[นิยาย] ในดวงมาน...♥ ( บทที่ 17 )

[นิยาย] ในดวงมาน...♥ ( บทที่ 17 )

[โรแมนติก-ดราม่า]
เรื่องราวความรัก และวิถีชีวิตของหญิงสาวทั้งเจ็ดคน ที่ต่างล้วนเกี่ยวเนื่องผูกพันกันอย่างน่าประหลาด
ท่ามกลางความเป็นไปในสังคมที่หลากหลาย และต่างชนชั้น โดยมีพวกเธอเป็นศูนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น✶

13 October 2021
วรสรณ์
13 October 2021

 

 

 


*~บทที่ 17~*


   สายลมยามค่ำพัดโชยเข้ามาสัมผัสกับผิวกายของจิตติมา ขณะที่เธอกำลังเดินกลับเข้ามาในซอยของอพาร์ทเม้นท์ ถึงแม้เวลานี้จะเป็นยามวิกาลและภายในซอยก็ดูเงียบสงัด แต่หญิงสาวกลับฉีกยิ้มออกมาอย่างเบิกบานใจยามที่นึกถึงเรื่องของเธอและยุทธเมื่อตอนเย็น รสจูบที่นุ่มละมุน และแผงอกที่กว้างใหญ่น่าซบของเขาทำให้เธอรู้สึกเคลิ้มลอยจนแทบไม่อยากผละออกไป

   เจ้าหล่อนให้คำมั่นแก่ชายหนุ่มก่อนจากออกมาว่า พรุ่งนี้เช้าเธอจะมาเยี่ยมเขาใหม่ ซึ่งจากคำมั่นนั้นกลับเร่งเร้าความรู้สึกของเธอ ให้อดทนรอจนถึงวันพรุ่งนี้แทบไม่ไหว


   ห้วงภวังค์แห่งรักที่หญิงสาวพลัดหลงเข้าไปนั้น ทำให้จิตใจของเจ้าหล่อนไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ครั้นพอเริ่มตั้งสติได้ก็ตั้งคำถามกับตนเองว่า เธอได้มาหยุดอยู่ที่หน้าอพาร์ทเม้นท์ตั้งแต่เมื่อไหร่ และเธอลืมอะไรสำคัญไปบ้างหรือเปล่า

   จิตติมาสำรวจตนเองอย่างถี่ถ้วน ทั้งกระเป๋าสะพาย กระเป๋าสตางค์ สิ่งของสำคัญต่างๆ รวมทั้งโทรศัพท์มือถือ และกุญแจห้อง เมื่อพบว่าทุกอย่างยังอยู่ครบ เจ้าหล่อนก็เบาใจพลางก้าวเท้าเข้าไปในประตูรั้วของอาคารที่พัก และก็ต้องตกใจเมื่อเห็นสิ่งที่ตกสำรวจไปอยู่ตรงหน้า


“ พี่อัศ!!! ” จิตติมาร้องเรียกชื่อของชายหนุ่ม เมื่อเห็นเขากำลังนั่งรอเธออยู่บริเวณด้านหน้าประตูทางขึ้นอพาร์ทเม้นท์


อัศนัยมองดูเธอด้วยสายตาที่เป็นห่วง และรู้สึกผิดหวังอยู่เล็กน้อย


“ พี่อัศ...มาอยู่ที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่คะ ? ” หล่อนถามด้วยท่าทีตกใจ พลางรีบควานหาโทรศัพท์มือถือจากในกระเป๋าแล้วหยิบมันขึ้นมา ก่อนที่จะเปิดไฟจากหน้าจอขึ้น ให้ตายเถอะ!!! มีทั้งหมดเกือบเจ็ดสิบสายที่เธอไม่ได้รับ ทั้งจากเขาและนันทวดี ตลอดจนข้อความอีกหลายข้อความที่ถูกส่งมาจากคนทั้งคู่


“ พี่รอเราอยู่ที่หน้าบริษัทเกือบสองชั่วโมงได้ ” อัศนัยพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ


“ เจี๊ยบ....เจี๊ยบขอโทษค่ะ พอดีคุณยุทธแกประสบอุบัติเหตุตั้งแต่เช้า เจี๊ยบก็เลยต้องวิ่งวุ่นเป็นธุระให้ และก็ต้องไปเฝ้าเขาที่โรงพยาบาลจนเลยเวลา เลยลืมเปิดเสียงโทรศัพท์... ” หญิงสาวค่อยๆ อธิบาย


“ อะไรนะ!! เฝ้าคุณยุทธที่โรงพยาบาล...เจ้านายของเราน่ะเหรอ ? ” ชายหนุ่มถามอย่างสงสัย คิ้วของเขาขมวดเป็นปม เพราะไม่คาดคิดว่า จิตติมาจะยอมสละเวลาไปดูแลเจ้านายของเธอจนลืมกลับบ้านกับเขา


“ พี่ว่าเราทำเกินหน้าที่ไปหรือเปล่า เขาไม่มีญาติมาคอยดูแลเลยเหรอไง ? ” อัศนัยถามซ้ำ


“ ก็...เจี๊ยบเป็นผู้ช่วยของเขานี่คะ มันก็เป็นหน้าที่ของเจี๊ยบอยู่แล้ว!! ” เธอทำเป็นไขสือ


“ ใช่!! แต่มันก็ไม่ถึงกับที่ต้องไปเฝ้าเขาจนลืมเวลาอย่างนี้!! ” ข้าราชการหนุ่มทัดทาน

 

   จิตติมาชักสีหน้าไม่พอใจ เธอไม่อยากจะอยู่คุยกับเขาต่อ จึงพยายามเดินเลี่ยงเพื่อขึ้นห้อง


