กินเยอะแล้วรู้สึกผิด! โรคพฤติกรรมการกินผิดปกติ "Binge Eating Disorder"

กินเยอะแล้วรู้สึกผิด! โรคพฤติกรรมการกินผิดปกติ "Binge Eating Disorder"

กลัวอ้วนสุดๆ จำกัดแคลอรี่ต่อวันจนต่ำเตี้ยติดดิน แต่เมื่อทนไม่ไหวก็กินทุกอย่างที่ขวางหน้า จากนั้นก็รู้สึกผิด เศร้ามากเลยกินอีก วนลูบใหม่อีกรอบ ชัดเลย! เธอเป็นโรค Binge Eating Disorder แล้วล่ะค่ะ...

15 December 2016
Mollacake
15 December 2016
เลือกอ่านตามหัวข้อ


สวัสดีค่ะสาวๆ SistaCafe ทุกคนนนน //ส่งจูบ

อย่างที่รู้กันเนอะว่า ผู้หญิงกับอาหารน่ะเป็นของคู่กัน ก็ผู้หญิงกินเก่งน่ะน่ารักจะตาย ประเทศไทยก็เป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยของกิน คาเฟ่ขนมหวาน หรือร้านอาหารติดอันดับดาวกระจายทั่วประเทศ ไม่แปลกหรอกที่จะกินเยอะเกินความจำเป็นไปบ้าง ก็มันอร่อยนี่นา งื้ดดดดดดดดดด~

แต่เดี๋ยวก่อน! เธอเคยมีอาการ " กินไม่หยุดแบบควบคุมตัวเองไม่ได้ ", " กินเสร็จแล้วจะรู้สึกผิดมาก " หรือเปล่าเอ่ย? เพราะนั่นไม่ใช่พฤติกรรมปกติแล้ว เธออาจเป็น " Binge Eating Disorder " หรือ " พฤติกรรมการกินผิดปกติ " ได้นะ อย่าคิดว่านี่เป็นเรื่องเล่นๆ ลองสำรวจตัวเองดีๆ ว่าเธอควบคุมไม่ได้เพราะมันน่ากินม้ากกกกกกกก หรือเพราะเธอควบคุมสมองตัวเองไม่ได้จริงๆ ถ้าเป็นอย่างหลัง เลื่อนลงมาอ่านบทความข้างล่างนี่ด่วน!!!

แต่ไม่ต้องกลัวไปนะสาวๆ เพราะโรคนี้สามารถรักษาได้ เธอแค่ต้องหยุดวงจรการกินแบบผิดปกตินี้ซะ แล้วกลับมาทำความเข้าใจกับอาหารใหม่ เพื่อความสวยสุขภาพดีที่ยั่งยืนค่ะ

ถ้าพร้อมแล้ว...เลื่อนลงมาอ่านเล้ย

Binge Eating Disorder คืออะไร
image_265444
- ที่มารูป: s9.favim.com


เรามารู้จักความหมายของโรคนี้กันก่อน " Binge Eating Disorder " คือชื่อโรคที่เรียกพฤติกรรมการกินที่ " ผิดปกติ " ค่ะ โดยมีอาการหลักๆ คือควบคุมการกินของตัวเองไม่ได้ กินเยอะผิดปกติ หลังกินเสร็จจะรู้สึกผิด เศร้า ซึ่งต่างจากโรคบูลิเมีย เพราะบูลิเมียจะอาการหนักกว่า ทั้งไปล้วงคอออก อดอาหารและออกกำลังกายอย่างหนัก

Binge Eating จะเกิดขึ้นในวัยรุ่นตอนปลาย-วัยผู้ใหญ่ตอนต้นเป็นส่วนใหญ่ มักเกิดขึ้นหลังไดเอทครั้งใหญ่ ( ไดเอทที่น้ำหนักลดฮวบมากๆ หรือหุ่นเปลี่ยนไปเลย ) คนเป็นโรคนี้อาจกินทั้งที่ไม่รู้สึกหิว แม้อิ่มแล้วก็ยังกินต่อได้เรื่อยๆ หรือบางรายกินเร็วมากจนไม่รู้ว่าตัวเองกินหรือลิ้มรสอะไรก็มี

