[นิยาย] ในดวงมาน...♥ ( บทที่ 18 )

[นิยาย] ในดวงมาน...♥ ( บทที่ 18 )

[โรแมนติก-ดราม่า]
เรื่องราวความรัก และวิถีชีวิตของหญิงสาวทั้งเจ็ดคน ที่ต่างล้วนเกี่ยวเนื่องผูกพันกันอย่างน่าประหลาด
ท่ามกลางความเป็นไปในสังคมที่หลากหลาย และต่างชนชั้น โดยมีพวกเธอเป็นศูนย์กลางของเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น✶

15 October 2021
วรสรณ์
15 October 2021

 

 

 


*~บทที่ 18~*

   เพลง ในดวงมาน เคยเป็นบทเพลงที่สร้างชื่อเสียงให้แก่เด็กสาวอายุสิบแปดอย่าง รสรินทร์ ไตรอนันต์ ในฐานะนักร้องสาวหน้าใหม่ ชีวิตของเธอผกผันกลายเป็นที่รู้จักภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน หลังจากที่เพลงนี้ได้ถูกปล่อยออกสู่สาธารณชน ใครจะคาดคิดว่า ชีวิตของเด็กสาวจากต่างจังหวัดที่ต้องประกวดร้องเพลงตามงานต่างๆ เพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัวจะกลายเป็นดาวค้างฟ้ามาจนถึงทุกวันนี้

   จากท่วงทำนองเพลงที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีน้อยชิ้นแต่ละมุนหู ร่วมกับเนื้อหาของบทเพลงที่กล่าวถึงหญิงสาวผู้หนึ่งที่พบกับชีวิตรักอันแสนสุข แต่เพียงไม่นานกาลเวลาก็พัดพาเอาความสุขนี้ไปจากเธอ แม้ว่าจะเป็นเพลงรัก แต่ก็เป็นเพลงรักที่จบลงด้วยการจากลา คงเหลือไว้แต่ความทรงจำที่แสนประทับใจที่เก็บเอาไว้อยู่ภายในดวงมาน ( มาน = ใจ )


   เพลงใหม่ล่าสุดของสาริสาเพลงนี้ถูกเปิดอยู่ทั่วไปตามคลื่นสถานีวิทยุ และคนที่ได้ฟังก็กล่าวถึงกันอย่างรวดเร็ว ซึ่งเร็วพอๆ กับรถสีม่วงเปลือกมังคุดคันใหญ่ของรสรินทร์ที่มุ่งหน้ากลับสู่เคหะสถานของเธอในตอนค่ำ ด้วยความเร่งรีบและไม่พอใจ

   หญิงสาวจอดรถและก้าวเดินออกมาอย่างหัวเสีย พลางนึกย้อนถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าเมื่อสักครู่ เมื่อเธอบุกไปหาอมรวิสุทธิ์ที่โรงแรม แต่ทว่ากลับไม่พบเขา ซึ่งหลังจากนั้นเจ้าหล่อนก็พยายามโทรศัพท์ติดต่อจนกระทั่งบัดนี้ แต่ก็ไม่มีการตอบรับใดๆ จากเศรษฐีใหญ่เลย


“ มัวแต่ไปมุดหัวอยู่ที่ไหน ?!!! ” เธออาละวาด และปาโทรศัพท์ลงบนเตียงอย่างหงุดหงิด หลังจากที่พยายามต่อสายถึงเขาอีกครั้งเมื่อกลับถึงบ้าน แต่ก็ไม่เป็นผล


   นักร้องสาวหย่อนก้นลงบนเตียง พลางยกมือทั้งสองข้างขึ้นกุมหัว เจ้าหล่อนค่อนข้างเครียดและรับไม่ได้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าเป็นเพราะอมรววิทสุทธิ์เพียงคนเดียวที่กล่าวกับเธอในวันนั้น หนุ่มใหญ่ต้องการที่จะทำให้นักร้องสาวได้รู้ว่า การใช้อำนาจและอิทธิพลที่เขามี แท้จริงแล้วมันเป็นอย่างไร

   รสรินทร์นึกเคียดแค้นและชิงชังอยู่ในใจ พลางสาปส่งให้อมรวิสุทธิ์พบแต่ความฉิบหาย ไม่ให้พบเจอกับสิ่งดีๆ


   ในระหว่างที่หญิงสาวกำลังนึกคำด่าอยู่นั้น โทรศัพท์มือถือของเธอที่กระเด็นกระดอนไปไกลเกือบสุดขอบเตียงก็ดังขึ้น หล่อนหันไปมอง และพบว่าบุคคลที่ต่อสายเข้ามานั้นคือ อมรวิสุทธิ์ หนุ่มใหญ่ได้ติดต่อกลับมา หลังจากปล่อยให้เธอสติแตกไปพักหนึ่ง