“ เราชอบคุณยุทธเหรอ ? ” อัศนัยโพล่งถาม


   เจ้าหล่อนยืนนิ่ง ตัวแข็งราวกับโดนมนต์สะกด ผู้ช่วยสาวไม่คาดคิดว่าชายหนุ่มจะถามคำถามนี้กับเธอ แต่ในเมื่อทุกอย่างมันดำเนินมาถึงวินาทีนี้ หญิงสาวก็เตรียมคำตอบไว้ให้เขาแล้วเช่นกัน


“ เจี๊ยบ...กับคุณยุทธ เราเพิ่งคบกันค่ะ!! ” จิตติมาหันกลับมาตอบ พร้อมกับถอนหายใจออกมาเล็กน้อย


อัศนัยแทบไม่เชื่อหูตนเอง เพราะคำตอบที่ได้ยินนั้นมันเกินความคาดหมายของเขาไปมาก


“ อ...อะไรนะ ?!!! ” เขาถามซ้ำ


“ เจี๊ยบกับคุณยุทธ...เราเพิ่งคบกันค่ะ วันนี้เขาสารภาพรักกับเจี๊ยบ และเจี๊ยบก็ตอบตกลง!! ” ผู้ช่วยสาวย้ำคำพูดเดิม


   ข้าราชการหนุ่มถึงกับพูดไม่ออก เขาแทบจะล้มทั้งยืน พลางตั้งคำถามกับตนเองซ้ำไปซ้ำมา นี่เขาทำผิดอะไร ???...หรือเพราะเขาเข้ามาช้าไปเพียงก้าวเดียว


   อัศนัยข่มสีหน้า เพื่อไม่ให้รู้สึกดูแย่ไปมากกว่านี้ เขาก้มและเงยหน้าเพื่อกลั้นน้ำตาลูกผู้ชาย


“ ร...เรารู้ไหม...วันนี้ตอนเย็น พี่กะจะบอกกับเราว่า พี่คงมารับมาส่งเราได้เป็นวันสุดท้ายแล้ว เพราะวันพรุ่งนี้...พี่จะต้องเดินทางไปเชียงใหม่ ” ชายหนุ่มพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ไม่ราบเรียบ เพราะพยายามข่มเสียงสะอื้นไว้


จิตติมานิ่งไป เธอมองหน้าเขาและเห็นลึกเข้าไปถึงในแววตาที่เศร้าหมอง เจ้าหล่อนถึงกับรู้สึกใจหายอย่างบอกไม่ถูก


“ สร้อยเมื่อเช้าที่พี่ให้ พี่อยากให้เราเก็บไว้ เพราะมันคงเป็นสิ่งสุดท้ายที่พี่จะให้ได้ก่อนที่จะออกเดินทาง และพี่ก็ไม่รู้ว่าพี่จะได้ลงมากรุงเทพฯ อีกเมื่อไหร่... ” เขาค่อยๆ เรียบเรียงคำพูดออกมาทีละคำๆ เพื่อกลั้นความเจ็บปวดที่อยู่ลึกข้างใน


“ ...แต่พี่คิดว่าพี่คงจะหมดห่วงเรื่องของเราแล้ว ในเมื่อตอนนี้...เรามีคนคอยดูแล...พี่ก็จะได้สบายใจ... ” ชายหนุ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แผ่วลงพลางยิ้มออกมาเล็กน้อย แต่ก็ไม่สามารถกลบเกลื่อนสีหน้าที่ดูเศร้าหมองลงไปได้


   บัดนี้จิตติมาทราบแล้วว่า ไม่ใช่เพียงแค่ยุทธเท่านั้นที่ชอบเธอ แต่กับข้าราชการหนุ่มอย่างอัศนัยเองก็เช่นกัน หญิงสาวรู้สึกใจหายเมื่อได้ยินว่าเขากำลังจะจากเธอไป ไม่ใช่เพียงแค่จากไปจากใจเท่านั้น แต่เหมือนกำลังจะจากเธอไปตลอดกาล


   อัศนัยเดินหันหลังกลับออกมาเพื่อขึ้นรถสีทองคันใหญ่ที่จอดอยู่ด้านหน้า และในไม่ช้าสายฝนที่ไม่ได้มีทีท่าว่าจะตั้งเค้าก็กระหน่ำลงมา ท่ามกลางผู้ช่วยสาวที่ยืนมองเขาขับรถออกไป

   จิตติมารู้สึกใจหาย เธอกระอักกระอ่วนใจและรู้สึกผิดอยู่ตรงนั้น โดยลืมนึกไปเสียด้วยซ้ำว่าขณะนี้สายฝนกำลังโปรยปรายลงมา เช่นเดียวกับที่เจ้าหล่อนก็ลืมนึกไปว่า ครั้งหนึ่งเคยเผลอไผลหัวใจให้แก่ชายผู้นี้เมื่อนานมาแล้ว...