พฤติกรรมแบบนี้จะรู้สึก " ฟิน " แค่ชั่วขณะเดียว หลังจากนั้นจะรู้สึกผิดอย่างหนักว่า " ฉันกินอะไรเยอะแยะขนาดนี้เนี่ย!? " และรู้สึกเกลียดตัวเอง นำไปสู่การที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นและเป็นโรคอ้วน ( ทำให้เกลียดหุ่นตัวเองเพิ่มเข้าไปอีก )

สรุปคือ Binge Eating เป็นพฤติกรรมการกินที่วนลูป : กินให้รู้สึกดีขึ้น > กินเสร็จแล้วรู้สึกผิด > เศร้า > กินอีกรอบ #แบบนี้ไม่โอเคเลยนะเนี่ย

ลองเช็คดูซิ.. เธอเป็นโรค Binge Eating Disorder หรือเปล่า???
image_265445

นั่นกินหรือสูบน่ะเฮ้ยยยยยย

- ที่มารูป: data.whicdn.com


> กินอะไรสักอย่างแล้วหยุดไม่ได้
> คิดถึงเรื่อง " อาหาร " ตลอดเวลา
> แอบกินอาหารในซอกหลืบ ไม่อยากให้ใครเห็น
> กินจนกว่าจะท้องอืด ปวดท้อง เดินไม่ไหว ฯลฯ
> กินเพื่อหนีเรื่องกังวล กินคลายเครียด กินเพื่อทำให้ตัวเองผ่อนคลาย
> รู้สึกขยะแขยง / รังเกียจตัวเอง / อับอายทุกครั้งหลังกินเสร็จ
> ควบคุมการกินของตัวเองไม่ได้ แม้นึกอยากจะหยุดก็ทำไม่ได้

ยิ่งตอบว่า " ใช่ " หลายข้อมากเท่าไหร่ แปลว่าเธอมีแนวโน้มจะเป็น " Binge Eating Disorder " มากขึ้นเท่านั้นค่ะ

สัญญาณ / อาการของ Binge Eating Disorder
image_265446

สีฟ้าก็น่ากิน สีชมพูก็น่าอร่อย อย่ากระนั้นเลย กินมันทั้งคู่นี่แหละ!

- ที่มารูป: i1.kym-cdn.com


อย่างที่บอกไปข้างต้น ผู้ป่วยโรค Binge Eating Disorder จะรู้สึกอับอาย ละอายใจตัวเองสุดๆ กับพฤติกรรมการกินของตัวเอง ทำให้คนเหล่านี้จะแอบกินอาหารในที่ลับๆ เช่น ในห้องส่วนตัว, ในห้องน้ำ, แอบกินตอนที่คนอื่นไม่เห็น บางรายแอบกินแบบ " เนียนๆ " จนพ่อแม่หรือเพื่อนๆ ไม่รู้ว่าพวกเขาป่วยอยู่ 

ไม่ใช่คนอ้วนทุกคนจะเป็น Binge Eating เพราะดูจากรูปร่างภายนอกไม่ออก บางรายอาจเป็นผู้ที่มีน้ำหนักเกิน แต่บางรายก็มีน้ำหนักตามเกณฑ์ทั่วๆ ไปค่ะ

สัญญาณหนึ่งที่จะรู้ได้ว่าคนใกล้ตัวเป็นโรคนี้หรือเปล่า ให้สังเกตว่ามีห่อ / กล่องอาหารจำนวนมากถูกทิ้งไว้ในถังขยะ, คนคนนั้นซื้ออะไรมาเยอะๆ ใส่ตู้เย็น แล้วหายแว้บ! ไปใน 2-3 วันหลังซื้อมาหรือเปล่า, ซื้อแต่อาหารขยะ ( จั๊งค์ฟู้ด ) หรืออาหารแคลอรี่สูง ไขมันสูงหรือเปล่า ถ้ามีสัญญาณที่ว่ามานี้ครบทุกข้อ เตรียมระวังไว้ได้เลยค่ะ