“ คุณทำอย่างนี้กับฉันได้ยังไง ?!!! ” เธอตวาดถามทันทีที่รับสาย


“ ทีนี้รู้แล้วหรือยังล่ะ...ถ้าผมลงมือทำ มันจะเป็นอย่างไร ” ชายในสายกล่าวตอบแก่เธอด้วยน้ำเสียงเนิบๆ


หญิงสาวแสยะปาก ดวงตาเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น


“ แก...แกอย่านึกนะว่า ฉันจะยอมแกง่ายๆ ไอ้อมร!! ” เจ้าหล่อนเหลืออด เธอเผลอสบถคำที่ไม่ไพเราะออกมา


“ นี่คุณควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ขนาดนี้เชียวเหรอคุณโรส คุณถึงต้องจิกหัวเรียกผมอย่างนี้ ?!! ” เขาถาม


“ ฉันจะจิกหัวเรียกแกยิ่งกว่านี้ก็ได้...คนอย่างแกมันไม่สมควรที่จะเกิดมาเป็นคนอยู่บนโลกด้วยซ้ำ!! ” เธอว่า


“ เหรอครับ ?? แล้วใครล่ะที่สมควร...คุณเหรอ ?!! อย่าลืมสิคุณโรส กว่าคุณจะมาถึงจุดนี้ได้ ผมทั้งช่วยผลัก ทั้งช่วยดันคุณแค่ไหน ตัวคุณเองก็ยอมเสียอะไรต่อมิอะไรมาก็เยอะ แม้กระทั่ง เอาตัวเข้าแลก ทั้งกับผม กับพ่อของผม อีกทั้ง... ” หนุ่มใหญ่พูด แต่ก็ถูกแทรกด้วยเสียงกรีดร้องของเธอ


“ หยุดพูดเดี๋ยวนี้นะไอ้เวร ไอ้ชั่ว!!! แก...แกมันเลว แกมัน...ฮือๆ ๆ ๆ ” รสรินทร์ร้องไห้สลับกับด่าทอไปมา จนแทบไม่เป็นภาษา

 

อมรวิสุทธิ์รอจนกว่าเธอจะนิ่ง หรืออารมณ์เย็นกว่านี้แล้วค่อยพูดต่อ


“ ไหนๆ เราก็ไม่มีวันที่จะกลับมาญาติดีกันอีกแล้ว ผมว่าคุณก็อย่ามายุ่งกับลูกสาวของผมเลยดีกว่า ซีรีแกยังเด็ก และไม่รู้เรื่องอะไรด้วย... ” เศรษฐีใหญ่พูดยังไม่ทันขาดคำ รสรินทร์ก็สวนกลับ


“ ฉันไม่สนว่ามันจะรู้เรื่องหรือไม่ แต่มันก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะมาเทียบแข่งกับตัวฉัน อีเด็กนี่มันก็เหมือนนางแสงไขแม่ของมัน ที่มันเคยแย่งคุณจากฉันไป!! ” รสรินทร์ตะโกน


“ โรส...คุณเลิกพูดจาพาดพิงถึงคนอื่นได้แล้ว ซีรีเป็นลูกของผม...ยังไงผมก็ต้องปกป้อง!! ” อมรวิสุทธิ์อธิบาย


รสรินทร์นิ่ง เธอรู้สึกไม่ดีที่ได้ยินเขาพูดอย่างนั้น


“ ผมจะให้เงินคุณสิบล้านแลกกับเพลงนี้ และขอให้นับจากนี้ไปคุณอย่ามาเกี่ยวข้องกับคนในครอบครัวของผมอีกอย่างเด็ดขาด!!! ” หนุ่มใหญ่ทำเสียงแข็ง


“ คุณคิดจะเอาเงินฟาดหัวฉันเหรอ ?!! ไม่มีทาง!! ” เธอว่า


ชายหนุ่มแค่นหัวเราะก่อนจะพูดออกมา ” หึ!! อย่าสำคัญตัวผิดไปคุณโรส อันที่จริงผมจะไม่ให้เงินคุณสักสลึงหนึ่งเลยก็ได้ เพราะถึงอย่างไรเพลงนั่นผมก็เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์... ”

รสรินทร์เงียบ พลางกัดฟันดังกรอดๆ


จากนั้นอมรวิสุทธิ์จึงค่อยๆ เผยท่าทีถึงความอำมหิตของเขา


“ ...แต่นี่ผมสงสาร...สงสารคุณที่แทบจะไม่เหลืออะไร ผมได้ข่าวมาว่า คุณไก่ผู้จัดการของคุณก็ไปจากคุณแล้วนี่ แม้กระทั่งคนขับรถ คนสวน แม่บ้าน ผมถามคุณหน่อยสิว่า ถ้าคุณไม่เอาเงินก้อนนี้ที่ผมพยายามฟาดใส่หัวคุณ คุณจะกินจะอยู่ยังไง เพราะตอนนี้ก็แทบจะไม่มีใครจ้างงานคุณแล้ว หรือคุณจะเกาะหมอเมฆ...น้องชายของคุณ ?? ” อมรวิสุทธิ์ถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา แต่แฝงไปด้วยความแสบสันต์ที่จิกกัดเธอ