+++++++++++++++++++++++++++++


   เช้าวันใหม่อัศนัยร่ำลานันทวดีที่มาส่งเขาก่อนออกเดินทางจากบ้านพักข้าราชการ ชายหนุ่มกอดน้องสาว และหอมแก้มหลานชายตัวน้อยที่มาส่งด้วยเช่นกัน เขาเหลือบมองดูทางด้านหลังของหญิงสาวพลางส่งสายตาที่แสดงออกถึงความอาลัย


“ เจี๊ยบไม่ได้มาหรอกค่ะพี่... ” นันทวดีพูดขึ้น


สิ้นเสียงของคุณแม่มือใหม่ ข้าราชการหนุ่มถอนหายใจออกมาเล็กน้อยพลางเข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น เขาอมยิ้มให้นันทวดีก่อนที่จะขึ้นรถและขับเคลื่อนมันเพื่อออกเดินทาง


   ณ ช่วงเวลานั้น จิตติมามองออกไปยังนอกหน้าต่างของห้องอพาร์ทเม้นท์ แสงแดดยามเช้าส่องกระทบเข้าที่เส้นผมและใบหน้าของเธอ ประกายสีทองจากเส้นผมสะท้อนแข่งกับแสงอาทิตย์ และใบหน้าที่ขาวนวลก็เปล่งปลังยิ่งกว่าเดิม ในมือของหญิงสาวกำโทรศัพท์มือถือไว้แน่น ราวกับว่ากำลังเตรียมต่อสายถึงใครสักคน

   เช่นเดียวกับอัศนัยน์ ชายหนุ่มจอดรถรอสัญญาณไฟจราจรอยู่บนท้องถนน เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาพลางมองดูที่หน้าจอ ก่อนจะตัดสินใจต่อสายถึงจิตติมา

แต่ทว่าเขากลับต้องรีบกดวางสาย เมื่อสัญญาณไฟที่สี่แยกเปลี่ยนสีไฟจากสีแดงเป็นสีเขียว...


   จิตติมาเดินทางมายังโรงพยาบาลด้วยรถโดยสาร พร้อมกับสีหน้ากึ่งเศร้ากึ่งสดใสในขณะที่กำลังคุยโทรศัพท์อยู่กับนันทวดี


“ เธอคงไม่โกรธฉันใช่ไหมเรื่องพี่ชายของเธอ ? ” จิตติมาถามเพื่อนสนิท


“ ช่างมันเถอะเจี๊ยบเรื่องมันผ่านมาแล้ว ฉันเองก็ไม่เคยคิดจะบังคับเธอในเรื่องนี้ด้วยซ้ำ ” นันทวดีว่า


“ ขอบคุณนะที่เข้าใจ...แล้วสีหน้าของพี่อัศเมื่อเช้าดูเป็นอย่างไรบ้าง ? ” เธอถามถึงอัศนัย


“ ก็เศร้าๆ แหละ!! แต่ฉันก็ปลอบใจเขาไปแล้วนะ...เอาเถอะ!! พอเขาได้ทำงาน เขาก็คงจะค่อยๆ ลืมเรื่องนี้ไปเอง ” คุณแม่ยังสาวตอบ


   เมื่อได้ฟังดังนั้นจิตติมาจึงคลายความกังวลลงมาบ้าง หญิงสาวเริ่มรู้สึกผิดน้อยลง และทำใจยอมรับในการจากไปของอัศนัยได้มากขึ้น เธอกล่าวลาเพื่อนสนิทเมื่อเห็นว่า รถโดยสารที่นั่งมาขับถึงยังโรงพยาบาลที่ยุทธพักฟื้นอยู่ หล่อนวางสายแล้วก้าวลงจากรถ จากนั้นจึงเดินขึ้นอาคารไป


   จิตติมารู้สึกใจเต้นแรงกว่าปกติเพราะดีใจที่จะได้เห็นหน้ายุทธผู้เป็นนาย หรืออีกนัยน์หนึ่งคือคนรักใหม่แกะกล่อง หญิงสาวขึ้นลิฟท์และเดินมาหยุดที่หน้าห้องพักของเขา เธอจัดชายเสื้อและกระโปรงให้เข้าที่ จากนั้นจึงส่องกระจกเพื่อสำรวจใบหน้าของตนเอง เมื่อผู้ช่วยสาวพบว่าทุกอย่างในเรือนกายของเธอเรียบร้อยดีแล้ว เจ้าหล่อนจึงผลักประตูเข้าไปพลางทักทายเขาด้วยน้ำเสียงที่สดใส


“ สวัสดีค่ะคุณย... ” ทว่าคำทักทายของเธอกลับต้องหยุดลงอย่างทันทีทันใด เมื่อพบว่าคนรักไม่ได้อยู่ในห้องนี้เพียงลำพัง


“ส...สวัสดีค่ะคุณอมร ” หญิงสาวไหว้อมรวิสุทธิ์อย่างนอบน้อมและทันที เมื่อเธอได้พบเขาเข้า จากนั้นเธอก็หันไปก้มหัวทักทายสาริสาที่กำลังนั่งอ่านนิตยสารแฟชั่นอยู่บนโซฟาข้างเตียงคนไข้ด้วยเช่นกัน


อมรวิสุทธิ์มองดูหญิงสาวด้วยสายตาที่ค่อนข้างตำหนิ


สาริสาเองก็ปรายตามองเธอ แล้วหันกลับไปอ่านนิตยสารต่ออย่างไม่ใส่ใจ


ยุทธหน้าเสียเล็กน้อยที่เห็นเธอเดินเข้ามาแล้วทำให้ลุงของเขาไม่พอใจ ชายหนุ่มจึงรีบแนะนำหญิงสาวให้เขารู้จักเพื่อเบี่ยงเบน


“ ค...คุณลุงครับ นี่คุณเจี๊ยบ ผู้ช่วยของผม ” ครีเอทีฟหนุ่มกล่าวขึ้น


อมรวิสุทธิ์ไม่พูดอะไร ได้แต่พยักหน้ารับเป็นเชิงเข้าใจ จากนั้นเขาจึงนำกระเช้าที่เพิ่งมอบให้หลานชายยื่นให้แก่จิตติมา


