1. SistaCafe
  2. กินเยอะแล้วรู้สึกผิด! โรคพฤติกรรมการกินผิดปกติ "Binge Eating Disorder"

อ่านจบใน 13 นาที

สวัสดีค่าสาว ๆ และทุกคน! ที่แวะเข้ามาอ่านกัน 🥰

วันนี้อยากพูดถึงเรื่องที่หลายคนอาจเคยผ่านมาแล้วไม่รู้ว่ามันมีชื่อเรียก หรืออาจเคยเห็นคนใกล้ชิดมีอาการแบบนี้แต่ไม่รู้จะช่วยยังไง นั่นคือโรคที่เรียกว่า Binge Eating Disorder (BED) หรือ "โรคกินไม่หยุด" ค่ะ

ก่อนอื่นอยากบอกก่อนเลยว่า ถ้าใครกำลังอ่านอยู่แล้วรู้สึกว่าตัวเองอาจมีอาการเหล่านี้ ไม่ได้หมายความว่าเธอ "อ่อนแอ" หรือ "ขาดวินัย" นะคะ BED เป็นโรคทางสุขภาพจิตที่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ และที่สำคัญที่สุดคือ รักษาได้ค่ะ 🌿 ถ้าพร้อมแล้ว เลื่อนลงมาอ่านเลย


เลือกอ่านตามหัวข้อ

Binge Eating Disorder คืออะไร ?

Binge Eating Disorder (BED) หรือ โรคกินไม่หยุด เป็นความผิดปกติด้านการกินที่ได้รับการรับรองทางการแพทย์ ผู้ป่วยมีพฤติกรรมกินอาหารปริมาณมากผิดปกติในช่วงเวลาสั้น ๆ โดยไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ และรู้สึกทุกข์ใจอย่างมากหลังจากนั้น BED พบได้ในทุกเพศ ทุกวัย และทุกรูปร่างนะคะ ดูจากภายนอกไม่ออกเสมอไป

BED ≠ ขาดวินัย แต่เป็นโรคที่มีปัจจัยด้านสมอง อารมณ์ และประสบการณ์ชีวิตเข้ามาเกี่ยวข้องค่ะ

อาการที่พบในผู้ป่วย Binge Eating Disorder

ตาม DSM-5 การวินิจฉัย BED ต้องมี Binge Episode ซึ่งประกอบด้วย

  • กินอาหารปริมาณมากกว่าปกติอย่างชัดเจนในช่วงเวลาสั้น
  • รู้สึกควบคุมตัวเองไม่ได้ระหว่างกิน

พร้อมกับอาการต่อไปนี้อย่างน้อย 3 ใน 5 ข้อ

  • กินเร็วผิดปกติ
  • กินจนรู้สึกอึดอัดหรือไม่สบายตัว
  • กินทั้งที่ไม่ได้หิว
  • กินคนเดียวเพราะรู้สึกอายให้คนอื่นเห็น
  • รู้สึกเกลียดตัวเอง รู้สึกผิด หรือซึมเศร้าหลังกิน

และต้องเกิดขึ้นอย่างน้อย 1 ครั้ง/สัปดาห์ ติดต่อกัน 3 เดือน ขึ้นไปค่ะ

BED ต่างจาก Bulimia Nervosa ตรงที่ผู้ป่วย BED จะ ไม่มี พฤติกรรมชดเชย เช่น การล้วงคอหรืออดอาหารหลังจาก Binge Episode


สิ่งที่ทำให้ BED ต่างจากการกินเยอะทั่วไป

BED ไม่ใช่แค่ "กินเยอะ" แต่มีความทุกข์ทางจิตใจ (distress) ที่ชัดเจนร่วมด้วย และไม่มีพฤติกรรมชดเชย เช่น อาเจียนหรืออดอาหาร ซึ่งเป็นลักษณะของ Bulimia แทน

