Curator
curator
thezircon
6 followers
เลือกอ่านตามหัวข้อ
summary intro: 5215

[นิยาย] โซ่พิสุทธิ์ โดย ภาพิมล - บทที่ ๑ เพื่อนเก่า

มรสุมข่าวฉาวว่าซุกลูกเมียทำให้พระเอกหนุ่มอย่าง ' ธีธัช ' ต้องหวนกลับไปหาอดีตคนรักอีกครั้งเพื่อขอความร่วมมือจากเธอกอบกู้ภาพลักษณ์คืนมา และหวังใช้ความน่ารักของลูกสาวเรียกคะแนนนิยมจากประชาชน

10 December 2015
curator_thezircon thezircon
10 December 2015
เลือกอ่านตามหัวข้อ

  

 

 

เสียงเพลงจากนักร้องเสียงดีประจำไนต์คลับไม่อาจดึงความสนใจจากชายหนุ่มลูกค้าวีไอพีไปได้ เขาหมุนแก้วในมือพร้อมกับหลับตานิ่งนาน และภาพลูกน้อยก็ยังคงติดตามาถึงปัจจุบัน

ธีธัชไม่อยากเชื่อสิ่งที่ตาเห็น เธอปกปิดความจริงกับเขา ทุกคนปกปิดเขา ทำไม!

นี่ใช่ไหมคือเหตุผลให้เธอลาออกจากงาน บ้านหลังนั้นไม่มีของเล่นเด็กสักชิ้น และสาเหตุที่เจ้าหล่อนไม่ได้อยู่ในสวนตอนที่เขาไปถึง ก็คงเพราะเก็บตัวอยู่ข้างบนกับลูกนั่นเอง


แต่ทำไม... ธีธัชไม่เข้าใจสิ่งที่หญิงสาวอธิบายอยู่นั่นเองว่าลูกน้อยที่เขาไม่เคยอุ้มชูแม้เพียงครั้ง เหตุใดจึงเปลี่ยนไปได้อย่างนั้น เขาไม่อยากเชื่อเสียด้วยซ้ำว่านั่นคือลูกของตัวเอง


" เฮ้ยธีร์ มารอนานยังวะ "


แรงตบบนบ่าเรียกสติชายหนุ่มกลับมาอีกครั้ง เขาลืมตามองน้ำสีอำพันในแก้ว แทนที่จะหันมองคนที่นั่งลงตรงข้ามกัน


" ฮันนีมูนเป็นไงบ้าง "


" จะให้เล่าจริงน่ะ " เจ้าบ่าวป้ายแดงทำเสียงกรุ้มกริ่ม

ธีธัชอดคิดเปรียบเทียบความรักของเพื่อนกับความรักครั้งเก่าของตนไม่ได้ มันจบลงไม่สวยงามนัก ต่างจากความรักตามครรลองของคู่อื่น

เขาไม่เคยคิดเลย กระทั่งวันนี้...


" หยกไม่ได้มาด้วยเหรอ " เขาถามถึงโยษิตา ภรรยาของเพื่อนที่สนิทสนมกับมัทรีที่สุด


" เปล่า แกก็เห็นฉันติดเมียไปได้ " น้ำเสียงทีเล่นทีจริงมีร่องรอยขัดเขิน


" เพราะอย่างนี้ใช่ไหม มัทถึงไม่ไปงานแต่งงานของพวกนาย "


บุรินทร์ย่นคิ้วฉงน เขาสั่งเครื่องดื่มกับบริกรก่อนหันมองเพื่อนที่จู่ ๆ ก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนากะทันหัน


" ไม่เข้าใจว่ะ "


" แกอย่ามาไขสือ แกปิดบังเรื่องลูกฉัน ทำไมวะไอ้โบ้ "


คราวนี้บุรินทร์ถึงบางอ้อ เขางันไปอย่างคาดไม่ถึงว่าเพื่อนจะรู้ความจริงที่มัทรีขอให้ตนและภรรยาปกปิด


เขาจะทำอย่างไรได้เมื่อทั้งสองคือเพื่อนรักของเขา แต่หลังจากเรื่องทุกอย่างเกิดขึ้นกับมัทรี ตนก็เทความเห็นใจไปที่หญิงสาวมากกว่า และที่สำคัญ ธีธัชเองก็ไม่เคยถามถึงลูกสักคำ