“ ไปปลอกแอ๊ปเปิ้ลให้หลานฉันทานหน่อยสิแม่ผู้ช่วย ” เขาสั่งเธอด้วยน้ำเสียงที่เข้ม

หญิงสาวรับกระเช้านั้นมาด้วยสีหน้าที่งุนงง เธอเหลือบมองดูยุทธเป็นเชิงสงสัย


ชายหนุ่มมองหน้าเธอ พลางทำทีเป็นยื่นหน้าไปทางครัวเพื่อให้เจ้าหล่อนทำตามที่ลุงของเขาบอก


“ อ้าว!! ชักช้าอยู่ได้...ไปเร็วๆ สิ!!! ” อมรวิสุทธิ์ขึ้นเสียง


จิตติมาก้มหน้ารับคำ แล้วรีบเดินไปยังห้องครัวที่อยู่ด้านหลังแต่โดยดี


“ เราไปได้แม่ผู้ช่วยคนนี้มาจากไหน สั่งให้ทำอะไรก็ชักช้า!!! ” เศรษฐีใหญ่ค่อนขอดหลานชายตน


ชายหนุ่มรู้สึกเสียหน้าเล็กน้อยที่โดนดุ แต่เขาก็ทำได้แค่มองตามคนรักไปด้วยสายตาที่เป็นห่วง


   ทางด้านจิตติมาเองก็ไม่รู้สึกติดใจอะไร แต่แค่ไม่พอใจที่อมรวิสุทธิ์ตำหนิเธอในเรื่องไม่เป็นเรื่อง หญิงสาวหยิบผลไม้ออกมาจากกระเช้า แล้วค่อยๆ ล้างมันทีละลูก

 

“ เป็นยังไงบ้างเมื่อคืนนอนหลับสบายไหม ? ” อมรวิสุทธิ์ถามหลานชาย


“ ก็...สบายดีครับ นานๆ ได้พักผ่อนยาวๆ แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ” ยุทธกล่าว


“ เหรอ ?? ดีแล้ว!! ซีรีเองก็จะได้หายห่วง เมื่อคืนน้องบ่นกับลุงใหญ่เลยว่า เป็นห่วงเรามาก ” หนุ่มใหญ่พูดขึ้น ทำให้ทั้งสาริสาและจิตติมาต่างเหลือบหันมามองทันทีที่รู้สึกสะดุดกับคำพูดของเขา


   นักร้องสาวแน่ใจว่าเมื่อคืนตนไม่ได้รู้สึกอย่างนี้ เพราะเจ้าหล่อนเพิ่งทราบข่าวเรื่องที่ญาติของเธอเข้าโรงพยาบาลก็เมื่อตอนเช้า และสาวน้อยก็ถูกผู้เป็นพ่อจับใส่รถให้มาเยี่ยมเขาเมื่อครึ่งชั่วโมงก่อนนี้เอง


“ อย่างไรเสีย...เราเองก็รีบหายไวๆ ล่ะ เพราะจะได้ออกมาเพื่อประกาศข่าวดี ” เศรษฐีใหญ่พูดขึ้น ดวงตาของเขาเป็นประกายแฝงไปด้วยความพึงพอใจ


“ ข่าวดี...ข่าวดีอะไรครับ ? ” ยุทธถาม


หนุ่มใหญ่ยิ้มให้หลานชายเล็กน้อยก่อนที่จะกล่าวขึ้น “ ซีรีจะมีงานเปิดตัวอัลบั้มใหม่ในวันจันทร์นี้...ลุงอยากให้เราไปร่วมงานนั้นด้วย ”


“ ไปแน่นอนอยู่แล้วครับ ผมชอบฟังเพลงที่ซีรีร้อง ” ครีเอทีฟหนุ่มรับปาก พลางกล่าวชื่นชมญาติของเขา


“ และวันนั้น...ลุงก็จะประกาศยกทรัพย์สิน และกิจการทั้งหมดให้เราทั้งสองคนช่วยกันดูแล ” อมรวิสุทธิ์พูดขึ้น ทำให้ทั้งยุทธและสาริสารู้สึกแปลกใจ


“ ท...ทำไมล่ะครับคุณลุง ?? คุณลุงจะไปไหน ?? ” ชายหนุ่มถามอย่างสงสัย


“ ลุงมาคิดดูแล้ว ครอบครัวของเราก็เหลือกันอยู่แค่นี้ และลุงเองก็ไม่เห็นใครที่ไหนที่จะพอไว้วางใจได้นอกจากพวกเธอทั้งสองคน... “ เขาพูดขึ้น


“ ...ลุงเองก็แก่ตัวลงทุกวัน จะตายวันไหนก็ยังไม่รู้ ” อมรวิสุทธิ์พูดค้างไว้ตรงนี้


“ โธ่!! คุณลุงครับ คุณลุงออกจะแข็งแรง ยังอยู่กับผมได้อีกนาน ” ยุทธพูดเพื่อให้หนุ่มใหญ่อย่างอมรวิสุทธิ์รู้สึกดีขึ้น


“ แน่นอน!! ลุงจะยกทรัพย์สมบัติให้พวกเธอทั้งคู่ช่วยกันดูแล... “ เขากล่าว พลางมองหน้าหลานชายและบุตรสาว


“ ...หลังจากที่พวกเธอทั้งคู่ได้ แต่งงาน กัน!! ” เมื่อสิ้นคำประกาศนั้น ทั้งยุทธและสาริสาต่างมองหน้ากันด้วยความตกใจ ทั้งคู่ถึงกับตะลึงในสิ่งที่เขาพูด


