู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่เธอจะต้องร้องเพลงนี้ เธอเห็นภาพอดีตที่เธอต้องการจะลืมมัน หญิงสาวกวาดสายตาไปมาที่ผู้ชมราวกับตื่นกลัวอะไรบางอย่าง จนกระทั่งสายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นทิพย์อำพันที่กำลังนั่งมองดูเธอจากโต๊ะพร้อมกับหนุ่มน้อยที่เจ้าหล่อนพามาด้วย

รสรินทร์ตกใจที่พบเธอเข้า ก่อนที่จะทิ้งไมโครโฟน แล้วเดินลงจากเวทีไปท่ามกลางความงุนงงของผู้ชม


   นักร้องสาวพาตนเองเข้ามาสงบสติอารมณ์ยังห้องน้ำ เธอไม่คิดว่า ชีวิตของเธอจะตกต่ำได้ถึงเพียงนี้ หนำซ้ำความทรงจำในอดีตยังตามมาหลอกหลอนเธออีก และที่หนักกว่านั้น เธอกลับเจอคนที่เธอไม่อยากให้เจอมากที่สุด หญิงสาวเปิดน้ำจากอ่างล้างมือ แล้วเอามือรองน้ำเพื่อล้างหน้า

   ทิพย์อำพันเปิดประตูห้องน้ำเข้ามา แล้วหัวเราะลั่น พลางพูดจาเยาะเย้ยถากถางในสิ่งที่นักร้องสาวกำลังเผชิญ

“ ไม่นึกเลยนะคะว่า คุณโรสจะลดตัวมาเป็นนักร้องกลางคืน...ค่าตัวเท่าไหร่คะเนี่ย ?? ถึงห้าพันหรือเปล่า ?? ”

รสรินทร์หันหน้ากลับไปหาพยาบาลสาวอย่างเหลืออด เธอเลือดขึ้นหน้าด้วยความโกรธที่โดนเย้ยหยัน พลางต่อปากต่อคำเถียงสู้

“ ปากดีไปเถอะนางทับทิม...แกเองก็เหมือนกันแหละ!!! ได้ที่หมายใหม่แล้วล่ะสิ เด็กผู้ชายไก่อ่อนที่มาด้วยกัน ดูท่าจะหลอกง่าย!! โชคดีของน้องชายฉันจริงๆ ที่มีสมอง!! ไม่ยอมโง่ปล่อยให้ปลิงอย่างแกเกาะสูบเลือดสูบเนื้อ ”

“ นี่!! อีนักร้องเหมาจ่ายรายเดือน ไม่รู้เรื่องอะไร แล้วอย่าพูดเสียจะดีกว่า!! ” ทิพย์อำพันโมโห เธอโกรธที่รสรินทร์พูดจาดูถูกเธอกับคณิต

“ มันก็คงจะเรื่องจริงนั่นแหละ!! ไอ้หนุ่มนั่นมันคงไม่รู้ทันมารยาของแก...พอเห็นของที่ดูสดเข้าหน่อยก็คว้ามากิน โดยที่ไม่รู้ว่า ข้างในมันเน่าจนหนอนชอนไชให้ฟอนเฟะแค่ไหน!! ” เธอว่า


   ทิพย์อำพันถลึงตาด้วยความโกรธ เธอทำท่าจะสวนกลับรสรินทร์ แต่แล้วก็เกิดเปลี่ยนใจ เพราะถึงพูดอะไรมากไป เธอเองก็ยิ่งจะถูกตอกกลับให้เสียหายมากขึ้น

“ ก็คงอย่างนั้นแหละค่ะ!! พี่หมอคงฉลาดพอที่ไม่คว้าผู้หญิงอย่างฉัน เขาก็เลยหันกลับไปคว้าคนที่มีมันสมองเทียบเท่ากันมาแทน อีกหน่อยคุณโรสคงต้องทำใจแล้วนะคะ...ที่จะมีน้องสะใภ้ที่ฉลาดกว่า และเข้าใจพี่หมอมากกว่า!! ” เธอว่า พลางส่งสายตาจิกใส่รสรินทร์อย่างมีชัย

“ แกหมายความว่ายังไงนางทับทิม!! น้องชายฉันมันไปคว้าใครที่ไหน ?? ” รสรินทร์เบิกตากว้าง พลางร้องถาม

“ ทำไมคะ ?!! สนใจด้วยเหรอ ??...อย่างน้อยก็น่าจะดีใจนะคะที่ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่ฉัน!! ” ทิพย์อำพันถามกลับเสียงสูง พลางส่งสายตาเย้ยหยัน แล้วทำทีจะเดินออกไป

“ ห้าหมื่น!! ฉันให้แกห้าหมื่น!! บอกฉันมาว่า ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร ?!! ” รสรินทร์ยื่นข้อเสนอ

“ แสนนึง!! แล้วฉันสัญญาว่า จะไม่มาวุ่นวายกับน้องชายของคุณอีก!! ” ทิพย์อำพันพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เพราะเธอก็รู้สึกอยากจะผลักตนเองออกไปจากวังวนของรสรินทร์ และศัลยแพทย์หนุ่มแล้วเช่นกัน