“ แก...แก...ไอ้บ้า ไอ้เวร ฉันเกลียดแก...ฉันเกลียดแก๊!!!! ” รสรินทร์กรีดร้องลั่นเมื่อได้ยินอย่างนั้น เธอตะโกนใส่เขาสลับกับกรีดร้องไปมา


อมรวิสุทธิ์วางสาย และฉีกยิ้มออกมาอย่างเยือกเย็น พลางนึกสาสมกับสิ่งที่รสรินทร์จะได้รับ...


+++++++++++++++++++++++++++++


   ภายใต้ผืนฟ้าสีดำอันเงียบสงัด แต่กลับพร่างพราวไปด้วยดวงดาวที่ถักทออยู่ทั่วท้องฟ้า แม้ว่าคืนนี้จะเป็นคืนวันอาทิตย์ แต่ผู้คนต่างกลับรีบเข้านอน เพราะจะต้องกุลีกุจอกันไปทำงานในเช้าวันรุ่งขึ้น เว้นเสียแต่บุคคลหนึ่งที่ยังใจจดใจจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ภายในหอพักนักศึกษาใจกลางกรุงเทพมหานคร แสงไฟได้สาดส่องออกมาจากห้องนั้นซึ่งต่างจากห้องพักห้องอื่นๆ ภายในอาคารที่ดวงไฟได้ดับลงเกือบหมดแล้ว

   สาวน้อยอย่างวาดลัดดานั่งอยู่ภายในห้องนั้น เธอนั่งกอดเข่าอยู่ที่ปลายเตียงพลางครุ่นคิดถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น มือข้างหนึ่งของเจ้าหล่อนจับแท่งพลาสติกสีขาวที่รูปทรงดูราวกับปรอทวัดไข้เอาไว้แน่น ต่างกันก็เพียงว่า ผู้คนส่วนใหญ่ที่เคยใช้ หรือรู้จักเจ้าเครื่องนี้จะเรียกมันว่า ที่ตรวจครรภ์

   หญิงสาวยกมันขึ้นเพื่อดูผลการตรวจอีกครั้ง เธอมองเส้นที่ปรากฏอยู่ในช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าตรงกลางของเครื่องซ้ำไปซ้ำมาอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง เธอภาวนาขอให้ตนตาลาย หรือไม่ก็ขอให้เกิดข้อผิดพลาดในอุปกรณ์เพื่อให้ผลที่ได้มันคลาดเคลื่อน เพราะสิ่งที่เธอเห็นในนั้น มีเส้นบอกผลการตรวจขึ้นอยู่ทั้งหมดสองเส้นด้วยกัน ซึ่งถ้าเจ้าเครื่องนั้นไม่เกิดการขัดข้องใดๆ หรือไม่ได้ตาลายตามที่ได้ภาวนา นั่นก็หมายความว่า เธอกำลังตั้งครรภ์แล้วจริงๆ


   วาดลัดดานึกย้อนไปถึงตอนที่เหล่าเพื่อนๆ สังเกตเห็นพฤติกรรมของเธอที่ดูแปลกไป อาทิ อาการเหนื่อยง่าย ไม่สบายบ่อยครั้ง คลื่นไส้อาเจียน รวมไปถึงการชอบกินของเปรี้ยวของดอง จนในที่สุดเพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งที่สงสัยถึงอาการแปลกๆ เหล่านี้ ได้แนะนำให้เธอซื้อที่ตรวจครรภ์มาตรวจ เพื่อจะได้ทราบว่านักศึกษาสาวตั้งท้องหรือไม่ และนั่นก็เป็นคำตอบให้เจ้าหล่อนได้คลายความสงสัยที่มีมานาน


   หญิงสาวเอามือลูบท้องไปมา เมื่อทราบว่าเธอกำลังมีอีกชีวิตหนึ่งอยู่ในนั้น หล่อนอมยิ้มเล็กน้อย แม้จะรู้สึกเป็นกังวลถึงสิ่งที่กำลังตามมา หากพี่สาวและแม่ของเธอทราบเรื่องเข้า นักศึกษาสาวจะทำอย่างไร แล้วโชติวุฒิคนรักของเธอจะยินดีหรือไม่ เมื่อทราบเรื่องทายาทของเขาที่กำลังค่อยๆ เติบโตอยู่ในท้อง

   วาดลัดดาจึงลุกขึ้นเพื่อไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่ตั้งอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง แล้วต่อสายถึงคนรัก

   เสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือของโชติวุฒิดังขึ้นที่หัวเตียงภายในห้องนอน แต่ ณ ขณะนั้นชายหนุ่มกำลังอาบน้ำชำระร่างกายเพื่อเตรียมตัวพักผ่อนในยามวิกาล ซึ่งทำให้นันทวดีผู้เป็นภรรยาก้าวเดินมาที่โทรศัพท์มือถือเครื่องนั้น แล้วหยิบมันขึ้นมาขณะที่กำลังส่งเสียง เพราะเกรงว่าจะรบกวนลูกของตนที่กำลังนอนอยู่ในเปล

   หญิงสาวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วทำท่าว่าจะร้องเรียกผู้เป็นสามี แต่ทว่าสายตาของเจ้าหล่อนกลับเหลือบมองเห็นชื่อของผู้ที่กำลังต่อสายเข้ามา ซึ่งนั่นทำให้เธอเกิดเปลี่ยนใจ แล้วตั้งใจว่าจะกดรับ


“ มิสเตอร์หว่อง ” นันทวดีเอ่ยชื่อที่ปรากฏหราอยู่บนหน้าจอของโทรศัพท์

 

เจ้าหล่อนกดรับสาย แต่กลับไม่พูดอะไรออกไป เพราะเธอต้องการฟังเสียงตอบรับจากอีกฝ่ายหนึ่งก่อน


“ ฮ...ฮัลโหล คุณโชติ...คุณโชติเหรอคะ ? ” พลันปรากฏเป็นเสียงของหญิงสาวที่อยู่ปลายสายส่งเสียงเรียกหาสามีของเธอ


นันทวดีเบิกตากว้างหลังจากที่ได้ยิน เธอเริ่มเอะใจแล้วว่า ผู้หญิงที่อยู่ปลายสาย ใช่คนเดียวกับที่เธอโทรศัพท์หาในคราวนั้น


“ คุณโชติ...คุณโชติได้ยินไหมคะ ??...คุณโชติ!! ” วาดลัดดาร้องเรียกเขาอยู่อย่างนั้น แต่ก็ไม่มีเสียงใดๆ ตอบรับ จากนั้นเธอจึงตัดสินใจวางสายไป


   นันทวดีเอาโทรศัพท์ออกมาจากข้างหู เธอตัวสั่นเครือ และกังวลใจในสิ่งที่เธอไม่คิดที่จะให้เกิดขึ้น


“ แนน...ทำอะไรน่ะ ?? ” โชติวุฒิถามเธอ ขณะที่เขาเดินออกมาจากห้องน้ำ


หญิงสาวได้สติพลางหันมามองผู้ที่เป็นสามี ก่อนที่จะพูดขึ้น


“ ม...มีคนโทรฯ มาหาคุณ ” นันทวดีพูดพลางชูโทรศัพท์ให้เขาเห็น


“ ใคร...โทร...มา ? ” ชายหนุ่มถาม สีหน้าของเขาเริ่มไม่สู้ดี


“ มิสเตอร์หว่อง ” เธอตอบ


โชติวุฒิตกใจ แล้วรีบคว้าโทรศัพท์มือถือของเขาออกมาจากมือเธอ


นันทวดีแปลกใจในท่าทีของโชติวุฒิที่ดูตื่นตระหนกจนเกินเหตุ เธอรู้สึกได้ว่า เขาดูไม่เป็นปกติ


“ ล...แล้วคุณได้รับสายหรือเปล่า ? ” ชายหนุ่มถามหน้าตาตึงเครียด


“ ฉันรับสาย...ต...แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร ฉันร้องเรียกอยู่หลายครั้ง เพราะได้ยินแต่เสียงอู้อี้ แล้วอยู่ๆ เขาก็วางสายไป ” เธอค่อยๆ ตอบในสิ่งที่ไม่เป็นความจริง เห็นได้ชัดว่า ท่าทีของเขาดูเป็นกังวล และร้อนรนจนเกินเหตุราวกับว่า บางสิ่งบางอย่างที่เขาปกปิดไว้กำลังจะถูกเปิดเผย


“ ย...อย่างนั้นเหรอ ? สงสัย...สัญญาณคงไม่ดีมั้ง ?!! ” โชติวุฒิพูด น้ำเสียงของเขาฟังดูโล่งใจ ซึ่งเขาเองก็โล่งใจที่ความลับของเขายังคงเป็นความลับต่อไปเช่นกัน


   ชายหนุ่มเดินออกไปยังระเบียงพร้อมโทรศัพท์ เขากำลังจะออกไปโทรฯ หาบุคคลที่เพิ่งติดต่อเข้ามา นันทวดีมองตามสามีออกไปยังนอกระเบียงด้วยสายตาที่ไม่พอใจระคนเสียใจ บัดนี้เธอเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้บ้างแล้วว่า เขากำลังซ่อนใครบางคนเอาไว้ หญิงสาววิ่งเข้าไปในห้องน้ำ แล้วปิดประตู ก่อนที่จะร้องไห้ออกมาด้วยความเศร้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้น อย่างเช่นการเอาชื่อของใครก็ไม่รู้ขึ้นมาตั้งบังหน้าจากคนอีกคนเพื่อกันเธอสงสัย