บุรินทร์โทษว่าตัวเองมีส่วนผิดที่แนะนำธีธัชกับมัทรีให้รู้จักกัน เรื่องมันเริ่มต้นขึ้นเมื่อสี่ปีก่อน นักแสดงหน้าใหม่อย่างธีธัชต้องการตกแต่งบ้านซึ่งซื้อจากน้ำพักน้ำแรงตัวเอง เขาจึงไม่ลังเลที่จะแนะนำมัณฑนากรสาวอย่างมัทรีกับเพื่อนของตน ก่อนความสัมพันธ์ของคนทั้งสองจะพัฒนาถึงขั้นคบหาดูใจกัน



บุรินทร์ไม่ได้รับรู้มากไปกว่าวันที่ธีธัชมาปรึกษาเขาว่ามัทรีตั้งครรภ์หลังจากเลิกรากันไปไม่นาน และในวันที่หญิงสาวพักฟื้นหลังคลอดก็เป็นวันเดียวที่เพื่อนและผู้จัดการส่วนตัวแวะไปเยี่ยมเพื่อตกลงทำสัญญาระหว่างกัน


มัทรีไม่ได้ร้องไห้ออกมาตอนนั้น แต่หลังจากคนทั้งสองกลับไป บุรินทร์แน่ใจว่าใบหน้าอิ่มเอิบของหญิงสาวไม่เคยเหือดแห้งน้ำตา นั่นเป็นตอนที่เขากับโยษิตาตัดสินใจจะอยู่เคียงข้างเพื่อนผู้หญิงคนนี้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม


" แล้วแกรู้ได้ยังไง มัทติดต่อไปหรือ " บุรินทร์ย้อนถาม


" อย่างมัทรีน่ะเหรอ " ธีธัชถอนใจออกมาหนัก ๆ " นี่ถ้าฉันไม่ไปหาเขาเอง ชาตินี้คงไม่มีวันรู้สินะ เรื่องสำคัญขนาดนี้แต่ไม่บอกฉันสักคำ ฉันเป็นพ่อของปลายฟ้านะเว้ย ฉันย่อมมีสิทธิ์รับรู้ คิด และตัดสินใจเรื่องลูกสิวะ "


" เหรอ " เพื่อนสนิททำเสียงไม่เชื่อถือ ก่อนจะกระแอมออกมาพร้อมกับเอ่ยจริงจัง " นี่แกไปหามัทเพราะเรื่องในข่าวใช่ไหม แกคิดว่ามัทปล่อยข่าวว่าแกมีลูกหรือ "


" เปล่า ฉันไม่เคยแม้แต่คิดว่ามัทเป็นคนทำ "


บุรินทร์พยักหน้าพึงใจในคำตอบหนักแน่นของเพื่อน อย่างน้อยธีธัชก็แสดงออกอย่างเชื่อใจในตัวหญิงสาว เขาย่อมรู้จักมัทรีดีไม่น้อยกว่าตน


" ฉันผิดเอง ฉันทำมือถือหายเมื่อตอนมีงานที่ต่างจังหวัด แล้วในเครื่องก็มีรูปฉันกับน้องปลาย "


คนฟังยังไม่เข้าใจอยู่นั่นเอง


" แล้วแกไปหามัททำไม "


ธีธัชกระดกเครื่องดื่มสาดลงคอจนหมดแก้ว ความขมปร่าของมันยังไม่เท่าความขมขื่นใจ เขาใช้สันมือสองข้างกดเปลือกตาซึ่งเต้นตุบ ภาพลูกน้อยเมื่อกลางวันกลับมาชัดเจนในความทรงจำอีกครั้งหนึ่ง


" พี่ปุ้มปุ้ยบอกว่าสมัยนี้คนดูเปิดกว้าง ยอมรับเรื่องส่วนตัวดาราได้มากขึ้น พี่เขาก็เลยคิดว่าถ้าฉันยอมรับความจริงน่าจะเป็นผลดีกว่า เผลอ ๆ อาจมีงานคู่กับลูกเสียด้วยซ้ำ "