   รสรินทร์มองหน้าทิพย์อำพันอย่างไม่ค่อยเชื่อใจ แต่สุดท้ายเธอก็ตกลงที่จะให้เงินแก่พยาบาลสาวแลกกับสิ่งที่เธอต้องการจะรู้ พยาบาลสาวจึงบอกทุกอย่างเกี่ยวกับการกลับไปคืนดีของนายแพทย์หนุ่มกับอาจารย์สาวเท่าที่ตัวเธอเองทราบให้เจ้าหล่อนฟัง รสรินทร์ขมวดคิ้ว และไม่พอใจอย่างมากที่รู้เรื่อง เธอไม่คิดว่า น้องชายของเธอจะใฝ่ต่ำกลับไปคว้าอาจารย์จนๆ อย่างพิมพ์ประภัสร์อีกครั้ง นักร้องสาวโกรธจัดจนควันออกหูจนทิพย์อำพันรู้สึกได้ถึงกลิ่นไหม้ และไอควันของความเดือดดาลในครั้งนี้


   สาวใหญ่ผละออกมาจากห้องน้ำด้วยความขุ่นเคือง เธอรีบจ้ำฝีเท้าออกมาจากตรงนั้น แล้วเดินเลยออกจากไนท์คลับไปเพื่อขึ้นรถ ทิพย์อำพันเดินออกมาจากห้องน้ำเช่นกัน ในมือของเธอกำเช็คเงินสดที่นักร้องสาวจ่ายให้แก่เธอไว้แน่น เธอมองรสรินทร์เดินออกไปจนลับตา แววตาของเธอฉายความไม่แน่ใจในสิ่งที่เธอทำ ทั้งที่จริงเธอต้องรู้สึกดีมากกว่านี้ เพราะอย่างน้อยเธอก็ยังได้เงินเป็นค่าแรงตอบแทน แม้ว่า จะไม่ได้ศัลยแพทย์หนุ่มมาครองก็ตาม  

   หญิงสาวเดินมายังโต๊ะของเธอ แล้วเห็นคณิตกำลังดื่มเหล้าเข้าไปหลายแก้ว เธอตกใจเมื่อเห็นสิ่งที่เขาทำ แล้วพยายามแย่งแก้วจากมือของเขา เพื่อไม่ให้เขาดื่มไปมากกว่านี้

“ นี่!! เธอกินเหล้าเยอะเกินไปแล้วนะ...คนคออ่อนอย่างเธอ เหล้าพวกนี้แค่แก้วเดียวก็ทำให้เธอมึนได้แล้ว!!! ” ทิพย์อำพันปราม เพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่คณิตทำ

“ คุณ....อย่ามาห้ามผมน่ะ ผู้หญิงก็เหมือนกันหมด ชอบทำทีเป็นห่วงอย่างนั้นอย่างนี้ แต่สุดท้ายก็ทำเพื่อตนเองกันทุกคน ” คณิตเริ่มอาละวาด เพราะความเมา และรู้สึกน้อยใจตนเอง อีกทั้งยังเสียใจเรื่องวาดลัดดา

“ เธอพูดอะไรน่ะพ่อหนุ่มน้อย...นี่เธอเมามากแล้ว…รีบกลับกันดีกว่า!! ” ทิพย์อำพันพยุงคณิตให้ลุกขึ้นมาจากเก้าอี้

“ คุณอยากเต้นรำกับผมงั้นเหรอ ?? เอาสิ!! เต้นด้วยกัน ” คณิตจับมือของทิพย์อำพัน แล้วทำทีส่ายสะโพกไปมา พร้อมกับชี้ชวนให้เธอเต้นรำตามเพลงที่บรรเลง หน้าของเขาแดงก่ำเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ ตาของเขาแทบจะลืมไม่ขึ้น ลูกค้าคนอื่นๆ ในร้านต่างชี้ชวนกันให้มองดูท่าทีที่น่าขบขันของเขา

“ นี่...พอ!! พอได้แล้ว!! ” หญิงสาวสะบัดมือออกจากเขา พลางร้องเรียกบริกรให้มาเก็บเงิน และช่วยเธอพาเขาออกไปขึ้นรถ


   ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ผู้หญิงร่างเล็กอย่างเธอจะพาผู้ชายตัวใหญ่ๆ ที่เมามากคนหนึ่งจับยัดขึ้นรถแท็กซี่ได้ โชคยังดีที่บริกร และคนขับรถแท็กซี่ยังช่วยเธอบ้าง เธอบอกคนขับรถให้พามาส่งยังหอพักของคณิต เพราะมันใกล้กับไนท์คลับนั้นมากกว่า

“ ถึงหอพักเธอแล้วพ่อหนุ่มน้อย...ตื่นสิ...ตื่น!!! ” หญิงสาวร้องเรียก พลางตีหน้าเขาเบาๆ เพราะเห็นคณิตหลับมาตลอดทาง หลังจากที่ได้ลมเย็นๆ จากเครื่องปรับอากาศบนรถ