สภาพจิตใจ ผู้ป่วย Binge Eating Disorder

> รู้สึกเครียด ทรมาน ( ผ่อนคลายได้ด้วยการกินเท่านั้น )

> ละอายใจกับปริมาณมหาศาลของอาหารที่กินเข้าไป

> รู้สึกมึนๆ งงๆ เบลอๆ เวลากินเยอะ เหมือนไม่มีสติ

> ไม่รู้สึกพอใจจริงๆ สักที แม้จะกินเยอะขนาดไหนก็ตาม

> รู้สึกผิด ขยะแขยงตัวเอง ซึมเศร้าหลังจากกินเยอะ

> น้ำหนักเพิ่มขึ้น คุมน้ำหนักตัวเองไม่ได้ คุมพฤติกรรมการกินของตัวเองไม่ได้

สาเหตุของการเป็น Binge Eating Disorder

BED ไม่ได้มีสาเหตุเดียวค่ะ แต่มักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่

ด้านชีววิทยา การทำงานของสมองที่เกี่ยวกับการควบคุมอารมณ์และระบบรางวัล รวมถึงพันธุกรรม

ด้านจิตใจ มีความเชื่อมโยงอย่างมากกับภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล ความนับถือตัวเองต่ำ และประสบการณ์เลวร้ายในอดีต

ด้านสังคมและวัฒนธรรม แรงกดดันเรื่องภาพลักษณ์ และวัฒนธรรมที่ใช้อาหารเป็นของรางวัลหรือการปลอบใจ


ผลกระทบของการเป็น Binge Eating Disorder

โรคนี้ก่อให้เกิดผลกระทบมากมาย ทั้งทางกาย ทางจิตใจ และปัญหาเมื่อต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม เพราะจะเกิดโรคมากมาย เช่น ความเครียด นอนไม่หลับ หรือมีความคิดอยากฆ่าตัวตายมากกว่าคนปกติ มีอาการของโรคซึมเศร้า วิตกกังวล หรือใช้สารเสพติดบางอย่าง แต่คนส่วนใหญ่จะไม่ไปถึงขั้นนั้น แค่น้ำหนักเกินแบบคุมไม่ได้เสียมากกว่า


วิธีรักษา / ฟื้นฟูตัวเองจากโรค

1. สร้างพฤติกรรมการกินที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น

อยากหายจากโรคนี้ ต้องเปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับ " อาหารการกิน " เสียใหม่ กินอาหารที่มีประโยชน์เพื่อสุขภาพ ทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ใช่กินของมันๆ ทอดๆ แคลอรี่สูงเพื่อสนองความอยากของตัวเองอย่างเดียว หลีกเลี่ยงต่อสิ่งเย้ายวนใจทั้งหลาย อย่าซื้ออาหารจั๊งค์ฟู้ด ขนมกรุบกรอบหรือของหวาน ของทอดเข้าบ้าน หากมีวางไว้ในตู้เย็น เคลียร์ทิ้งไปให้หมด ปฏิบัติ!

ฟังความต้องการของร่างกายตัวเอง แยกให้ออกระหว่าง " แค่อยากกิน " กับ " หิวจริงๆ " ถ้าเธอเพิ่งกินไป กระเพาะไม่ส่งเสียงประท้วง แปลว่าเธอยังไม่หิวหรอกค่ะ

มีสมาธิกับสิ่งที่กิน อย่ากินแบบไม่มีสติ ค่อยๆ เคี้ยวช้าๆ ลิ้มรสเนื้อสัมผัสและรสชาติของอาหารชิ้นนั้น เธอจะมีความสุขกับสิ่งที่กิน และกินได้น้อยลงอีกด้วย

กินให้เป็นเวลา อย่ารอจนหิวจัดค่อยกิน เพราะเธอจะ " ตบะแตก " แล้วสวาปามเกินความจำเป็นอย่างแน่นอน กำหนดเวลาไว้เลยว่าจะกินกี่โมง กินกี่มื้อในแต่ละวัน หากมื้อไหนมักหลุดกินเยอะบ่อย ก็กินให้พออิ่มและไปทำกิจกรรมอื่นซะ