บุรินทร์เดือดดาลในใจ เขาอยากกระชากตัวเพื่อนมาถามว่าจิตใจมันทำด้วยอะไร และมากไปกว่านั้นยังอยากต่อยผู้จัดการสาวหล่อที่ยัดความคิดบ้า ๆ นี้ใส่สมองเพื่อนตน ทั้งที่เมื่อเกือบสองปีก่อนผู้จัดการคนนั้นคือคนที่เข้ามาแยกพ่อลูกออกจากกัน


" ที่แกมาดื่มอยู่นี่ คงเพราะผิดหวังที่จะไม่ได้มีงานคู่พ่อลูกสินะ " บุรินทร์เอ่ยเสียงเย็น


เมื่ออีกฝ่ายไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาจึงคว้าแจ็คเก็ตที่วางพาดกับพนักโซฟามาสวมก่อนลุกยืน


" ธีร์ มึงมันเลวจริงๆ ว่ะ "


ธีธัชไม่โกรธที่ถูกต่อว่า เขาขบกรามแน่นพลางยกมือลูบหน้าเมื่อเพื่อนเดินจากไป


ชายหนุ่มนั่งเอนพิงพนักหวังให้น้ำตาที่รื้นขึ้นมาย้อนกลับลงไป แต่มันไม่ได้ผลนักเมื่อน้ำตาหยดหนึ่งซึมหยดจากหางตา เขามันเลวจริง ๆ อย่างที่เพื่อนว่า เขาคิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง


ทว่าบุรินทร์คงไม่รู้ ตอนที่เขาได้เห็นลูกอีกครั้งเมื่อกลางวัน นาทีนั้น... ธีธัชลืมสิ้นทุกเรื่องที่เกี่ยวกับตน


นี่เขามัวปั้นหน้ากลางแสงไฟอยู่ได้อย่างไร ที่ที่เขาควรอยู่ควรเป็นข้างเตียงนั้นและทำหน้าที่พ่อให้สมบูรณ์ไม่ใช่หรือ เขามีเงินทองมากพอจะพาแกไปรักษาที่ไหนบนโลกก็ได้

ใช่ เขาจะต้องได้ลูกสาวที่น่ารักกลับคืนมา


ชายหนุ่มขับรถมาจอดยังสวนสาธารณะใจกลางกรุงซึ่งเป็นสถานที่นัดหมายถ่ายทำ วันนี้แล้วที่ละครเรื่องล่าสุดของเขาจะปิดกล้อง และนี่ก็เป็นฉากสุดท้ายที่เขาต้องแสดง


พระเอกของเรื่องมองบรรยากาศรอบตัวพลางสะบัดศีรษะขับไล่ความง่วงงุน แสงแดดวันนี้ดูจะเจิดจ้ากว่าปกติจนเขาต้องหยีตา ไอเย็นจากเครื่องปรับอากาศในรถทำให้ไม่อยากก้าวออกไป ทว่าผู้ที่เดินตรงดิ่งมาทางนี้ก็ทำให้เขาจำต้องดับเครื่องลงมาเผชิญหน้าอีกฝ่าย


" เร็วเลยธีร์ นี่สายมาครึ่งชั่วโมงแล้วนะ "


" พี่ปุ้ม... "


" เรื่องอื่นไว้ก่อน รีบๆ ไปแต่งหน้าแต่งตัวเลยไป "



ธีธัชจำต้องเดินไปยังเต็นท์เตรียมตัว พับเรื่องสำคัญที่เขาต้องการหารือกับผู้จัดการสาวหล่อไว้ก่อน


" เมื่อคืนหนักหรือคะ " เสียงทักดังมาจากนางเอกของเรื่องซึ่งนั่งอ่านบทขณะรอเข้าฉาก


" อะไรนะ "


" แสดงว่าหนัก ตาลึกโหล สมองช้าขนาดนี้ " พริมาเอ่ยเย้ากลั้วหัวเราะอย่างสนิทสนม


ธีธัชและพริมาเป็นคู่ขวัญกันมาหลายเรื่องจนสนิทสนมกันเหมือนพี่น้อง นอกจากนั้นบรรดาคนดูและแฟนคลับยังคอยจับคู่ให้ดาราคู่นี้ลงเอยเป็นคนรักนอกจอกันจริงๆ


" เครียดเรื่องข่าวหรือเปล่าพี่ธีร์ "