คณิตสะลึมสะลือ คล้ายกับได้สติ แต่ดูเหมือนว่า เขาก็ยังไม่รับรู้อะไร

พยาบาลสาวจนปัญญา เธอต้องขอให้คนขับรถช่วยกันลากเขาออกมา จากนั้นเธอจึงขอให้ยามที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านหน้าหอพักช่วยกันพาเขาขึ้นไปส่งถึงที่ห้อง

คณิตยังพอมีสติบอกเลขห้องของเขาได้บ้าง จากนั้นหญิงสาวจึงเอากุญแจจากในกระเป๋ากางเกงของเขาออกมา แล้วไขเข้าไป

เธอเปิดประตู และผลักคณิตลงบนเตียง จากนั้นตัวเธอก็ทรุดลงนั่งข้างๆ เขาด้วยความเหนื่อย

เธอให้ค่าตอบแทนยามไปหนึ่งร้อยบาท พลางหันมาบ่นอุบอิบกับคณิตในขณะที่เขานอนไม่ได้สติ

“ ฉันไม่น่าชวนเธอมาเลย...เด็กบ้า!! ” พยาบาลสาวโมโห พลางตีที่แขนของคณิต แต่อยู่ๆ ชายหนุ่มก็รู้สึกปั่นป่วนขึ้นที่ท้อง แล้วลุกขึ้นมาอาเจียนใส่ที่ตักของหญิงสาวเข้ากองใหญ่

ทิพย์อำพันกรีดร้องลั่นห้อง เธอไม่คิดว่า คณิตจะทำชุดสวยๆ ของเธอเลอะเทอะได้ถึงขนาดนี้

เธอผลักเขากลับลงไปบนเตียง แล้วลุกขึ้นไปเข้าห้องน้ำ พลางถอดชุด แล้วล้างเนื้อล้างตัว


   หลังจากที่หนุ่มน้อยอาเจียนเอาแอลกอฮอล์ออกมาส่วนหนึ่งก็พอมีแรงลุกขึ้นได้บ้าง เขาค่อยๆ พยุงตนเองขึ้นมาจากเตียง แล้วไปเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตา แต่ด้วยความที่ไม่ได้สติ จึงทำให้เขาเผลอลืมคิดไปว่า ขณะนี้พยาบาลสาวกำลังล้างเนื้อล้างตัวอยู่ในห้องน้ำ และไม่ได้ล็อคกลอน

ชายหนุ่มเปิดประตูเข้าไป และได้เห็นเรือนร่างเปลือยเปล่าที่ขาวนวล

เขาอดใจไม่ไหว จึงแสดงอาการหื่นกระหายออกมา

ทิพย์อำพันตกใจ เธอร้องลั่น และพยายามปัดป้องตนเองจากคณิตที่บัดนี้เขาได้กลายร่างเป็นสัตว์ป่าหมายมาดจะใช้กำลังเข้าปลุกปล้ำเธอ


   แต่แรงของหญิงสาวก็ไม่สามารถสู้แรงของชายหนุ่มได้ แถมเป็นชายหนุ่มที่อยู่ในวัยแห่งความต้องการ อีกทั้งความร้อนของฤทธิ์เหล้าที่ตกค้างอยู่ในกระเพาะ จึงทำให้เขาไม่สามารถระงับความใคร่ของตนเองลง อีกทั้งตัวของหญิงสาวเองก็ไม่ได้ลิ้มรสอาหารอันสุดแสนโอชาอย่างนี้มานาน มีหรือที่จะต้านทานแรงปรารถนาของตนเองไหว เมื่อผิวกายต่อผิวกายได้สัมผัสลูบไล้ซึ่งกันและกัน หรือแม้กระทั่งริมฝีปากของชายหนุ่มที่ประทับลงไปยังต้นคอของเธออย่างสนิทเสน่หา อีกทั้งสายน้ำที่โปรยปรายลงมากระตุ้นต่อมกระสันของเธอ หญิงสาวจึงยอมปล่อยตัว ปล่อยใจไปกับอาหารทิพย์จานนี้ที่ครั้งหนึ่งเธอเคยได้รู้ลิ้มชิมรสเมื่อนานมาแล้ว...


++++++++++++++++++++++++++++++


♥ Special : ผู้ร่วมก่อการหัวใจ ♥
image_1060515

โชติวุฒิ ทรงศรี


"  คุณก็ได้ยินชัดแล้วนี่ครับ...ผมคงให้เขาเกิดมาไม่ได้!! "

   นักธุรกิจหนุ่ม สามีของนันทวดี มีนิสัยเจ้าอารมณ์ และค่อนข้างเจ้าชู้ เขาแอบมีความสัมพันธ์ลับๆ กับวาดลัดดา เพราะคิดสนุกชั่วครั้ง ชั่วคราวกับเธอเท่านั้น โดยที่สาวน้อยไม่รู้ว่า เขานั้นแต่งงานมีลูก มีเมียแล้ว จนกระทั่งเธอเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมา และเขาก็ไม่ต้องการให้ลูกของเธอที่เกิดกับเขาลืมตาดูโลก

 

Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ [email protected]
Search @