พฤติกรรมที่แสดงออก


> หยุดกินไม่ได้, คุมประเภทอาหารที่ตัวเองจะกินไม่ได้
> กินอาหารปริมาณมากๆ ในเวลาอันรวดเร็ว
> กินไปเรื่อยๆ แม้จะอิ่มแล้ว
> ซ่อนอาหารไว้ในตู้ ในกล่อง แล้วแอบนำมากินในที่ลับที่ไม่มีใครเห็น
> อยู่กับคนทั่วไปก็กินปกติ แต่ลับหลังเรียกได้ว่า " สวาปามจนกว่าพุงจะแตก "
> กินได้เรื่อยๆ ทั้งวัน ไม่มีมื้ออาหารแน่นอน 

สภาพจิตใจ


> รู้สึกเครียด ทรมาน ( ผ่อนคลายได้ด้วยการกินเท่านั้น )
> ละอายใจกับปริมาณมหาศาลของอาหารที่กินเข้าไป
> รู้สึกมึนๆ งงๆ เบลอๆ เวลากินเยอะ เหมือนไม่มีสติ
> ไม่รู้สึกพอใจจริงๆ สักที แม้จะกินเยอะขนาดไหนก็ตาม
> รู้สึกผิด ขยะแขยงตัวเอง ซึมเศร้าหลังจากกินเยอะ
> น้ำหนักเพิ่มขึ้น คุมน้ำหนักตัวเองไม่ได้ คุมพฤติกรรมการกินของตัวเองไม่ได้

สาเหตุของการเป็น Binge Eating Disorder
image_265447
- ที่มารูป: www.wakingtimes.com


มีสาเหตุหลายอย่างที่ทำให้เป็นโรคนี้ ไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรม สภาพอารมณ์และประสบการณ์ สิ่งแวดล้อมในชีวิตค่ะ เช่น

แรงกดดันในสังคมและวัฒนธรรม : " วัฒนธรรมคลั่งผอม " ส่งผลให้รู้สึกผิดหลังจากกินเยอะ พ่อแม่บางรายใช้อาหารเป็นตัวล่อให้ลูกรู้สึกดี ผ่อนคลาย เป็นของรางวัลเวลาลูกทำดี ทำให้เกิดอาการ Binge Eating โดยไม่รู้ตัว เด็กๆ บางคนถูกวิจารณ์ร่างกายและน้ำหนักอย่างเปิดเผย, ถูกล่วงละเมิดทางเพศ ทำให้จิตใจบอบช้ำ นำมาสู่โรคนี้

สภาพจิตใจ : อาการซึมเศร้ามักก่อให้เกิดโรคนี้ *ขีดเส้นใต้ตัวโตๆ* บางรายรู้สึกด้อยค่าในตัวเอง มีความนับถือในตัวเองต่ำ ( low self-esteem ) เหงาหงอยไม่มีใครให้คุยด้วย หรือไม่พอใจในร่างกายของตัวเอง 

สภาพทางกาย : บางรายอาจเป็นจากสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ เช่น ต่อมไฮโปทาลามัสที่ช่วยควบคุมความหิวไม่ทำงาน ทำให้แยกความหิวกับความอิ่มออกจากกันไม่ได้ นักวิจัยบางคนพบว่ายีนบางตัวเกิดการกลายพันธุ์ ทำให้เสพติดอาหาร! หรือสารเคมีในสมองที่ไม่สมดุล ก็ทำให้เกิดโรคนี้ได้เช่นกันค่ะ

ผลกระทบของการเป็น Binge Eating Disorder


โรคนี้ก่อให้เกิดผลกระทบมากมาย ทั้งทางกาย ทางจิตใจ และปัญหาเมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม เพราะจะเกิดโรคมากมาย เช่น ความเครียด นอนไม่หลับ หรือมีความคิดอยากฆ่าตัวตายมากกว่าคนปกติ มีอาการของโรคซึมเศร้า วิตกกังวล หรือใช้สารเสพติดบางอย่าง แต่คนส่วนใหญ่จะไม่ไปถึงขั้นนั้น แค่น้ำหนักเกินแบบคุมไม่ได้เสียมากกว่า