นักแสดงสาวเลื่อนเก้าอี้ไปนั่งใกล้ขณะอีกฝ่ายกำลังนั่งให้ช่างจัดแต่งทรงผม


 " อืม น่าเครียดไหมล่ะ "


" ไม่เห็นต้องเครียดเลย วันก่อนดาราอีกช่องเพิ่งแถลงข่าวยอมรับว่าใช้สารเสพติดไปเอง แล้วคนก็แห่ให้กำลังใจตอนเข้าบำบัดตั้งเยอะแน่ะ พี่ธีร์ก็คิดซะว่าดึงโมเมนตัมมาที่ช่องเราบ้างไง "


ธีธัชหลุดหัวเราะขำ ดูเหมือนทุกคนในกองถ่ายและคนที่สนิทใกล้ชิดกับเขาจะยอมรับข่าวนั้นได้ง่ายดาย ช่วยให้สบายใจส่วนหนึ่ง


" พี่ปุ้มปุ้ยว่าไงบ้างคะ "


" ก็คงไม่พอใจแหละ จริง ๆ พี่เขาก็นอยด์ตั้งแต่เรตติ้งละครเรื่องก่อนไม่ดีแล้ว พอมามีข่าวเลยไปกันใหญ่ "


" เอ๊ะ หรือพี่ปุ้มปุ้ยจะปล่อยข่าวสร้างกระแสซะเองนะพี่ธีร์ "


ธีธัชงันไปอย่างคาดไม่ถึง เขาไม่ทันนึกถึงประเด็นนี้มาก่อนเลย แต่คำพูดของพริมาเหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นที่ขาดหาย


ปุ้มปุ้ยอยู่ด้วยในวันที่มีงานโชว์ตัวคู่กับพริมายังต่างจังหวัด กว่าจะรู้ว่าโทรศัพท์หายไปเขาก็ไม่ทันปกปิดข้อมูลในเครื่องแล้ว


ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในวงการบันเทิงที่ผู้จัดการส่วนตัวจะสร้างกระแสให้ดาราในสังกัดด้วยข่าวในทางลบ นักแสดงบางคนรู้เห็นเป็นใจ แต่นั่นไม่ใช่กับเขา เขาไม่ต้องการดึงใครมาเป็นเครื่องมือทั้งนั้น ธีธัชอยู่ในแวดวงนี้พอที่จะรู้ความเป็นไป หากไม่คิดเลยว่าวันหนึ่งมันอาจเกิดขึ้นกับตน


" พี่ธีร์ พริมพูดเล่น "


พริมาตีท่อนแขนเรียกสติอีกฝ่ายซึ่งนิ่งงันไป เธอผละไปซ้อมบทและบล็อกกิงกับผู้กำกับ หารู้ไม่ว่าคำพูดของตนสะกิดความคิดชายหนุ่มไปไกลกว่าแค่คำพูดเย้าแหย่กัน


ธีธัชนึกถึงผลประโยชน์ที่ผู้จัดการของตนจะได้รับหากเขามีงานอีเวนต์เข้ามา ไหนจะละครที่กำลังถ่ายทำนี้ก็ใกล้ออกอากาศเต็มที และถ้าลูกของเขาน่ารัก แน่นอน เด็กหญิงปลายฟ้าย่อมต้องมีเค้าหน้าตาดีจากพ่อและแม่เช่นเดียวกับลูกดาราคนอื่น นั่นหมายถึงงานถ่ายแบบและงานโฆษณาที่จะเข้ามา


ทว่าปุ้มปุ้ยคงต้องผิดหวัง และเขาจะไม่ยอมเชื่อฟังผู้จัดการทุกเรื่องอีกต่อไป


การถ่ายทำฉากสุดท้ายจบลงด้วยดี แม้ธีธัชจะมีเรื่องวุ่นวายในหัวมากแค่ไหน แต่ทันทีที่ผู้กำกับสั่งเดินกล้องเขาก็ลืมเรื่องส่วนตัวไปชั่วขณะ และกลายเป็นอีกคนในบทบาทที่ตนแสดง


จวบจนผู้กำกับสั่งคัต บรรดาช่างแต่งหน้าช่างผมต่างกรีดน้ำตากับตอนจบอันแสนเศร้าที่พระนางต่างต้องรับผิดชอบหน้าที่ซึ่งสวนทางกัน ช่างผมร่างท้วมคนหนึ่งตรงเข้ามาสวมกอดเขา ขณะที่ช่างแต่งหน้าอีกคนก็กอดกับพริมาซึ่งหันมาหัวเราะขันกับเขาแทน