“ โครม!!...เพล้ง!! ” เสียงชามหล่นแตกจากทางฝั่งห้องครัวดังขึ้น


“ ขอโทษนะคะ...ฉันทำจานหล่น ” จิตติมาร้องบอก จากนั้นจึงค่อยๆ ก้มลงเก็บเศษกระเบื้องที่หล่นแตกทิ้งถังขยะอย่างระมัดระวัง กอปรกับความเศร้าใจจากเรื่องที่ได้ยินเมื่อครู่กำลังประเดประดังเข้ามา ทำให้หัวของเธอหมุนคว้างราวกับว่าโลกทั้งใบได้หยุดหมุน

 

“ แม่นี่ท่าทางจะไม่ได้เรื่อง ” อมรวิสุทธิ์พูดพลางส่ายหน้า เพราะไม่พอใจที่จิตติมาทำงานไม่ได้ประสิทธิภาพตามมาตรฐานของเขา


“ นี่แม่ผู้ช่วย!!! ผลไม้ที่ฉันสั่งน่ะ...ได้หรือยัง ?? ” หนุ่มใหญ่ร้องถาม


“ ค่ะ...ค่ะ ได้แล้วค่ะ!! ” เธอตอบกลับ พลางรีบจัดแจงวางผลไม้ใส่จาน แล้วนำออกมาเสิร์ฟ


“ เอามานี่!!...แล้วอย่ายืนเกะกะ ” อมรวิสุทธิ์ยื่นมือไปรับจานผลไม้ที่จิตติมาถืออยู่ จากนั้นจึงร้องเรียกสาริสา


“ ซีรี...มาป้อนให้พี่เขาสิลูก ” เขาขอร้องบุตรสาวอย่างนุ่มนวล ซึ่งต่างจากเมื่อครู่นี้


ลูกพี่ลูกน้องทั้งสองคนต่างมองหน้ากัน จากนั้นยุทธจึงแอบเหลือบมองดูจิตติมาด้วยสายตาที่เป็นห่วง ทว่าผู้ช่วยสาวกลับก้มหน้า ราวกับว่าไม่อยากเห็นภาพนั้น


   สาริสามองดูบิดาของเธออย่างไม่พอใจ แต่เขาเองกลับยื่นจานใส่ผลไม้ให้ สาวน้อยจึงต้องจำใจรับเอาไว้ และหยิบผลไม้ขึ้นป้อนให้แก่ยุทธตามที่อมรวิสุทธิ์สั่ง


“ ฉ...ฉัน ขอตัวกลับก่อนนะคะ ” จิตติมาพูดขึ้น พลางเหลือบมองมาที่ทั้งสามคน


“ จะไปไหนก็ไป!! ” อมรวิสุทธิ์กล่าวอย่างไม่สนใจใยดี


   เมื่อสิ้นเสียงของผู้เป็นลุง ยุทธมองดูเธอด้วยแววตาที่อาวรณ์ เขารู้สึกสงสารหญิงสาวขึ้นมาอย่างจับใจแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ทางด้านสาริสาเองก็มองดูเธอด้วยความสงสัย สาวน้อยรู้ได้ทันทีว่า จิตติมาต้องเป็นอะไรที่มากกว่าการเป็นผู้ช่วยของยุทธอย่างแน่นอน


   ผู้ช่วยสาวสะพายกระเป๋าเดินออกไปจากห้องหลังจากที่กราบลาทุกคน แต่เมื่อเธอเดินพ้นประตูหน้าห้องไปเพียงไม่กี่ก้าว เจ้าหล่อนถึงกลับทรุดตัวลงนั่งร้องไห้ และพยายามที่จะข่มอารมณ์ไว้ไม่ให้ฟูมฟายมากไปกว่านี้ หญิงสาวนั่งหลังพิงกำแพงแล้วสะอึกสะอื้นอย่างน่าเวทนา ท่ามกลางความเงียบสงัดที่ชวนหดหู่ของโถงทางเดินในอาคารโรงพยาบาลแห่งนั้น


+++++++++++++++++++++++++++++


   ตะวันเคลื่อนคล้อยมายังทิศตะวันตก ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเวลาได้ล่วงเลยมาถึงยามบ่ายแล้ว ถัดขึ้นมาเพียงไม่กี่ชั้นในโรงพยาบาลเดียวกัน ณ แผนกศัลยกรรม พยาบาลสาวสุดเปรี้ยวอย่างทิพย์อำพันเดินถือแฟ้มเข้าไปยังห้องพักของศัลยแพทย์หนุ่มเหมือนอย่างเคย เพื่อให้เขาได้วิเคราะห์ถึงวิธีการรักษา และพิจารณาถึงช่วงเวลาการฟื้นตัวของคนไข้

   พยาบาลสาวรู้ดีถึงหน้าที่ของเลขานุการส่วนตัวของแพทย์หนุ่มว่า มันค่อนข้างจะเหน็ดเหนื่อยเป็นสองเท่ากว่าหน้าที่พยาบาลทั่วไป ( แม้ว่าเธอจะแต่งตั้งตำแหน่งนี้ขึ้นมาเองก็ตาม ) แต่ก็ไม่มีใครอยากจะแย่งหน้าที่นี้ของเธอให้เปลืองกำลัง เพราะต่างก็รู้กันดีในหมู่แพทย์ และพยาบาลด้วยกันว่า เธอเป็นคนที่ขึ้นชื่ออยู่ในบัญชีดำของการไม่น่าคบหาเสียเท่าไหร่ ก็คงจะมีแต่ศัลยแพทย์หนุ่มผู้นี้เท่านั้นที่ทำทีเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ยอมคุยกับเธอเพียงเพราะความสงสาร