วิธีรักษา / ฟื้นฟูตัวเองจากโรค
1. สร้างพฤติกรรมการกินที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น
image_265448
- ที่มารูป: s1.favim.com


อยากหายจากโรคนี้ ต้องเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับ " อาหารการกิน " เสียใหม่ กินอาหารที่มีประโยชน์เพื่อสุขภาพ ทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ใช่กินของมันๆ ทอดๆ แคลอรี่สูงเพื่อสนองความอยากของตัวเองอย่างเดียว

หลีกเลี่ยงต่อสิ่งเย้ายวนใจทั้งหลาย อย่าซื้ออาหารจั๊งค์ฟู้ด ขนมกรุบกรอบหรือของหวาน ของทอดเข้าบ้าน หากมีวางไว้ในตู้เย็น เคลียร์ทิ้งไปให้หมด ปฏิบัติ!

ฟังความต้องการของร่างกายตัวเอง แยกให้ออกระหว่าง " แค่อยากกิน " กับ " หิวจริงๆ " ถ้าเธอเพิ่งกินไป กระเพาะไม่ส่งเสียงประท้วง แปลว่าเธอยังไม่หิวหรอกค่ะ

มีสมาธิกับสิ่งที่กิน อย่ากินแบบไม่มีสติ ค่อยๆ เคี้ยวช้าๆ ลิ้มรสเนื้อสัมผัสและรสชาติของอาหารชิ้นนั้น เธอจะมีความสุขกับสิ่งที่กิน และกินได้น้อยลงอีกด้วย

กินให้เป็นเวลา อย่ารอจนหิวจัดค่อยกิน เพราะเธอจะ " ตบะแตก " แล้วสวาปามเกินความจำเป็นอย่างแน่นอน กำหนดเวลาไว้เลยว่าจะกินกี่โมง กินกี่มื้อในแต่ละวัน หากมื้อไหนมักหลุดกินเยอะบ่อย ก็กินให้พออิ่มและไปทำกิจกรรมอื่นซะ

อย่าหลีกเลี่ยงไขมัน ไขมันที่มีประโยชน์ทำให้เธออิ่มเป็นเวลานาน ไม่กินจุกจิก ทำให้น้ำหนักลดลงได้ พยายามกินอาหารที่มีไขมันดีเข้าไว้ แต่พอประมาณ เช่น ถั่วอัลมอนด์ อโวคาโด เป็นต้น

อย่าปล่อยให้ตัวเองเบื่อ หากืจกรรมอื่นทำ เช่น เดินเล่น โทรคุยกับเพื่อน ไปดูหนัง อ่านหนังสือ หรือหางานอดิเรกเพื่อให้จิตใจไม่จดจ่ออยู่แต่กับของกินค่ะ

ความสำคัญในการตัดสินใจว่าจะ " ไม่อดอาหาร "
image_265449

จะไม่กินไอติมอีกแล้ว จะไม่กินแล้ววววววว แต่ขอกินถ้วยนี้หมดก่อนนะ

- ที่มารูป: media.tenor.co


อย่าคิดว่าจะไดเอทหรืออดอาหาร เพื่อชดเชยความรู้สึกผิดหลังกินเยอะ เพราะมันไม่ช่วยอะไรนอกจากทำให้่ " ตบะแตก " แล้วกินเยอะเพิ่มไปอีก แค่กินอาหารปริมาณพอดีๆ และมีประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่จำเป็นต้องงดขนม ของทอดไปเลย กินพอให้รู้รสก็พอ 

อย่าห้ามตัวเองกินอาหารประเภทนั้น ประเภทนี้มากเกินไป เพราะเธอจะเกิดความเครียด อึดอัด อยากกินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกลับไปลูปเดิม แทนที่เธอจะคิดว่า " ไม่กินอีกแล้ว " ให้คิดว่า " ค่อยกินตอนโอกาสพิเศษ " จะดีกว่าค่ะ