ปุ้มปุ้ย ผู้จัดการสาวมาดทอมตรงเข้ามาขัดขวางช่วงเวลาแห่งความสุขนั้น เธอดึงแขนธีธัชออกมาพลางสั่งให้รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเพราะทางกองถ่ายกำลังจะเปิดให้นักข่าวที่มารอได้เข้ามาทำข่าวปิดกอง


" ทำไมต้องหลบ ก็พี่จะให้ผมยอมรับกับสื่ออยู่แล้วนี่ "


" อย่ามาทำเป็นเด็กน้อยในวงการหน่อยเลยธีร์ เรื่องใหญ่แบบนี้ต้องจัดงานแถลงเป็นกิจจะลักษณะ แล้วนายน่ะจัดการเรื่องตัวเองเรียบร้อยหรือยัง "


" ยัง " เขาตอบสั้น หากในใจคิดไปไกล


" เห็นไหม แล้วมาทำเป็นพูด "


ธีธัชเดินหนีด้วยการเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในเต็นท์สำเร็จรูป เมื่อกลับออกมาอีกครั้งก็เห็นปุ้มปุ้ยกำลังวุ่นวายกับกระเป๋าข้าวของของตนพอดี ในมือผู้จัดการสาวหล่อคือแท็บเล็ตของเขานั่นเอง


ชายหนุ่มนิ่วหน้าครุ่นคิดถึงคำพูดของพริมา เมื่อก่อนเขาไม่เคยหวาดระแวงที่ผู้จัดการมายุ่มย่ามกับของใช้ส่วนตัว กระทั่งวันนี้...


" ทำอะไรพี่ "


เขาเห็นปุ้มปุ้ยชะงักไป ก่อนจะเร่งมือเก็บของต่าง ๆ ใส่กระเป๋าเหมือนรีบร้อนเต็มที


" ก็เก็บของให้นายน่ะสิ เดี๋ยวได้ลืมอะไรไว้อีก "


" แล้วถ้าผมไม่ได้ลืม แต่มีคนขโมยไปปล่อยข่าวล่ะพี่ "


ปุ้มปุ้ยงันไป เธอหันไปเผชิญหน้าพระเอกหนุ่มในสังกัด ก่อนหางตาจะเหลือบเห็นทัพนักข่าวกำลังก้าวตรงมา


" ไปก่อนไป เดี๋ยวพี่รับหน้านักข่าวเอง "


ผู้จัดการส่งกระเป๋าคืนชายหนุ่มก่อนตนจะเดินสวนไปอีกทาง ธีธัชหันมองก็เห็นปุ้มปุ้ยยกมือทักทายนักข่าวจากหลายสำนักอย่างคุ้นเคยกันดี


พระเอกหนุ่มเบือนหน้ากลับมาพลางถอนหายใจ เพิ่งรู้สึกว่าเขาอยู่วงการนี้มากว่าหกปี แต่ไม่มีใครที่ตนไว้ใจได้เลย แม้แต่ผู้จัดการที่เคยไว้ใจที่สุดก็ตาม



" น้องปลาย คนสวยของป้าหยก ไหน ยิ้มหวานซิลูก ยิ้มหวานหน่อยเร้ว "


มัทรีมองเพื่อนแหย่ลูกน้อยด้วยรอยยิ้ม เจ้าตัวเล็กดูจะดีใจที่ได้พบแขกคุ้นหน้าเช่นกัน แกพยายามส่งเสียงอ้อแอ้ดังกว่าปกติ


" อยู่กับหลานไปก่อนนะแก เดี๋ยวหาน้ำหาท่ามาให้ "


โยษิตาพยักหน้า เธอชินกับการรับแขกในห้องนอนของเพื่อนเสียแล้ว เพราะศูนย์กลางของความรักความใส่ใจอยู่ในห้องนี้นั่นเอง