อย่าหลีกเลี่ยงไขมัน ไขมันที่มีประโยชน์ทำให้เธออิ่มเป็นเวลานาน ไม่กินจุกจิก ทำให้น้ำหนักลดลงได้ พยายามกินอาหารที่มีไขมันดีเข้าไว้ แต่พอประมาณ เช่น ถั่วอัลมอนด์ อโวคาโด เป็นต้น.

อย่าปล่อยให้ตัวเองเบื่อ หากืจกรรมอื่นทำ เช่น เดินเล่น โทรคุยกับเพื่อน ไปดูหนัง อ่านหนังสือ หรือหางานอดิเรกเพื่อให้จิตใจไม่จดจ่ออยู่แต่กับของกินค่ะ

ความสำคัญในการตัดสินใจว่าจะ " ไม่อดอาหาร "

อย่าคิดว่าจะไดเอทหรืออดอาหาร เพื่อชดเชยความรู้สึกผิดหลังกินเยอะ เพราะมันไม่ช่วยอะไรนอกจากทำให้่ " ตบะแตก " แล้วกินเยอะเพิ่มไปอีก แค่กินอาหารปริมาณพอดีๆ และมีประโยชน์ต่อร่างกาย ไม่จำเป็นต้องงดขนม ของทอดไปเลย กินพอให้รู้รสก็พอ

อย่าห้ามตัวเองกินอาหารประเภทนั้น ประเภทนี้มากเกินไป เพราะเธอจะเกิดความเครียด อึดอัด อยากกินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกลับไปลูปเดิม แทนที่เธอจะคิดว่า " ไม่กินอีกแล้ว " ให้คิดว่า " ค่อยกินตอนโอกาสพิเศษ " จะดีกว่าค่ะ


2. หาวิธีอื่นในการ " เยียวยาจิตใจ " นอกเหนือจากการกิน

อย่าใช้การกินเป็นวิธีเดียวในการเยียวยาอาการซึมเศร้า ความเหงา ความกลัวหรือวิตกกังวล ถ้าวันนี้เธออารมณ์ไม่ดีมาจากเรื่องแย่ๆ เช่น เจ้านายด่า ทะเลาะกับเพื่อน แมวข่วนใส่หน้า etc. ให้เบี่ยงเบนความสนใจตัวเองไปเรื่องอื่น เช่น เล่นเกม อ่านหนังสือ วาดรูป แทน ช่วยได้มากเลยล่ะ

แยกให้ได้ว่า " หิวจริงๆ " หรือ " แค่อยากกิน "

ทางเดียวที่จะแยกแยะความอยากกับความหิวออกจากกันได้ คือ! ให้ตั้งสติ ลืมอารมณ์ตัวเองสักพัก แล้วคิดว่าตัวเองหิวจริงๆ หรือไม่ หรือถ้าเป็นไปได้ จดบันทึกให้เป็นหลักฐานเลยก็ดีค่ะเขียนชื่ออาหารที่กินเข้าไป ( หรืออยากจะกิน ) เวลาอารมณ์ไม่ดี , สาเหตุที่ทำให้อารมณ์ไม่ดี, รู้สึกยังไงก่อนกิน, รู้สึกยังไงระหว่างกิน และรู้สึกยังไงหลังกินเสร็จแล้ว การเขียนแบบนี้อาจดูแปลกๆ ตลกๆ แต่เชื่อเถอะว่า เธอจะเริ่มเห็นรูปแบบการกินของตัวเอง ทำให้เธอหยุดวงจรเหล่านี้และหายจากโรคได้ค่ะ