2. หาวิธีอื่นในการ " เยียวยาจิตใจ " นอกเหนือจากการกิน
image_265450

แบบนี้ก็ได้ #ก็ยังวาดรูปของกินอยู่ดี #ผิดมาก

- ที่มารูป: s-media-cache-ak0.pinimg.com


อย่าใช้การกินเป็นวิธีเดียวในการเยียวยาอาการซึมเศร้า ความเหงา ความกลัวหรือวิตกกังวล ถ้าวันนี้เธออารมณ์ไม่ดีมาจากเรื่องแย่ๆ เช่น เจ้านายด่า ทะเลาะกับเพื่อน แมวข่วนใส่หน้า etc. ให้เบี่ยงเบนความสนใจตัวเองไปเรื่องอื่น เช่น เล่นเกม อ่านหนังสือ วาดรูป แทน ช่วยได้มากเลยล่ะ

แยกให้ได้ว่า " หิวจริงๆ " หรือ " แค่อยากกิน "
image_265451

กระเพาะร้องเป็นระลอกคลื่นล้าวววว แบบนี้ต้องหาอะไรกินจริงจังแล้วล่ะ!

- ที่มารูป: i.amz.mshcdn.com


ทางเดียวที่จะแยกแยะความอยากกับความหิวออกจากกันได้ คือ! ให้ตั้งสติ ลืมอารมณ์ตัวเองสักพัก แล้วคิดว่าตัวเองหิวจริงๆ หรือไม่ หรือถ้าเป็นไปได้ จดบันทึกให้เป็นหลักฐานเลยก็ดีค่ะ 

เขียนชื่ออาหารที่กินเข้าไป ( หรืออยากจะกิน ) เวลาอารมณ์ไม่ดี , สาเหตุที่ทำให้อารมณ์ไม่ดี, รู้สึกยังไงก่อนกิน, รู้สึกยังไงระหว่างกิน และรู้สึกยังไงหลังกินเสร็จแล้ว การเขียนแบบนี้อาจดูแปลกๆ ตลกๆ แต่เชื่อเถอะว่า เธอจะเริ่มเห็นรูปแบบการกินของตัวเอง ทำให้เธอหยุดวงจรเหล่านี้และหายจากโรคได้ค่ะ

เรียนรู้ที่จะอดทนต่อ " แรงกระตุ้น " ที่จะก่อให้เกิด binge eating
image_265452

ว้อยยยยยย คิดแล้วมันแค้นใจ ลงกับเจ้ากระป๋องนี่ก็แล้วกัน!

- ที่มารูป: media.tenor.co


ไม่ว่าจะเกิดแรงกระตุ้นอะไรก็ตามที่ทำให้เกิด Binge Eating เช่น วิตกกังวล อับอาย สิ้นหวัง โกรธ เหงา กลัว หรือแค่ความว่างเปล่าในจิตใจ ยอมรับมันซะ! การหนีปัญหายิ่งทำให้อารมณ์เหล่านั้นปะทุมากขึ้น พยายามคิดว่าทำไมจึงรู้สึกแบบนั้น 

แยกแยะตัวเองหน่อย! เธอเป็นเจ้าของร่างกายตัวเอง อย่าปล่อยให้อารมณ์เหล่านี้ครอบงำจิตใจ อารมณ์พวกนี้เข้ามาแล้วก็ผ่านไป แน่นอนว่าการจมอยู่กับอารมณ์ทางลบนานๆ จะอึดอัดสุดๆ ในช่วงแรก ( บางรายอาจทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ) แต่ถ้าเธออดทนได้ เธอจะ " บรรลุ " ตัวเองว่าไม่ควรไปสนใจ แค่ยอมรับ ปล่อยวางแล้วเดินผ่านไป ทุกอย่างก็จบ

จำไว้นะคะ เธอมีสิทธิ์เลือกวิธีตอบสนองตัวเองได้ ซึ่งไม่จำเป็นจะต้อง " กิน " อย่างเดียว จริงไหมล่ะ

3. ควบคุมตัวเองต่อ " ความอยาก "
image_265454

อื้อหืออออออออออออ

- ที่มารูป: www.telegraph.co.uk


บางครั้งก็ช่วยไม่ได้จริงๆ ที่รู้สึก " อยากกินเจ้านี่ม้ากกกกก " ( เราเข้าใจ ) จงยอมรับมันและหาทางเบี่ยงเบนความสนใจซะ ทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น อ่านหนังสือ วาดรูป โทรคุยกับเพื่อน เล่นกับสุนัข ทำสวน etc. ทำไปเรื่อยๆ เพลินๆ รู้ตัวอีกทีอาจจะลืมหิวแล้วก็ได้