กว่าปีมาแล้วที่มัทรีมักขลุกอยู่แต่บ้านเพื่อดูแลลูกน้อย จะออกไปไหนมาไหนก็เมื่อส่งดอกไม้ให้ลูกค้าเท่านั้น เงินเดือนจากงานประจำที่เคยทำก็กลายเป็นรายได้จากการขายส่งดอกไม้ต้นไม้หรือรับออกแบบจัดแต่งสวนแทน และเวลานั้นมารดาของเพื่อนก็จะรับหน้าที่ดูแลหลานแทน


เธอไม่รู้ว่ามัทรีรับผิดชอบภาระทั้งหมดนี้โดยไม่ปริปากบ่นได้อย่างไร โยษิตาเคยเห็นเพื่อนร้องไห้แค่สองครั้ง คือตอนที่พระเอกหนุ่มอย่างธีธัชกับผู้จัดการมาดทอมมาทำสัญญาไม่ยุ่งเกี่ยวต่อกัน และตอนที่หมอแจ้งข่าวร้ายเรื่องเด็กหญิงปลายฟ้าให้รับทราบเท่านั้น


" โบ้เลือกดอกไม้อยู่กับแม่ฉันแน่ะ แกไม่ไปดูบ้างล่ะ ฉันให้เป็นของขวัญแต่งงานแถมโปรฯ จัดสวนฟรีนะเว้ย "


มัทรีกลับมาพร้อมแก้วน้ำดื่ม มีวุ้นน้ำหวานในถ้วยพลาสติกรูปหัวใจใส่จานเล็กมาด้วย


" ไม่ล่ะ ให้โบ้เลือกไปเถอะ เขารู้ว่าฉันชอบอะไร " เจ้าสาวหมาด ๆ เอ่ยพลางยักคิ้ว


มัทรีผลักไหล่เพื่อนอย่างหมั่นไส้ ทั้งสองนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง ติดกันคือเตียงเด็กที่ลูกน้อยนอนมองโมบายตุ๊กตาสีสันสดใสซึ่งแขวนไว้ปลายเตียง


" แกก็อุตส่าห์ทำขนมเนอะ เอาเวลามาดูแลตัวเองบ้างเถอะคุณแม่มัท "


" มันไม่ได้ยากนี่นา น้องปลายก็เป็นเด็กดีของแม่ เนอะ " เธอเอ่ยเสียงเล็กเสียงน้อยกับลูกในประโยคหลัง พร้อมกับเขี่ยนิ้วบนแก้มใสของแก


โยษิตามองภาพนั้นอย่างสะท้อนใจ มัทรีดูจะยอมรับความจริงได้มากขึ้น มีความสุขมากขึ้น ตรงข้ามกับใครอีกคนที่บุรินทร์เล่าให้ฟัง

" เออ ฉันได้ยินว่า... โบ้บอกน่ะว่าวันก่อนพี่ธีร์มาหามัทเหรอ "


มัทรีชักมือกลับมา เธอผินมองเพื่อนพลางส่งเสียงตอบรับส่งๆ ไป


" อื้อ "


" โบ้บอกว่าพี่ธีร์โกรธที่เราไม่บอกเรื่องน้องปลาย "


" ก็เราทำตามสัญญาของเขานี่นา แกอย่าใส่ใจเลย ถ้าจะโกรธ เขาคงโกรธฉันมากกว่าที่เลี้ยงลูกไม่ดี "


" ถ้ามีใครว่าแกอย่างนั้นนะมัท ฉันเถียงขาดใจเลย แกมันสุดยอดคุณแม่อ่ะ ฉันนับถือแกจริงๆ "


" บ้า ยัยเว่อร์ " สุดยอดคุณแม่เอ่ยอย่างทั้งขันและขัดเขิน


โยษิตามองรอยยิ้มของเพื่อนพร้อมกับนึกชื่นชม ดูเหมือนเรื่องราวของธีธัชจะไม่ส่งผลใดต่อความรู้สึกเพื่อนอีกแม้แต่น้อย หรือไม่... มัทรีก็มีลิ้นชักในหัวใจซึ่งเก็บซ่อนความรู้สึกที่มีต่ออดีตคนรักไว้ลึกสุดใจกระมัง


หญิงสาวเปลี่ยนเรื่องไปพูดคุยถึงผู้คนที่คบหา เล่าข่าวคราวต่าง ๆ ให้เพื่อนฟัง


" เมื่อวันก่อนที่เรากลับจากฮันนีมูน เราเจอพี่อาร์มที่สนามบินด้วยล่ะ "