   ความเศร้าโศกเสียใจ และความรู้สึกที่โดนทรยศหักหลังรุมถาโถมเข้ามา เธอถามตนเองท่ามกลางสายน้ำที่โปรยปรายลงมาจากฝักบัวว่า เธอทำผิดอะไร ?? ทำไมสามีของเธอถึงทำกับเธออย่างนี้ ?? หญิงสาวพร่ำถาม แล้วตอกย้ำตนเองอยู่อย่างนั้น เธอเจ็บใจ และร้องไห้ออกมาจนรู้สึกได้ว่า ไม่มีน้ำตาเพียงพอให้เธอได้ร้องอีกต่อไป


   ทางด้านวาดลัดดา...หญิงสาวรู้สึกประหลาดใจที่เธอไม่สามารถติดต่อคนรักของเธอได้ มีคนรับสาย...แต่ทำไมเขาถึงไม่พูด ??? สาวน้อยงุนงงกับเหตุการณ์ที่ว่านี้ จนกระทั่งโชติวุฒิติดต่อเธอกลับมาในระยะเวลาไม่กี่นาทีหลังจากนั้น


“ สวัสดีค่ะคุณโชติ...วาดนึกว่า คุณจะไม่ติดต่อกลับมาหาวาดเสียแล้ว ” เธอรีบรับสาย แล้วกล่าวทักทาย พลางแสดงอาการดีใจออกมาเพื่อที่จะอ้อน


“ คุณมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ ? ” ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน พลางเหลือบมองดูภรรยาของเขา เพราะกลัวเธอจะได้ยิน


“ ค...คือ วาด มีเรื่องจะบอกคุณโชติน่ะค่ะ ” เธอค่อยๆ พูด น้ำเสียงของหญิงสาวดูเปลี่ยนไป


“ เรื่องอะไรครับ ? ” เขาถามอีก


“ คือ...วาด..คือ.. ” หญิงสาวอึกอัก เพราะกำลังรวบรวมความกล้า


“ มีเรื่องอะไรก็ว่ามาสิครับ!! พิลี้พิไลอยู่ได้!! ” ชายหนุ่มเหลืออด


หญิงสาวไม่อยากให้แฟนหนุ่มของเธออารมณ์ไม่ดี เธอจึงพูดโพล่งออกไป “ คือ...วาด...วาดท้องค่ะ!! ”


โชติวุฒิถึงกับตกใจเมื่อได้ยินดังนั้น ชายหนุ่มถลึงตา เขาแทบจะไม่เชื่อหูตนเองในสิ่งที่ได้ยิน...


++++++++++++++++++++++++++++++


   เช้าวันใหม่...ซึ่งเป็นวันแรกของสัปดาห์ในการเริ่มต้นทำงาน จิตติมาต้อนรับวันนี้ด้วยสีหน้าที่ไม่เบิกบานอย่างแต่ก่อน เพียงเพราะเธอเพิ่งรู้สึกได้ว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เธอจะต้องอาศัยรถประจำทางไปทำงานทุกวัน นั่นเพราะว่า เธอออกมาคอยอัศนัยน์ยังหน้าอะพาร์ตเมนต์ได้ราวเกือบสิบนาที โดยลืมนึกถึงสิ่งที่เขาบอกแก่เธอไปเมื่อสามวันก่อน

   ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา จิตติมาเอาแต่เก็บตัว และนอนร้องไห้อยู่ในห้อง พลางตัดพ้อ และคร่ำครวญถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลนั้น เธอกลับมารู้สึกผิดอีกครั้งในเรื่องของอัศนัย และรู้สึกเสียใจที่ได้ตัดสินใจคบกันกับยุทธ หากหญิงสาวย้อนเวลากลับไปได้ เธอจะไม่ให้เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นเลยแม้เพียงเรื่องเดียว เพราะเธอไม่อยากรู้สึกเจ็บ เหมือนที่เธอกำลังเจ็บอยู่อย่างนี้


   จิตติมานั่งรถประจำทางมาลงยังป้ายที่อยู่ใกล้กับอาคารของบริษัท หลังจากที่เธอลงจากรถมาเธอสังเกตเห็นว่า รถยนต์สีน้ำตาลของเจ้านายเธอกำลังขับเคลื่อนมายังลานจอดรถของทางบริษัท เพียงแต่ว่า ครั้งนี้มีคนขับรถขับมาส่งให้ นั่นเพราะอาการปวดที่แผ่นหลังของเขายังไม่หายดีนั่นเอง หญิงสาวรีบเดินขึ้นอาคารไปก่อนที่เขาจะลงจากรถแล้วเห็นเธอ แต่นั่นก็ใช่ว่า เธอจะก้าวเท้าได้เร็วทันกับสายตาของเขาที่กำลังมองดูเธอเดินอยู่หลังไวๆ เสียเมื่อไหร่ ชายหนุ่มถอนหายใจ พลางส่ายหน้าเล็กน้อย เมื่อเห็นเธอแสดงท่าทีที่ไม่สนใจเขา ก่อนที่จะเดินขึ้นไปยังอาคารสำนักงานเช่นกัน