เรียนรู้ที่จะอดทนต่อ " แรงกระตุ้น " ที่จะก่อให้เกิด binge eating

ไม่ว่าจะเกิดแรงกระตุ้นอะไรก็ตามที่ทำให้เกิด Binge Eating เช่น วิตกกังวล อับอาย สิ้นหวัง โกรธ เหงา กลัว หรือแค่ความว่างเปล่าในจิตใจ ยอมรับมันซะ! การหนีปัญหายิ่งทำให้อารมณ์เหล่านั้นปะทุมากขึ้น พยายามคิดว่าทำไมจึงรู้สึกแบบนั้น

แยกแยะตัวเองหน่อย! เธอเป็นเจ้าของร่างกายตัวเอง อย่าปล่อยให้อารมณ์เหล่านี้ครอบงำจิตใจ อารมณ์พวกนี้เข้ามาแล้วก็ผ่านไป แน่นอนว่าการจมอยู่กับอารมณ์ทางลบนานๆ จะอึดอัดสุดๆ ในช่วงแรก ( บางรายอาจทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ) แต่ถ้าเธออดทนได้ เธอจะ " บรรลุ " ตัวเองว่าไม่ควรไปสนใจ แค่ยอมรับ ปล่อยวางแล้วเดินผ่านไป ทุกอย่างก็จบ

จำไว้นะคะ เธอมีสิทธิ์เลือกวิธีตอบสนองตัวเองได้ ซึ่งไม่จำเป็นจะต้อง " กิน " อย่างเดียว จริงไหมล่ะ


3. ควบคุมตัวเองต่อ " ความอยาก "

บางครั้งก็ช่วยไม่ได้จริงๆ ที่รู้สึก " อยากกินเจ้านี่มากกกกก " ( เราเข้าใจ ) จงยอมรับมันและหาทางเบี่ยงเบนความสนใจซะ ทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น อ่านหนังสือ วาดรูป โทรคุยกับเพื่อน เล่นกับสุนัข ทำสวน etc. ทำไปเรื่อยๆ เพลินๆ รู้ตัวอีกทีอาจจะลืมหิวแล้วก็ได้แต่ถ้าผ่านไปแล้ว 1-2 ชั่วโมง ท้องเริ่มร้อง อาการอยากกินยังอยู่ ก็แปลว่าเธอหิวจริงๆ แล้วล่ะ ไปหาอะไรกินเถอะค่ะ


4. เปลี่ยนพฤติกรรมการกินเป็น " การกินเพื่อสุขภาพ " แทน

เมื่อร่างกายของเธอแข็งแรง ผ่อนคลายและได้พักผ่อนเพียงพอแล้ว เธอจะเริ่มรับมือกับปัญหาแย่ๆ ที่เข้ามาได้ดีขึ้น ทำให้เกิดอารมณ์ทางลบน้อยลง แต่ในทางกลับกัน ถ้าร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยง่าย ก็ทำให้อารมณ์ไม่ดี หงุดหงิดง่ายด้วยเช่นกัน ดังนั้นจงออกกำลังกาย นอนหลับพักผ่อนให้พอ 8 ชั่วโมงต่อวัน และแน่นอน " กินอาหารที่มีประโยชน์ "!

สาวๆ หลายคนนอนดึก ตื่นเช้า ทำให้ร่างกายโหยหาการพักผ่อน และอยากกินของหวานในปริมาณเยอะเพื่อให้ได้พลังงานอย่างรวดเร็ว ทำให้อ้วนง่าย เปลี่ยนพฤติกรรมตรงนี้ซะ รับรองว่าเธอจะหิวน้อยลงอย่างเห็นได้ชัดอาหารก็สำคัญ! ลดของมัน ของทอด ของหวานลง ศึกษาว่าอาหารชนิดไหนมีประโยชน์ต่อร่างกาย แล้วเพิ่มเข้าไปในมื้ออาหาร เช่น ข้าวกล้อง อกไก่ ผักผลไม้สด นอกจากจะอิ่มนานแล้ว ยังทำให้สุขภาพดีอีกด้วยนะเออ