โยษิตาหมายถึงชนะพล คนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทออกแบบและตกแต่ง เขาเป็นเจ้านายของเธอและอดีตเจ้านายของมัทรี ทั้งยังเป็นญาติห่าง ๆ ของบุรินทร์อีกด้วย


หลังศึกษาจบจากคณะมัณฑนศิลป์ พวกเธอก็ถูกอดีตรุ่นพี่อย่างชนะพลดึงตัวไปร่วมงาน ทว่าบุรินทร์ซึ่งเพิ่งย้ายมหาวิทยาลัยมาเรียนรุ่นเดียวกับพวกตนนั้นเลือกศึกษาต่อปริญญาโท หน้าที่การงานของมัทรีจึงเป็นส่วนให้ได้รู้จักธีธัช เพื่อนสนิทสมัยมัธยมของบุรินทร์นั่นเอง


" พี่อาร์มไปไหนล่ะ "


" เปล่า ไปส่งน้องฝ้ายไปซัมเมอร์ที่ออสเตรเลียน่ะ "


" โห น้องฝ้ายกี่ขวบเอง เก้าขวบล่ะมั้ง "


มัทรีย้อนนึกถึงบุตรสาวของอดีตเจ้านาย แกเป็นเด็กน่ารัก สดใส และกล้าแสดงออก บ่งบอกว่าผู้เป็นพ่อเลี้ยงมาอย่างเปิดกว้างพอสมควร


" ใช่ กำลังจะขึ้น ป.สี่ พี่อาร์มเลยให้ไปอยู่กับครอบครัวใหม่ของแม่แกช่วงปิดเทอม เออ พี่เขาถามถึงมัทด้วย "


คนฟังนิ่วหน้าขัน ๆ เธอย้อนถามกลับไปอัตโนมัติมากกว่าอยากรู้จริง ๆ


“ ถามว่าอะไร ”


" ถามว่าแกเป็นไงบ้าง น้องปลายเป็นไงบ้าง แม่แกเป็นไงบ้าง "


คราวนี้มัทรีหัวเราะขันออกมาเต็มเสียง ไพล่นึกถึงผู้ชายขาวตี๋ สวมแว่นกรอบเงิน ท่าทางใจดี แล้วเธอก็รู้สึกเหมือนเขามายืนถามคำถามเหล่านั้นต่อหน้าตน


" ทำเป็นขำไป ฉันว่าพี่เขาจะจีบแก "


" ฮะ... " แม่ลูกอ่อนอ้าปากเหวอ


" แน่ะ ๆ คิดไปถึงไหน หมายถึงจีบไปทำงานย่ะ "


มัทรีมองค้อนเพื่อนที่จงใจพูดจากำกวม หากโยษิตายังคงลอยหน้าลอยตาบีบวุ้นใส่ปาก พร้อมกับที่บุรินทร์ก้าวเข้ามาในห้องอีกคน


" คุยอะไรกันอยู่สาว ๆ "


" คุยกันเรื่องพี่อาร์มยังไม่เลิกจีบยัยมัทน่ะสิ " ภรรยาสาวชิงตอบ


ทว่าแทนที่บุรินทร์จะแก้มุกของคนรัก เขากลับพยักหน้ารัวสนับสนุนอีกแรง


" เอาสิมัท คนนี้เรามั่นใจเว้ย แกลองเปิดใจให้พี่อาร์มดู อย่าให้ตัวเองจมปลักกับคนเลว ๆ คนเดียว "


สองสาวหันมองหน้ากันอย่างฉงน น้ำเสียงของชายหนุ่มไม่มีแววล้อเล่นเช่นทุกครั้ง แล้ว ' คนเลว ' ที่เขาเอ่ยถึงก็คงเป็นเพื่อนสนิทอย่างธีธัช คำเรียกขานอย่างนั้นจึงร้ายแรงเมื่อมันออกมาจากปากผู้ที่ไม่เคยว่าร้ายใคร


หรือธีธัชกับบุรินทร์จะทะเลาะกัน นั่นเป็นอย่างสุดท้ายที่จะเกิดขึ้นในโลกอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับมิตรภาพระหว่างเธอและโยษิตา เพราะต่อให้มีเรื่องผิดใจกันเพียงใด พวกตนก็จะกลับมาปรับความเข้าใจกันได้ทุกครั้งไป เพราะคำว่า 'เพื่อน' คำเดียว