   ในช่วงเช้าของวัน หญิงสาวยอมพูดคุยกับเขาตามประสาเจ้านาย และลูกน้องเหมือนอย่างที่เคย ต่างกันก็แค่ทั้งสองคนดูไม่ค่อยกระตือรือร้นในการทำงานเท่าไหร่ และที่ดูแย่ไปกว่านั้นก็คือ คนทั้งคู่ทำเหมือนต่างคนต่างลืมเลือนช่วงเวลาหวานชื่นคืนสุขในวันนั้นไปราวกับว่า มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

   จิตติมารู้สึกกระอักกระอ่วน และพยายามบอกกับตนเองว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาล้วนเป็นแค่ความฝัน บัดนี้เธอได้ตื่นจากฝันแล้ว และพยายามที่จะไม่ยอมให้ความฝันนั้นมาทำร้ายตัวเธออีกครั้งได้ ส่วนทางด้านยุทธเอง เขารู้ว่า เธอรู้สึกอย่างไร เขาจึงค่อยๆ พยายามที่จะหาหนทางรื้อฟื้นเรื่องเธอและเขาในวันนั้นขึ้นมา เพื่อที่จะได้ปรับความเข้าใจกัน


“ นี่ค่ะคุณยุทธ!!...คิวงานเลี้ยงที่คุณต้องไปในสัปดาห์นี้ ส่วนนี่ก็เวลาว่างของคุณ...ที่คุณให้ฉันหาไว้เพื่อไปคุยกับลูกค้าในวันนี้… ” จิตติมาบอกแก่เขา พลางยื่นตารางงานที่เขาสั่งให้เธอทำเมื่อวันศุกร์ที่แล้วไว้ที่โต๊ะ


 “ อ้อ!! ขอบคุณครับ ” ชายหนุ่มรับมาก่อนที่จะดูเนื้อหาในนั้น


“ ที่จริงวันนี้ผมไม่ต้องไปนัดนี้ก็ได้นะ...แค่บอกลูกค้าไปว่า ผมเพิ่งออกจากโรงพยาบาลมา ” เขาพูด แล้วใช้ปากกาขีดฆ่าคิวงานในช่องนั้นทิ้ง


“ ส่วนวันนี้ตอนเย็น...ผมมีนัดแทรกกะทันหัน เพราะจะต้องไปกินเลี้ยงที่โรงแรมคุณลุง เรื่องงานเปิดตัวอัลบั้มเพลงของซีรี... ”


ชายหนุ่มพูดค้าง พลางนึกขึ้นได้ถึงเรื่องเมื่อวันเสาร์ ก่อนที่จะช้อนตาเหลือบมองมาที่หญิงสาว


จิตติมาเองก็เช่นกัน เธอรู้สึกไม่ดีในสิ่งที่เขาพูด แต่เธอก็ต้องทำทีเป็นไม่สนใจ พลางกรอกตาหนี


“ อ...เอ่อ...ฝากจัดการตรงส่วนนี้ด้วยนะครับ ” เขาพูดเพื่อเปลี่ยนเรื่อง แล้วยื่นตารางงานเหล่านี้คืนแก่เธอ

หญิงสาวรับมา แล้วหันหน้ากลับโดยเร็ว


“ เดี๋ยว...คุณเจี๊ยบ!! ” ชายหนุ่มรีบร้องเรียก เพื่อให้เธอหยุด


หญิงสาวหันมา พลางทำหน้าสงสัย…


ยุทธนิ่งไปสามวินาที เขาคิดไม่ออกว่า จะเริ่มต้นพูดกับเธออย่างไร จะกล่าวขอโทษเธอดีไหม หรือจะต้องพูดอย่างไรเพื่อให้เธอรู้สึกดี ???