BED รักษาได้ค่ะ 💛

ข่าวดีคือ BED ตอบสนองต่อการรักษาได้ดีมาก โดยวิธีที่มีหลักฐานรองรับ

Cognitive Behavioral Therapy (CBT) การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม เป็นวิธีที่ได้รับการยืนยันมากที่สุดสำหรับ BED ช่วยให้เข้าใจรูปแบบความคิดและหาวิธีรับมือใหม่ๆ ค่ะ

Interpersonal Psychotherapy (IPT) เน้นปรับปรุงความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เพราะความเครียดด้านความสัมพันธ์มักเป็นตัวกระตุ้น

การรักษาด้วยยา ในบางกรณีแพทย์อาจพิจารณาใช้ยาร่วมด้วย โดยเฉพาะถ้ามีภาวะซึมเศร้าหรือวิตกกังวลร่วม

การรักษาควรอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญนะคะ ไม่แนะนำให้จัดการด้วยตัวเองค่ะ


ถ้าตัวเองหรือคนที่รักมีอาการเหล่านี้ ทำอะไรได้บ้าง ?

สำหรับตัวเอง ไม่ต้องรู้สึกผิดค่ะ และขอให้รู้ว่าการขอความช่วยเหลือไม่ใช่เรื่องน่าอาย ก้าวแรกที่ดีที่สุดคือพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตโดยตรงค่ะ

สำหรับคนที่อยากช่วยคนใกล้ชิด ฟังโดยไม่ตัดสิน ไม่วิจารณ์รูปร่างหรือพฤติกรรม และค่อยๆ แนะนำให้พบผู้เชี่ยวชาญ สิ่งที่ดีที่สุดคือเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เขารู้ว่าไม่ต้องเผชิญคนเดียว 🤍

แหล่งช่วยเหลือในประเทศไทย

  • สายด่วนกรมสุขภาพจิต 1323 (24 ชั่วโมง)
  • โรงพยาบาลจิตเวชหรือคลินิกจิตวิทยาใกล้บ้าน
  • เว็บไซต์กรมสุขภาพจิต: dmh.go.th

===================

ก็จบลงไปแล้วสำหรับความหมาย อาการ และวิธีรักษาพฤติกรรมการกินผิดปกติ ( Binge Eating Disorder ) หวังว่าสาวๆ จะได้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ไปพอสมควรแล้วเนอะ >< หากเธอไม่ได้มีอาการเหล่านี้ แต่มีคนใกล้ตัวเป็น เช่น เพื่อนหรือสมาชิกในครอบครัว เข้าไปคุยให้ความช่วยเหลือซะ! ครั้งแรกพวกเขาอาจตกใจ โกรธ ไม่ยอมรับ แต่ค่อยๆ เกลี้ยกล่อมไปเรื่อยๆ ให้เขาค่อยๆ ยอมรับปัญหาของตัวเอง ถ้าเขาเริ่มมีใจที่จะปรับปรุง จึงเสนอทางออกให้เขา ให้กำลังใจและชื่นชมเขาเมื่อเขาอาการดีขึ้นค่ะทั้งนี้ทั้งนั้น อย่าแสดงอารมณ์ในทางลบกับพวกเขาเด็ดขาด! เช่น ดูถูก เยาะเย้ยว่า " อย่างเธอคงอยู่ในวงจรแบบนี้ไปตลอดนั่นแหละ ไม่มีทางหายหรอก " เขาจะเสียใจและทำอย่างที่เธอพูดจริงๆ เพราะเขามีอาการทางจิตใจเป็นทุนอยู่แล้ว อย่าซ้ำเติมแล้วจับมือเดินไปด้วยกัน เพื่อให้เขาหายขาดจากโรคนี้กันนะคะ ^^

===================

บทความที่เกี่ยวข้อง