" ตกลงที่ทั้งสองคนรีบมาหาฉันหลังกลับจากฮันนีมูน คงไม่ใช่เพราะเอาของฝากมาฝากหรอกใช่ไหม " หญิงสาวถามยิ้มๆ


ยิ่งเห็นโยษิตาถองศอกใส่สามี มัทรีก็ยิ่งมั่นใจ


" เพราะเรื่องที่พี่ธีร์มาหาฉัน " เธอคาดเดาต่อ ก่อนจะรบเร้าอย่างอ่อนใจ "บอกมาเถอะน่า พวกแกก็รู้ว่าฉันไม่รู้สึกอะไรกับเขาแล้ว ฉันยังดูละครเขาเลยแก "


โยษิตาหัวเราะแปร่งปร่า ขบขันคำพูดของเพื่อนที่ยังมีอารมณ์ขันแม้กระทั่งเวลานี้


บุรินทร์สูดหายใจลึก แม้จะไม่กล้าทำร้ายจิตใจหญิงสาวด้วยการบอกว่าธีธัชแสดงความผิดหวัง รับไม่ได้ในตัวลูก แต่เขาคิดว่าควรบอกเธอบางอย่าง มิเช่นนั้นเจ้าหล่อนก็คงทวงถามด้วยความสงสัยอยู่นั่นเอง


" มัทเห็นข่าวไอ้ธีร์หรือเปล่า มีคนปล่อยข่าวว่าธีร์ซุกลูกเมียไว้ "


มัทรีงันไปอย่างคาดไม่ถึง เธอคิดทบทวนถึงเหตุการณ์วันที่เขากลับมา เขาบอกว่ามีเรื่องปรึกษากับเธอ แต่ก็กลับไปทันทีหลังจากได้พบลูก พอเข้าใจเลา ๆ แล้วว่าอีกฝ่ายต้องการสิ่งใด


" ฝากบอกเขาว่ามัทไม่มีวันปริปากบอกใครหรอก เราอยู่กันได้โดยไม่มีเขา สบายใจเสียด้วยซ้ำ "


หญิงสาวไหวไหล่พลางหันมองลูกน้อยบนเตียง แกหลับไปแล้วโดยไม่ร้องโยเย หรือถ้าลูกของเธอร้องไห้ดื้อรั้นบ้าง คนเป็นแม่อาจดีใจกว่านี้ก็เป็นได้


" ปลายฟ้าคือของขวัญที่มีค่าที่สุดในชีวิตฉัน ฉันไม่ต้องการอะไรไปมากกว่านี้แล้วแก "


บุรินทร์สบตากับภรรยา เมื่อก่อนพวกตนเคยไม่เข้าใจคำพูดประโยคนั้นนัก แต่เมื่อเขากำลังวางแผนอนาคตข้างหน้ากับโยษิตา แค่เพียงจินตนาการว่าจะมีชีวิตน้อย ๆ เข้ามาเติมเต็ม ชายหนุ่มก็เริ่มเข้าใจเพื่อนสาวมากขึ้น


เพื่อนสนิททั้งสามลืมหัวข้อสนทนาไปชั่วขณะเมื่อนางอัมพรก้าวเข้ามาในห้อง มารดาของมัทรีเป็นสตรีวัยกลางคนรูปร่างสมส่วน ผิวเกรียมแดดไปสักหน่อยก็เพราะทำงานกลางแจ้งมาเกินครึ่งชีวิต อัมพรมาตามหนุ่มสาวสามคนลงไปข้างล่าง โดยตนรับไม้อยู่ดูแลหลานต่อแทน


.............................

เสียเมีย เสียลูก แล้วยังจะเสียเพื่อนอีกนะนายธีร์

พระเอกดังจะเอายังไงกับชีวิตต่อ ติดตามได้ในตอนหน้านะคะ


ปล. อ่านก่อน! ฟินก่อน! ที่ร้านนายอินทร์ meb และ hytexts เลยค่า


 

Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ info@sistacafe.com

Tags

Comments

Sticker
Comment
23 April 2020 09:38
โฆษณา
Search @