“ อย่าลืมโทรฯ เลื่อนนัดให้ผมนะครับ!! ” เขากล่าวในที่สุด


“ ค่ะ... ” เธอตอบเสียงเอื่อยๆ จากนั้นจึงเดินไปนั่งที่โต๊ะ แล้วทำในสิ่งที่เขาสั่ง


ยุทธรู้สึกหงุดหงิดตนเองที่ไม่พูดเพื่อปรับความเข้าใจกับเธอ และถามตนเองว่า ทำไมเขาถึงต้องพูดไปแบบนั้น


   พักเที่ยง...หญิงสาวลุกขึ้นจากโต๊ะเตรียมตัวจะไปทานข้าว พอดีกับเขาที่ลุกขึ้น แล้วค่อยๆ เดินมาหาเธอเช่นกันด้วยท่าทางที่ไม่ค่อยถนัดสักเท่าไหร่ เพราะอุบัติเหตุเมื่อสามวันก่อน


“ คุณเจี๊ยบ...ขอผมคุยกับคุณได้ไหม ? ” ชายหนุ่มร้องถาม


“ มีอะไรหรือเปล่าคะ ? ” เธอตอบเสียงเรียบ ถึงแม้จะสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้


“ เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์...ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะให้มันเกิด... ” ชายหนุ่มรวบรวมความกล้าค่อยๆ พูด


“ ไม่เป็นไรค่ะฉันทำใจได้แล้ว!! ” เธอตัดบท แล้วผลักประตูห้องออกไป


“ ผมไม่ได้ต้องการให้คุณทำใจ...ผมแค่ต้องการให้คุณ... ” ชายหนุ่มพยายามหว่านล้อม แต่เขากับต้องนิ่ง เมื่อเห็นใครบางคนยืนอยู่ด้านนอกประตูนั่น จิตติมาเองก็เช่นกัน เธอยืนนิ่ง และมองดูบุคคลที่ยืนอยู่ตรงหน้านั้นด้วยความประหลาดใจ


“ คุณซีรี... ” เธอพูด


“ ฉันมาหาพี่ยุทธค่ะ ” สาริสาพูดกับจิตติมา พลางเหลือบมองญาติของเธอ


“ อ...เอ่อ...เชิญค่ะ ” จิตติมาผายมือให้ พลางเปิดประตูให้เธอเข้าไป


สาริสาเดินเข้าไปในห้องเพื่อไปหาว่าที่คู่หมั้น ยุทธมองดูเธอด้วยความประหลาดใจ เพราะไม่คิดว่า เธอจะมาหาเขา


จิตติมาชื่นชมในท่วงท่าที่สง่างามของนักร้องสาว พลางคิดถึงความเหมาะสมกันของคนทั้งคู่ ก่อนที่จะปิดประตู แล้วเดินออกจากห้องไปเพื่อให้เขาสองคนได้อยู่ด้วยกัน ท่ามกลางสายตาที่อาลัยอาวรณ์ของยุทธ


“ พี่ยุทธคะ...หนูมีเรื่องจะคุยกับพี่ค่ะ!! ” เธอพูดขึ้น สีหน้าของเธอดูจริงจัง


ยุทธมองดูเธอ ก่อนที่จะพาเธอไปนั่งยังเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของเขา…


“ พี่ต้องบอกคุณพ่อ...ให้ยกเลิกการหมั้นของเรา ” สาริสาเปิดประเด็น เมื่อเธอหย่อนก้นลงนั่ง


“ เราว่าพี่ไม่อยากทำเหรอ ?? คนอย่างคุณลุงใครแย้งได้ที่ไหน!! ” เขาว่า


“ แล้วพี่จะปล่อยให้ญาติพี่น้องหมั้นหมายกันเองน่ะเหรอคะ...อายเขาตาย!!! ” เธอพูด


ชายหนุ่มกุมขมับ เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น


“ หนูรู้นะว่า พี่กับแม่ผู้ช่วยนั่น...กำลังคบหากัน ” สาริสากล่าวขึ้น


“ ร...ร...รู้...รู้ได้ยังไง ?? ” ชายหนุ่มอึกอัก เพราะไม่คาดคิดว่า ญาติสาวของเขาจะรู้ถึงความสัมพันธ์นี้


“ หนูเป็นผู้หญิงนะคะพี่ หนูดูออกว่า ผู้ช่วยของพี่เขาคิดอะไร!! ” เธอว่า


ชายหนุ่มกลุ้มใจที่ปัญหาเริ่มประเดประดังเข้ามา


“ แล้วเราจะให้พี่ทำยังไง ?? ” เขาถามอย่างหมดหนทาง


“ พาเธอไปงานวันนี้ แล้วบอกความจริงกับคุณพ่อค่ะ ” สาริสาเสนอ


“ ซีรี...คุณลุงก็จะได้ฆ่าพี่ตายสิ เขายิ่งไม่ชอบใจคุณเจี๊ยบอยู่ ” ชายหนุ่มบอก


“ ถ้าอย่างนั้นพี่ก็ต้องไม่พูดเรื่องการหมั้นหมายใดๆ ในงานวันนี้!!! ” เธอสั่งเสียงแข็ง


“ ถึงพี่ไม่พูด คุณลุงก็ต้องบังคับพี่ให้พูดอยู่ดี ” ยุทธเหมือนเข้าตาจน ราวกับว่า เขาโดนบีบบังคับอยู่ทุกทาง