 

“ แฟ้มค่ะพี่หมอ!! ” ทิพย์อำพันส่งเสียงทักทายหมอหนุ่มทันทีที่เปิดประตูเข้ามา


“ ขอบใจจ้ะทับทิม...แหม พักนี้คุณดูสวยขึ้นนะ ” คุณหมอหนุ่มกล่าวชมเธออย่างอารมณ์ดี

ซึ่งพอเจ้าหล่อนได้ยินก็ถึงกับตัวลอย พลางคิดไปว่าบางทีศัลยแพทย์คนนี้อาจเริ่มให้ความสนใจกับเธอบ้างแล้วก็ได้


“ ตัดผมใหม่เหรอ ?? หรือเปลี่ยนสีผมมา ?? ” นายแพทย์หนุ่มถามเพิ่มเติม แต่หญิงสาวกลับเปลี่ยนสีหน้าอย่างทันทีทันใด เพราะเธอแทบจะไม่ได้ยุ่งอะไรกับเส้นผมของตนเองเลยเป็นเวลากว่าสองเดือนแล้ว นอกจากสระผมก่อนนอนทุกวัน


“ มั้งคะ!! ” พยาบาลสาวตอบห้วนๆ แล้วกรอกตาขึ้นเล็กน้อย


คุณหมอมงคลมาศยิ้มให้ในท่าทีของเจ้าหล่อน พลางพลิกหน้าเอกสารที่อยู่ในแฟ้มนั้นไปมาอย่างเบิกบานหลังจากที่ได้รับ


“ สองวันมานี้พี่หมอดูอารมณ์ดีนะคะ มีข่าวดีอะไรหรือเปล่า ? ” ทิพย์อำพันถามขึ้นอย่างสงสัย

 

“ ข่าวดีเหรอ ?? มีสิ!! ” หมอหนุ่มพูด พลางยิ้มอย่างพออกพอใจ


“ อะไรเหรอคะ ?? ” หญิงสาวรีบฉีกยิ้มโดยทันที เผื่อข่าวดีที่ว่านี้อาจจะเกี่ยวกับข้องกับเธอโดยตรงก็เป็นได้


หมอหนุ่มมองหน้าพยาบาลสาว เขายิ้มออกมาอย่างดีใจ เมื่อจะได้พูดถึงข่าวดีนั้น


“ พี่กับพิมพ์กำลังจะกลับมาคบกัน ” เขาตอบ


“ อ...อะไรนะคะ ?!!! ” หล่อนทำเสียงสูง เพราะแทบจะไม่เชื่อหูตนเองในสิ่งที่ได้ยิน


“ ได้ยินไม่ผิดหรอก...พี่กับพิมพ์กำลังจะกลับมาคบกัน เราสองคนปรับความเข้าใจกันแล้ว ” ชายหนุ่มว่า


   ทิพย์อำพันอ้าปากค้าง พูดไม่ออก เหมือนมันมีอะไรบางอย่างจุกอยู่ที่ปาก เธออยากจะกรีดร้องออกมา แต่รู้ว่าไม่สมควร ครั้นพอตั้งสติได้เจ้าหล่อนจึงเปลี่ยนสีหน้าเป็นแสยะยิ้ม แล้วกล่าวอย่างยินดี


“ ดีใจด้วยค่ะ... ” เธอค่อยๆ พูดอย่างข่มความรู้สึก ก่อนที่จะหันหลังกลับไปยังประตูเพื่อออกจากห้อง

 

   หญิงสาวหัวเสียและรู้สึกไม่สบอารมณ์เมื่อได้ยินอย่างนั้น เจ้าหล่อนแทบไม่มีจิตใจจะทำอะไรต่อไปแล้ว แต่ไม่ทันที่เธอจะก้าวพ้นออกนอกห้อง ประตูก็ถูกเปิดออกมาโดยรสรินทร์ สาวใหญ่มองหน้าทิพย์อำพันแล้วแสยะปากใส่พยาบาลสาวอย่างหยามเหยียด จากนั้นนักร้องรุ่นลายครามจึงเดินกระแทกไหล่ใส่เธอด้วยความตั้งใจ


“ คุณโรส!! ” ทิพย์อำพันหันกลับมาเรียกนักร้องสาวอย่างเหลืออด


รสรินทร์หยุดเดิน พลางเหลือบมองมาที่เธอด้วยหางตา


“ ตกกระป๋องแล้วยังไม่เจียมอีกเหรอคะ ?!! ” พยาบาลสาวว่า พลางถลึงตาใส่อย่างโมโห


“ อีทับทิม...แกว่าฉันเหรอ ?!! ” ไม่ทันที่รสรินทร์จะถามซ้ำ ร่างของนักร้องสาวก็พุ่งใส่พยาบาลสุดมั่นโดยทันที


เสียงฝ่ามือของทั้งคู่ปะทะใส่กัน ดูเหมือนจะไม่มีใครยอมใคร และดูจะไม่มีใครยอมเลิกรา


คุณหมอมงคลมาสรีบเข้ามาห้ามคนทั้งคู่ จนเขาเองก็โดนลูกหลงจากทั้งสองคนเช่นกัน


   สองสาวคนละรุ่นต่างตบตี และด่าทอกันจนเสียงดังลั่นห้อง เป็นที่สร้างความสนใจให้แก่เหล่าแพทย์และพยาบาลด้านนอกเป็นอย่างมาก หมอหนุ่มเหลืออดในสิ่งที่เกิดขึ้น เขาจุดไฟแช็คและเผากระดาษขึ้นในห้อง เพื่อให้ควันลอยขึ้นไปยังตัวจับควันที่อยู่บนเพดาน จากนั้นเมื่อสัญญาณร้องเตือน สปริงเกอร์ที่อยู่ใกล้กันก็ปล่อยน้ำออกมาเป็นสาย โปรยปรายกระจายทั่วทั้งห้อง และนั่นจึงทำให้รสรินทร์กับทิพย์อำพันหยุดการฟาดฟันในทันที