แต่ถ้าผ่านไปแล้ว 1-2 ชั่วโมง ท้องเริ่มร้อง อาการอยากกินยังอยู่ ก็แปลว่าเธอหิวจริงๆ แล้วล่ะ ไปหาอะไรกินเถอะค่ะ 

4. เปลี่ยนพฤติกรรมการกินเป็น " การกินเพื่อสุขภาพ " แทน
image_265456

คร่อกกก ฟี้~~~~~ zzzzzz

- ที่มารูป: i.amz.mshcdn.com


เมื่อร่างกายของเธอแข็งแรง ผ่อนคลายและได้พักผ่อนเพียงพอแล้ว เธอจะเริ่มรับมือกับปัญหาแย่ๆ ที่เข้ามาได้ดีขึ้น ทำให้เกิดอารมณ์ทางลบน้อยลง แต่ในทางกลับกัน ถ้าร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยง่าย ก็ทำให้อารมณ์ไม่ดี หงุดหงิดง่ายด้วยเช่นกัน ดังนั้นจงออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อนให้พอ 8 ชั่วโมงต่อวัน และแน่นอน " กินอาหารที่มีประโยชน์ "!

สาวๆ หลายคนนอนดึก ตื่นเช้า ทำให้ร่างกายโหยหาการพักผ่อน และอยากกินของหวานในปริมาณเยอะเพื่อให้ได้พลังงานอย่างรวดเร็ว ทำให้อ้วนง่าย เปลี่ยนพฤติกรรมตรงนี้ซะ รับรองว่าเธอจะหิวน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

อาหารก็สำคัญ! ลดของมัน ของทอด ของหวานลง ศึกษาว่าอาหารชนิดไหนมีประโยชน์ต่อร่างกาย แล้วเพิ่มเข้าไปในมื้ออาหาร เช่น ข้าวกล้อง อกไก่ ผักผลไม้สด นอกจากจะอิ่มนานแล้ว ยังทำให้สุขภาพดีอีกด้วยนะเออ


===================

ก็จบลงไปแล้วสำหรับความหมาย อาการ และวิธีรักษาพฤติกรรมการกินผิดปกติ ( Binge Eating Disorder ) หวังว่าสาวๆ จะได้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ไปพอสมควรแล้วเนอะ ><

หากเธอไม่ได้มีอาการเหล่านี้ แต่มีคนใกล้ตัวเป็น เช่น เพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัว เข้าไปคุยให้ความช่วยเหลือซะ! ครั้งแรกพวกเขาอาจตกใจ โกรธ ไม่ยอมรับ แต่ค่อยๆ เกลี้ยกล่อมไปเรื่อยๆ ให้เขาค่อยๆ ยอมรับปัญหาของตัวเอง ถ้าเขาเริ่มมีใจที่จะปรับปรุง จึงเสนอทางออกให้เขา ให้กำลังใจและชื่นชมเขาเมื่อเขาอาการดีขึ้นค่ะ

ทั้งนี้ทั้งนั้น อย่าแสดงอารมณ์ในทางลบกับพวกเขาเด็ดขาด! เช่น ดูถูก เยาะเย้ยว่า " อย่างเธอคงอยู่ในวงจรแบบนี้ไปตลอดนั่นแหละ ไม่มีทางหายหรอก " เขาจะเสียใจและทำอย่างที่เธอพูดจริงๆ เพราะเขามีอาการทางจิตใจเป็นทุนอยู่แล้ว อย่าซ้ำเติมแล้วจับมือเดินไปด้วยกัน เพื่อให้เขาหายขาดจากโรคนี้กันนะคะ ^^

===================

บทความที่เกี่ยวข้อง
Disclaimer : หากมีข้อสงสัย กรุณาติดต่อทีมงานมาที่ info@sistacafe.com
Search @