สาวน้อยมองหน้าชายหนุ่มก่อนจะทอดถอนใจ


“ หนูต้องกลับแล้วค่ะ...ออกมานานมากแล้ว เดี๋ยวป้าติ่งเป็นห่วง ” เธอว่าพลางลุกขึ้นจากเก้าอี้


ยุทธเงยหน้ามองตามเธอ ขณะที่เธอเยื้องกรายกำลังจะออกไป


“ บอกแม่ผู้ช่วยของพี่ให้ไปงานให้ได้นะคะ...แล้วเจอกันที่งานค่ะ ” สาวน้อยหันมาบอกแก่เขาเป็นการทิ้งท้าย ก่อนที่เธอจะผลักประตูออกไปด้านนอก ยุทธก้มหน้า แล้วครุ่นคิดถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในงานวันนี้…


   ก่อนเวลาเลิกงานสักเล็กน้อย ยุทธพยายามเข้าหาจิตติมาอยู่หลายครั้ง แต่สาวเจ้าก็ทำทีเหมือนกับไม่ใส่ใจ แม้แต่ยุทธพูดจาโน้มน้าวขอให้เธอไปงานเลี้ยงด้วยกันกับเขา เธอก็เอาแต่ปฏิเสธ


“ ได้โปรดเถอะครับคุณเจี๊ยบ...ไปงานเลี้ยงกับผมเถอะ ” ชายหนุ่มอ้อนวอน


“ ฉัน...ฉันขอตัวดีกว่าค่ะ ” เธอตอบปฏิเสธ


ชายหนุ่มหน้าถอดสี เขาเริ่มหมดหนทาง หลังจากที่เขาพยายามอ้อนวอนให้เธอไปด้วยกันหลายครั้ง


“ เลิกงานพอดี...ฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ ” จิตติมาลุกขึ้นจากโต๊ะ แล้วสะพายกระเป๋า เธอเดินออกจากห้องไปโดยไม่เหลือบหันมามอง


ยุทธมองดูเธอแล้วรู้สึกใจหายราวกับว่า เธอตัดใจ และกำลังจะเดินจากเขาไป


   จิตติมาเดินออกมายังนอกอาคารเพื่อมารอรถประจำทาง หญิงสาวรู้สึกเสียใจในการกระทำของเธอในวันนี้ เธอดูเย็นชา และใจร้ายกับเขามาก เธอเฝ้าแต่ถามตนเองว่า ทำไมเธอถึงไม่ปล่อยให้เขาได้พูดอะไรเลย หญิงสาวเศร้าใจ และรู้สึกสงสารเขาขึ้นมาในทันที

   ผู้ช่วยสาวกลับหลังหันเดินเข้าไปยังบริษัท เพื่อต้องการจะปรับความเข้าใจแก่เขา และขอโทษในสิ่งที่เธอทำท่าเย็นชากับเขาในวันนี้ ทว่ารถยนต์สีน้ำตาลของเขากลับขับสวนออกมาจากที่จอดรถ เพื่อมุ่งหน้าพาเขาไปยังงานเลี้ยงที่โรงแรม…


   ห่างออกมาสองช่วงถนนจากย่านนั้น ณ อาคารสำนักงานบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง โชติวุฒิเดินออกมาจากห้องประชุมของสำนักงานพร้อมกับเหล่าผู้บริหาร และกรรมการของบริษัท เขารู้ตัวว่า วันนี้เขาไม่มีสมาธิในการประชุม หรือทำงานเลย นั่นอาจเป็นเพราะเรื่องที่วาดลัดดาโทรฯ หาเขาเมื่อคืน เพื่อบอกกับเขาว่า เธอกำลังตั้งครรภ์ ชายหนุ่มคิดไม่ตกในปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ ณ ขณะนี้ ในที่สุดหมากฝรั่งที่เขาคายทิ้งเพราะหมดความหวาน มันดันกลับมาติดขากางเกงของเขาโดยที่เขาไม่รู้ตัว สุดท้ายกว่าเขาจะรู้มันก็เปื้อนติดขากางเกง และซักออกอยากเสียแล้ว

   โชติวุฒิต้องการที่จะจบเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด เขาโทรฯ หาวาดลัดดาเพื่อนัดพบกับเธอที่ห้องหลังจากเขาเลิกงาน หญิงสาวดีใจจึงรีบกลับไปรอเขาที่หอพักทันที ครั้นพอถึงเวลาชายหนุ่มก็ไม่รอช้า เขาขับรถสีดำคันใหญ่เคลื่อนตัวออกจากบริษัทไป โดยหารู้ไม่ว่า รถแท็กซี่สีชมพูที่ภรรยาสาวของเขาได้แอบจอดซุ่มเฝ้าสังเกตการณ์อยู่กำลังขับเคลื่อนตามเขาไปเช่นกัน

 

Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ [email protected]
Search @