   พยาบาลสาวเดินออกมาจากห้องพักของหมอหนุ่มด้วยสภาพที่เปียกปอน เหล่าแพทย์และพยาบาลคนอื่นๆ ที่มุงดูอยู่หน้าห้องต่างหลีกทางให้ รสรินทร์เดินตามเธอออกมาเหมือนกับว่าอยากมีเรื่องกับเจ้าหล่อนต่อ โดยมีนายแพทย์มงคลมาสเดินตามคนทั้งคู่ออกมาอีกที


“ อีทับทิม...เรื่องของแกกับฉันในวันนี้มันยังไม่จบนะ!!! ” รสรินทร์ตวาด เธอพาร่างที่เปียกโชกไม่ต่างจากทิพย์อำพันออกมาข้างนอก


“ จะให้มันจบภายในวันนี้ก็ได้นะคะคุณโรส คนอย่างฉันพร้อมเสมอ!!! ” พยาบาลสาวร่างเล็กหันกลับมาโต้


“ แก!!!... ” นักร้องสาวทำท่าจะพุ่งใส่ แต่โชคดีที่คุณหมอหนุ่มคว้าตัวเธอไว้ได้ทัน ซึ่งทางทิพย์อำพันเองก็เช่นกัน เหล่าพยาบาลต่างก็ช่วยกันรั้งตัวเธอไว้


“ เมฆ!! ปล่อย!!...แกปล่อยฉัน!! ” สาวใหญ่ตวาดน้อยชาย พลางสะบัดแขนที่เขาจับเธอไว้ให้หลุด


“ แกดูสิ่งที่มันทำกับฉัน...แกดูที่อีสารเลวนี่มันทำกับฉัน...ทุกคนเห็นมั้ย ?!! ” รสรินทร์พูดขึ้น พลางชี้ชวนให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นดูตัวเธอเองว่ามีสภาพเป็นเช่นไร


“ พี่ครับ...พอเถอะ!! ” นายแพทย์หนุ่มขอร้อง


“ ไม่!!! เมฆ…ฉันไม่พอ!! แกต้องจัดการไล่อีนางลิ้นสองแฉกนี้ออกไป ไล่มันออกไป!!! ” นักร้องลายครามตะเบ็งเสียง


“ โธ่!! พี่ครับ ผมบอกกี่ครั้งแล้วว่าผมไม่มีอำนาจที่จะเลิกจ้างใครได้ ” หมอหนุ่มกล่าว


“ แล้วใคร...ใครในนี้มีสิทธิ์ไล่อีนี่ออกไปได้บ้าง ช่วยบอกฉันหน่อย ?? ” เธอร้องถาม


นายแพทย์มงคลมาสถึงกับเอามือกุมหน้าด้วยความเครียดและอับอาย ชายหนุ่มไม่นึกเลยว่าพี่สาวของเขาจะควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ถึงเพียงนี้


“ พี่โรส...พอเถอะครับ ผมขอร้อง!! ” หมอหนุ่มอ้อนวอน พลางเกลี้ยกล่อมเธอให้ใจเย็นลง ก่อนที่จะหันมาพูดกับคนอื่นๆ ที่มุงดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


“ ใครมีหน้าที่อะไรก็แยกย้ายกันไปทำได้แล้วครับ...ไปสิ!! ”


เมื่อสิ้นเสียงคำสั่ง เหล่าคณะแพทย์และพยาบาลที่ยืนมุงอยู่ต่างแยกย้ายกันออกไป


“ คุณก็ด้วยทับทิม...วันนี้คุณกลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ ” ชายหนุ่มบอกพยาบาลผู้ช่วย


เธอพยักหน้าตกลงแล้วทำท่าจะเดินออกไป แต่รสรินทร์กลับคว้าตัวเจ้าหล่อนไว้ แล้วเอามืออีกข้างบีบคอพยาบาลสาวจนตัวติดกับผนัง


“ พี่ครับ...อย่า!! ” หมอหนุ่มเข้าห้าม


“ ในเมื่อไม่มีใครไล่แกออกได้...ฉันก็จะบังคับให้แกลาออกไปเอง...อีชั่ว!! ” รสรินทร์กัดฟันพูดด้วยน้ำเสียงอำมหิต สายตาของเธอจ้องมองดูทิพย์อำพันอย่างเคียดแค้น


“ ลา...ออก...ไปซะ!!! ” เธอย้ำ


นายแพทย์หนุ่มรีบแกะมือของพี่สาวตนออกจากคอของทิพย์อำพันแต่ก็ไม่สำเร็จ ซึ่งทางด้านพยาบาลสาวเองก็จ้องรสรินทร์กลับอย่างเอาเรื่องเช่นกัน มือของหญิงสาวนั้นก็พยายามเอื้อมที่จะบีบคอของนักร้องสาวไว้ แต่ก็ไม่เป็นผล


“ ไม่...มี...ทาง ” ทิพย์อำพันกัดฟันพูด


   แต่ไม่ทันที่พยาบาลสาวจะพลาดท่าเพลี่ยงพล้ำให้แก่นักร้องรุ่นใหญ่ อยู่ๆ รสรินทร์ก็ปล่อยมือออกจากคอของเธออย่างง่ายดาย ราวกับว่าผีที่เข้าสิงอยู่หลุดออกจากร่างเสียอย่างนั้น


“ นั่น...เพลงของฉันนี่ ” นักร้องสาวพูดขึ้น พลางกรอกตาไปมาเพื่อหาที่มาของเสียง


ทั้งทิพย์อำพันและคุณหมอหนุ่มต่างก็เงี่ยหูฟัง และรู้โดยทันทีว่าเพลงที่กำลังเล่นอยู่นี้เป็นเพลง ในดวงมาน ที่ขับร้องโดยรสรินทร์


   นักร้องสาวเดินไปทางที่มาของเสียงนั่น แล้วก็พบว่าต้นเสียงนั้นมาจากวิทยุของพยาบาลผู้หนึ่งที่เปิดทิ้งไว้ในห้องประชาสัมพันธ์ สาวใหญ่เดินไปที่วิทยุเครื่องนั้น ซึ่งพยาบาลสาวเจ้าของเครื่องเห็นเข้าก็กลัวจะเกิดเรื่องไม่ดี จึงรีบเดินมาเพื่อที่จะปิดเหมือนอย่างเคย แต่รสรินทร์กลับห้ามไว้ เพราะหล่อนต้องการที่จะฟังบทเพลงที่เธอเองเป็นผู้ขับร้อง


“ เพลงของฉัน... ” สาวใหญ่กล่าวออกมาอย่างแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงที่ตื้นตัน น้ำตาของเธอเอ่อคลอด้วยความปิติ


“ คลื่นวิทยุเปิดเพลงของฉัน... ” หล่อนกล่าวซ้ำอีกครั้งด้วยความดีใจที่ทางช่องสถานียังไม่มีใครลืมเธอ รสรินทร์เปล่งเสียงร้องคลอตามเพลงออกมาอย่างสบายอารมณ์ โดยมีเหล่าพยาบาลและแพทย์ต่างมองดูเธอราวกับพวกเขาเป็นผู้ชม แต่แล้วอยู่ๆ เสียงเพลงจากคลื่นวิทยุก็ค่อยๆ แผ่วเบาลงจนหายวับไป เหมือนว่ามีใครกำลังหมุนปุ่มหรี่เสียงนั่น


“ สวัสดีครับตอนนี้คุณกำลังฟังคลื่น 77.5 เมกะเฮิรตซ์ เลดี้ เรดิโอ เพลงที่คุณผู้ฟังได้ฟังไปเมื่อสักครู่นี้ คือ เพลงในดวงมาน ขับร้องโดยคุณ โรส รสรินทร์ ไตรอนันต์ เจ้าของเสียงผู้เป็นต้นฉบับเพลงรักแสนหวานสุดซาบซึ้ง... ” บทเพลงในดวงมานถูกแทรกด้วยเสียงของดีเจหนุ่มที่คุ้นเคย


รสรินทร์นิ่งไปเล็กน้อย พลางสงสัยว่าเพราะเหตุใดผู้จัดรายการถึงปิดเพลงของเธอเร็วเช่นนี้


“ ...และต่อจากนี้ไปคุณผู้ฟังจะได้รับฟังบทเพลงนี้ในอีกเวอร์ชั่นหนึ่ง ซึ่งผมเพิ่งได้รับแผ่นเสียงมาจากทางต้นสังกัดสดๆ ร้อนๆ ...กับเพลงในดวงมานที่ถูกนำมาขับร้องใหม่โดยคุณ...ซีรี สาริสา ศิระมณีวัฒนา มาฟังกันนะครับว่า เมื่อเสียงหวานๆ มาเจอกับเพลงหวานๆ จะไพเราะเพราะพริ้งมากแค่ไหน ไปรับฟังบทเพลงเพลงนี้จากเธอ...กันเลยครับ ” ครั้นสิ้นเสียงของดีเจหนุ่ม เสียงของสาริสาจากแผ่นเสียงที่ถูกเปิดก็ขับร้องออกมาในท่อนสร้อยของบทเพลงอมตะนี้ทันที ต่อจากนั้นก็เริ่มเข้าสู่เนื้อเพลงท่อนแรกด้วยเสียงบรรเลงไวโอลิน และเปียโนของทำนองเริ่มต้น


   รสรินทร์ตาเบิกโพลง สติของเธอหลุดลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว และกรีดร้องส่งเสียงดังเมื่อได้ยินเสียงของสาริสากำลังขับร้องบทเพลงนั่น เหล่าแพทย์และพยาบาลต่างเอามือขึ้นปิดหู พยาบาลในห้องประชาสัมพันธ์ผู้เป็นเจ้าของเครื่องวิทยุก็รีบหยิบมันขึ้นมา แล้วปิดลงในทันทีทันใด เพราะกลัวความไม่ปลอดภัยของเครื่องกับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น


   นายแพทย์มงคลมาส และพยาบาลสาวทิพย์อำพันต่างก็ตกตะลึงในท่าทางของรสรินทร์ เธอดูเหมือนคนจิตไม่ปกติเต็มขั้น นักร้องสาวก้าวเท้าเดินออกไปจากตรงนั้นอย่างเกรี้ยวกราด และลงลิฟท์ไปยังที่จอดรถทันที เจ้าหล่อนก้าวเท้าขึ้นรถ พลางเหยียบคันเร่ง และขับมันออกไปโดยเร็วเพื่อมุ่งไปยังจุดหมายปลายทาง


+++++++++++++++++++++++++++++

 

Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ [email protected]
Search @